ในงาน Health Tech Festival ที่ผ่านมา ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้ขึ้นเวทีฉายภาพอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยที่ไม่ใช่แค่เรื่องการรักษา แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์

ดร.กริชผกา ย้ำว่านวัตกรรมจะเติบโตไม่ได้หากขาดคนดูแล (Nurture) NIA จึงวางกลไกสนับสนุนผ่าน 4 มิติหลักที่จำง่ายแต่ทรงพลัง:

เงินทุนนั้นสำคัญ แต่การพา Startup ไทยไป Scale ในระดับ Global อย่างสวีเดน ออสเตรีย หรือดูไบ คือการสร้าง Global Standard ที่จะพิสูจน์ว่าไทยไม่ใช่แค่ประเทศรับจ้างผลิต แต่เป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการปั้น ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธี ที่รวบรวมโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลชั้นนำ (ศิริราช, รามาธิบดี, ราชวิถี ฯลฯ) มาไว้ใน Physical Area เดียวกัน เพื่อเกิดการแชร์ Data และ Solution ร่วมกัน
เป้าหมาย คือ ใช้ Data Sharing เพื่อจัดการทรัพยากร (เตียง, อุปกรณ์, บุคลากร) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดพื้นที่นำร่องให้นวัตกรรมของ Startup ได้ทดลองใช้จริงในโรงพยาบาลรัฐ ก่อนขยายผลสู่ระบบประกันสุขภาพและ สปสช.ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามาพัฒนาในย่านนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสุขภาพทั่วโลก ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่เราเป็นศูนย์กลางการบริการทางการแพทย์ สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์
โดยมี NIA เป็นหัวเรือใหญ่ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานผ่าน 4 มิติเทคโนโลยีแห่งอนาคต และกลไกเชื่อมต่อระบบนิเวศ
NIA ได้คัดสรร 4 กลุ่มเทคโนโลยีที่มี High Potential และ High Value เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ใช้งาน สู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมระดับโลก ได้แก่
ในยุคที่ข้อมูลมีค่าดั่งทอง Medical AI ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เก็บข้อมูล แต่คือการใช้ Algorithm มาช่วยแพทย์ตัดสินใจ ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ Perceptra สตาร์ทอัพไทยที่ใช้ AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดเพื่อหาความผิดปกติได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระงานของรังสีแพทย์ แต่ยังขยายขีดความสามารถในการคัดกรองผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข
Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) คือพรมแดนใหม่ของการรักษาโรคที่เคยถูกมองว่ารักษาไม่หาย เช่น มะเร็งบางชนิดหรือโรคทางพันธุกรรม เทคโนโลยีนี้เน้นไปที่การบำบัดด้วยเซลล์ (Cell Therapy) และยีน (Gene Therapy) ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานงานวิจัยของโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ การส่งเสริมในมิตินี้จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาระดับสูงได้ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และสร้างโอกาสมหาศาลในการดึงดูดเม็ดเงินจากการเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคยากของภูมิภาค
การเปลี่ยนจากผู้ผลิตหน้ากากอนามัยหรือถุงมือยาง สู่การผลิตอุปกรณ์ฝังตัวและหุ่นยนต์การแพทย์ คือเป้าหมายหลักในมิตินี้ ตัวอย่างความสำเร็จอย่าง Meticuly ที่ใช้เทคโนโลยี 3D Printing ผลิตกะโหลกและกระดูกเทียมจากไทเทเนียมแบบ Personalized แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมไทยสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้จริง ลดเวลาผ่าตัด และลดผลข้างเคียงจากการใช้วัสดุมาตรฐานที่ไม่พอดีกับสรีระ
ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของไทยที่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก Biotech คือกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่การพัฒนาสารสกัดมูลค่าสูงเพื่อใช้ในเวชสำอางและอาหารเสริม ไปจนถึงการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีน มิตินี้ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ BCG Model ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของนวัตกรรมไทยไม่ใช่ขาดคนเก่ง แต่คือ การทำงานที่แยกส่วน NIA จึงได้ออกแบบโปรแกรมเพื่อเป็น Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะปิดช่องว่างระหว่างหน่วยงานผ่าน 3 กลไกหลัก

จาก Session นี้ เราจะพบว่า การสร้าง Thailand Medical Innovation Hub ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับโลกผ่านการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่หมอที่เก่ง นวัตกรที่ฉลาด ไปจนถึงภาครัฐที่เอื้ออำนวย ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ได้ย้อนกลับมาแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน
ข้อมูลจาก Session: Decoding Thailand Health Innovation ถอดรหัสนวัตกรรมสุขภาพ สู่ยุค Healthspan โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด