
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง และค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี คำถามคือ ใครจะดูแลเรา และเราจะเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างไรเมื่ออายุมากขึ้น ?
ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ตัวแทนจากสามภาคส่วนมานั่งคุยกันเรื่องนี้ ประกอบไปด้วย
ทั้งสามคนนี้ได้เข้ามาแชร์สามมุมมองที่มองปัญหาเดียวกันคนละด้าน แต่สรุปตรงกันว่า ถ้ายังต่างคนต่างทำ โมเดลสุขภาพไทยอาจจะไปไม่รอด

คุณนาเดีย เปิดประเด็นด้วยตัวเลขที่ดูเหมือนข่าวดี อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยลดลงจาก 14% ในปี 2025 เหลือราว 10-11% ในปี 2026 ดูดีกว่าเกาหลี ดีกว่าอินเดีย ดีกว่าเวียดนาม
แต่เธอชี้ว่าต้องมองให้ลึกกว่านั้น เพราะเงินเฟ้อทั่วไปของไทยตอนนี้อยู่ที่ไม่ถึง 1% ขณะที่เงินเฟ้อทางการแพทย์สูงถึง 11% ช่องว่างนี้ใหญ่มาก และที่สำคัญคือเรายังไม่ได้ทำอะไรเชิงนโยบายมากพอที่จะมั่นใจได้ว่าตัวเลขจะไม่กลับมาพุ่ง
คุณนาเดียเรียกสิ่งนี้ว่า 'Yo-Yo Effect' คือปีนี้ลด ปีหน้าอาจพุ่งกลับมาอีก
สาเหตุหลักของปัญหานี้ก็ตรงไปตรงมา ไทยผลิตบุคลากรทางการแพทย์เก่ง ๆ ได้ แต่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีทางการแพทย์ เรายังต้องนำเข้าเป็นหลัก

รศ.ดร.วิริยะ ขยายภาพให้ชัดขึ้น เหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อทางการแพทย์คือนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปัญหาของไทยคือนวัตกรรมเหล่านั้นเราไม่ได้เป็นคนทำ เขาพูดตรง ๆ ว่า 'นอกจากหมอไทยแล้ว มองซ้ายมองขวาในโรงพยาบาลเป็นของนำเข้าทั้งนั้น'
แต่ในมหาวิทยาลัยกลับมีงานวิจัยและเทคโนโลยีพร้อมใช้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ Food Technology, สารสกัดจากสมุนไพร, Genomics ไปจนถึง Molecular Test โดยเฉพาะสารสกัดสมุนไพร เขาเล่าว่าแค่คณะเดียวในมหิดลก็มีอาจารย์ที่ทำเรื่องสกัดสมุนไพรกว่า 100 คน พร้อมทำได้หมด แต่คำถามที่ยังตอบไม่ได้คือ แล้วมันจะไปถึงมือผู้ใช้ได้อย่างไร
เรื่อง Genomics เป็นอีกตัวอย่างที่น่าคิด ปัจจุบันการทดสอบ DNA มีอยู่ทั่วไป แต่ รศ.ดร.วิริยะตั้งคำถามว่า Data Set ที่ใช้ทำนายความเสี่ยงโรคส่วนใหญ่มาจากฝรั่ง ไม่ใช่คนไทย
DNA คนต่างชาติกับคนไทยมันไม่เหมือนกัน โรคที่เราจะเป็นกับที่ฝรั่งเป็นอาจจะไม่เหมือนกัน
เขาเชื่อว่าการสร้างดาต้าเซต Genomics ของคนไทยเองจะเป็นก้าวสำคัญสู่ Precision Medicine ที่ตอบโจทย์จริง

ฝั่ง นพ.กมลรัชญ์ เล่าถึงสิ่งที่ กทม. ทำอยู่จริงในเชิงป้องกัน นั่นคือ 'คาราวานตรวจสุขภาพล้านคน' โครงการที่ส่งทีมออกไปตรวจสุขภาพประชาชนถึงชุมชน ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า แม้แต่สถานประกอบการ ไม่ต้องนัดหมอ แค่มีบัตรประชาชนก็ตรวจได้
โครงการนี้เพิ่งทะลุเป้าล้านคนไปเมื่อเดือนนี้เอง และผลที่ได้ไม่ได้แค่ตรวจแล้วจบ แต่กลายเป็น 'แผนที่สุขภาพ' ของกรุงเทพฯ ในรูปแบบ Bangkok Health Zoning ที่วิเคราะห์ข้อมูลรายเขตว่าพื้นที่ไหนมีปัญหาด้านไหน เพื่อให้ผู้อำนวยการเขตและโรงพยาบาลวางแผนดูแลประชาชนได้ตรงจุด
ผลที่พบชัดเจนคือ 'น้ำหนักเกิน' นำโด่งทุกเขต ตามด้วยโลหิตจางและโรค NCD อย่างเบาหวานกับความดัน
หลังจากรู้ข้อมูลแล้ว กทม. ไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่จัดกิจกรรม 'วิ่งล้อมเมือง' ไปทั้งหมด 35 เขต มีประชาชนร่วมวิ่งเกือบแสนคน เป็นตัวอย่างของการสร้างโมเมนตัมให้คนเริ่มขยับร่างกาย

คุณนาเดีย ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจ เธอเปรียบเรื่อง Healthspan เหมือนการออมเงิน หยอดทุกวัน เก็บทุกวัน พอแก่ไปก็จะขอบคุณตัวเอง แต่ถ้าบอกว่า 'เดี๋ยวค่อยทำก็ได้' วันนั้นไม่ทันแล้ว
เธอยกตัวอย่างเรื่องกล้ามเนื้อ ผู้หญิงพอเปลี่ยนวัย ฮอร์โมนหมด กล้ามเนื้อก็ไม่สร้างเองแล้ว ต้องสร้างตลอดเวลา เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดแค่กล้ามเนื้อ แต่รวมถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ น้ำตาล หลอดเลือด การออกกำลังกาย ทุกอย่างต้องการ 'Consistency' ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ
รศ.ดร.วิริยะ ปิดท้ายด้วยประเด็นที่อาจเป็นหัวใจของปัญหาทั้งหมด ปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมาคือ 'ต่างคนต่างทำ' ภาครัฐทำอย่าง มหาวิทยาลัยทำอย่าง เอกชนทำอย่าง แม้แต่มหาวิทยาลัยด้วยกันเองก็ยังต่างคนต่างทำ ไม่เคยทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เขาเสนอว่าจุดร่วมที่ทุกฝ่ายควรยึดไว้ด้วยกันคือแนวคิด 'Wellness Economy' ไม่ใช่แค่ทำตามวาระของใครคนใดคนหนึ่งแล้วจบ แต่ต้องคุยกันยาว ๆ ว่าจะเดินไปด้วยกันอย่างไร ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และมหาวิทยาลัย
เพราะถ้าเทคโนโลยีที่ไทยทำได้ สามารถแทนที่การนำเข้าและส่งออกได้ด้วย มันจะช่วยหลายเด้งพร้อมกัน ทั้งลดเงินเฟ้อทางการแพทย์ ยกระดับ Healthspan ของคนไทย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ดังที่ นพ.กมลรัชญ์ ฝากทิ้งท้ายไว้สั้น ๆ ว่า 'ทุกอย่าง Healthspan อยู่ที่มือท่านเอง'
อ้างอิง: เซสชัน The Building Blocks of Thai Healthspan Economy ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด