นักวิจัยค้นพบ ‘การเติมพลังงานให้เส้นประสาท’ ด้วยวิธีการถ่ายโอนไมโตคอนเดรีย อาจเป็นทางออกใหม่เพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง

Mitochondria

วงการแพทย์ทั่วโลกต้องจับตามอง เมื่อการค้นพบล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ได้ไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ในระบบประสาทของมนุษย์ ทีมวิจัยระดับโลกค้นพบว่า "เซลล์พี่เลี้ยง" สามารถส่งถ่ายขุมพลังงานอย่าง Mitochondria ให้กับเซลล์ประสาทได้โดยตรง การค้นพบนี้ไม่เพียงแค่ลบล้างความเชื่อเดิมที่มีมากว่าทศวรรษ แต่ยังเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับการรักษาอาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ที่วิธีการรักษาปัจจุบันยังทำได้เพียงแค่บรรเทาอาการ

Glial Cells จาก ‘ตัวประกอบ’ สู่แหล่งพลังงานของแห่งระบบประสาท

เป็นเวลานานที่ตำราแพทย์ระบุว่า Satellite Glial Cells (เซลล์เกลีย) ทำหน้าที่เป็นเพียงโครงสร้างค้ำจุนหรือกาวที่ยึดเซลล์ประสาทไว้ด้วยกัน แต่ศาสตราจารย์ Ru-Rong Ji ผู้อำนวยการศูนย์ Translational Pain Medicine จาก Duke University School of Medicine และทีมวิจัย ได้พิสูจน์แล้วว่าบทบาทของเซลล์เหล่านี้ซับซ้อนและสำคัญกว่านั้นมาก

พวกมันทำหน้าที่เป็นเสมือนสถานีชาร์จพลังงานสำรองให้กับเซลล์ประสาท โดยเฉพาะเซลล์ประสาทที่มีความยาวมาก เช่น เส้นประสาท Sciatic ที่ลากยาวตั้งแต่ช่วงเอวลงไปถึงปลายเท้าซึ่งมีความยาวกว่า 1 เมตร การที่เซลล์ประสาทต้องขนส่งพลังงานจากแกนกลางไปยังปลายประสาทที่อยู่ไกลขนาดนั้นเป็นภาระทางชีวภาพที่หนักหนาสาหัส ร่างกายจึงวิวัฒนาการให้เซลล์เกลียที่อยู่รายล้อมทำหน้าที่ส่ง "Mitochondria" เข้าไปช่วยสนับสนุนการทำงานของเส้นประสาทเพื่อให้ระบบยังคงดำเนินต่อไปได้

เจาะลึกกลไก ‘Tunneling Nanotubes’ สายส่งพลังงานระดับนาโน

ความน่าทึ่งของการค้นพบนี้อยู่ที่วิธีการส่งถ่ายพลังงาน ทีมวิจัยพบว่าเซลล์เกลียจะสร้างโครงสร้างท่อขนาดจิ๋วที่เรียกว่า Tunneling Nanotubes ยื่นออกไปเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาท เปรียบเสมือนสายเคเบิลที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลและพลังงาน โดยภายในท่อเหล่านี้จะมีการลำเลียง Mitochondria จากเซลล์เกลียไหลผ่านเข้าไปยังเซลล์ประสาทโดยตรง

กระบวนการสร้างท่อส่งพลังงานนี้อาศัยโปรตีนสำคัญที่ชื่อว่า MYO10 ในการขับเคลื่อน หากโปรตีนชนิดนี้ทำงานบกพร่อง หรือท่อเหล่านี้ถูกทำลาย กระบวนการส่งพลังงานจะหยุดชะงักทันที นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่านอกจากการส่งผ่านท่อแล้ว เซลล์ยังสามารถส่ง Mitochondria ผ่านถุงลมจิ๋ว (Vesicles) หรือช่องว่างระหว่างเซลล์ได้อีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศของเซลล์ประสาทมีการเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้

เมื่อพลังงานหมด คือจุดเริ่มต้นของหายนะและความเจ็บปวด

สิ่งที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ถูกพูดถึงของของวงการแพทย์ คือการเชื่อมโยงภาวะขาดพลังงานเข้ากับ อาการปวด ศาสตราจารย์ Ru-Rong Ji อธิบายกลไกนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเส้นประสาทได้รับพลังงานไม่เพียงพอ มันจะไม่หยุดทำงานเฉยๆ แต่จะเริ่มทำงานผิดปกติ 

เส้นประสาทที่หิวโหยพลังงานจะเกิดภาวะ 'Spontaneous Firing' หรือการลั่นไกส่งสัญญาณประสาทเองโดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอก นั่นหมายความว่าสมองจะได้รับสัญญาณความเจ็บปวดแบบรัวๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรมาสัมผัสร่างกาย ซึ่งนี่คือคำอธิบายของอาการปวดแสบปวดร้อนในผู้ป่วยปลายประสาทอักเสบ และหากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเติมพลังงาน เซลล์ประสาทเหล่านั้นจะเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอยและตายลงในที่สุด

ไขปริศนาทำไม ‘ปลายมือปลายเท้า’ ถึงเจ็บก่อน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากการทดลองคือ ความลำเอียงในการส่งพลังงาน ทีมวิจัยพบ ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญว่า เซลล์เกลียดูเหมือนจะมีความชอบที่จะส่ง Mitochondria ให้กับเส้นประสาทที่มีเส้นใยขนาดใหญ่มากกว่า ในขณะที่เส้นประสาทขนาดเล็กได้รับพลังงานสนับสนุนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลนี้ช่วยไขข้อข้องใจทางการแพทย์ที่ว่า ทำไมผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด จึงมักเริ่มมีอาการชาหรือปวดที่ปลายมือและปลายเท้าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะอวัยวะส่วนนี้ถูกควบคุมด้วยเส้นประสาทขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือเกิดโรค เส้นประสาทกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มแรกที่หมดสภาพ และเกิดความเสียหายจากการที่ไม่ได้รับ Mitochondria มาเติมเต็มอย่างเพียงพอนั่นเอง

อนาคตแห่งการรักษาด้วย Mitochondrial Medicine

การค้นพบครั้งนี้กำลังปูทางไปสู่การรักษารูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แทนที่จะใช้ยาแก้ปวดเพื่อกดอาการ ทีมวิจัยมองเห็นความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะพัฒนาวิธีการรักษาแบบ "Bio-Injection" หรือการเพาะเลี้ยง Mitochondria ที่แข็งแรงในห้องแล็บ แล้วนำมาฉีดเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทโดยตรงเพื่อฟื้นฟูระบบพลังงาน หรือการพัฒนายาที่กระตุ้นให้เซลล์เกลียเร่งกระบวนการสร้างและส่งถ่าย Mitochondria ให้ดียิ่งขึ้น

นับเป็นก้าวสำคัญของวงการ BioTech ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การรักษาโรคในอนาคตอาจไม่ใช่แค่การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่คือการเติมพลังงานให้ระบบของร่างกายสามารถกลับมาซ่อมแซมและดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

ที่มา: Nature, Live Science

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Stanford เปิดตัว AI ตรวจจับโรคร้ายจากการนอนคืนเดียว เปลี่ยนการนอนหลับเป็นข้อมูลพยากรณ์สุขภาพ

Stanford พัฒนา SleepFM โมเดล AI วิเคราะห์การนอนหลับเพียงคืนเดียว เพื่อทำนายความเสี่ยงโรคร้ายกว่า 100 ชนิดล่วงหน้าหลายปี ยกระดับการแพทย์เชิงป้องกัน...

Responsive image

นักวิทย์พบ ‘สวิตช์ลับ’ ในมะเร็ง แค่ปิดร่างกายก็อาจฆ่าเนื้อร้ายได้เอง

นักวิทย์ค้นพบ 'สวิตช์โมเลกุล' บล็อกโปรตีน TAK1 ถอดเกราะป้องกันเซลล์มะเร็ง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันถล่มเนื้องอกได้โดยตรง...

Responsive image

วิจัยเผย ‘ฟังเพลงบ่อยๆ’ ช่วยลดสมองเสื่อมได้จริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุลดเกือบ 40%

งานวิจัยล่าสุดจาก มหาวิทยาลัย Monash ประเทศออสเตรเลีย พบว่าการฟังเพลงในวัยเกษียณ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมได้เกือบ 40% และยังช่วยส่งเสริมความจำและการคิดวิเคราะห์ในช...