สายการบินทั่วโลกเร่งหารือ จัดการ non-CO2 หลังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมีการใช้งานเครื่องบินโดยสารที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ non-CO2 สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก 

สายการบินทั่วโลกกำลังร่วมกันจัดตั้งหน่วยงานเพื่อจัดการกับการปล่อยก๊าซที่ไม่ใช่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (non-CO2) โดยจะเพิ่มมาตรการในการจัดการกับริ้วเมฆที่เรียกว่า contrails ซึ่งเป็นเมฆที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาใหญ่รองลงมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ส่งผลให้เกิดปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ซึ่งเป็นตัวแทนของสายการบินหลักประมาณ 300 แห่ง ได้เตรียมหารือเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดของเมฆ contrails เป็นครั้งแรกในการประชุมประจำปีที่อิสตันบูลในสัปดาห์หน้า ซึ่งเมฆนี้เกิดขึ้นในสภาพอากาศที่ชื้น และเกิดมาจากผลึกน้ำแข็งที่เยือกแข็ง ถึงแม้ว่ามันไม่ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เมฆเหล่านี้มีความสามารถในการดักจับรังสีและสะท้อนกลับมายังโลกได้ ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน

IATA กล่าวว่า คณะทำงานจะนำเอาความตั้งใจของนักวิจัยและสายการบินในการกำจัดการสร้าเมฆ contrails เพื่อกระตุ้นให้ภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการมากขึ้น โดยมีแนวทางคือ วิเคราะห์เงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดการก่อตัวของริ้วเมฆ และลดความเสี่ยงในการเพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงเมื่อหลีกเลี่ยงการก่อตัวของริ้วเมฆ

ผู้เชี่ยวชาญอ้างมีงานวิจัยระบุว่า การปล่อยก๊าซ non-CO2 สามารถสร้างความผลกระทบที่อันตรายต่อโลกได้มากพอกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือ 10% ของการใช้เครื่องบินโดยสารนั้นเป็นสาเหตุหลักที่สร้างผลกระทบต่อโลก ซึ่งเมฆนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้มากกว่า CO2 ถึง 2 เท่า

บริษัทอย่าง SATAVIA ในอังกฤษ และ Estuaire ในปารีสใช้ดิจิตอลโมเดลเพื่อช่วยติดตามร่องรอยของหย่อมอากาศชื้นที่ทำให้เกิดเมฆ contrails มากที่สุด และยังเสนอเส้นทางอื่นที่ไม่สร้างร่องรอยบนท้องฟ้าไว้ด้วย

ในปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่สายการบินที่ประกาศว่าจะลงมือป้องกันการเกิดเมฆเหล่านี้ ในขณะที่สายการบินอื่นกำลังถกเถียงถึงเรื่องแผนการบินใหม่ที่หลบอากาศชื้นจนทำให้เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและปล่อยคาร์บอนมากขึ้น บ้างก็บอกว่านักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังผลกระทบของเมฆ contrails มีอำนาจไม่มากพอ 

ซึ่ง European regulators กำลังให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้นหลังได้รับแรงกดดันจาก Green Groups กฎใหม่ของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนการปล่อยมลพิษที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2025 โดยมีมาตรการให้สายการบินติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซ non-CO2 กับสหภาพยุโรป

โดยสายการบินต่าง ๆ ตกลงว่าจะเลิกปล่อยคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 โดยจะหันไปใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่หายากและผลิตจากแหล่งหมุนเวียน เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพหรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ซึ่งใช้เป็นพลังงานให้กับเครื่องบิน

ทางบริษัท SATAVIA ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าการสนใจในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนจะทำให้อุตสาหกรรมต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาและใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล เพราะค่าใช้จ่ายของการกำจัด SAF นั้นมีมูลค่าประมาณล้านล้าน ในขณะที่การแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซ non-CO2 นั้นอาจมีมูลค่าแค่ประมาณสิบล้านเท่านั้น

อ้างอิง: reuters 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุปงาน Microsoft Build 2026 เปิดโมเดล AI ที่พัฒนาเอง 7 ตัว ดันเอเจนต์ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' พร้อมชิปควอนตัม Majorana 2

สรุปไฮไลต์งาน Microsoft Build 2026 ตั้งแต่โมเดล AI พัฒนาเอง 7 ตัวนำโดย MAI-Thinking-1 ที่เคลมเหนือ Sonnet 4.6, เอเจนต์ Microsoft Scout, Surface RTX Spark Dev Box ไปจนถึงชิปควอนตัม ...

Responsive image

นักวิจัยออกมาเตือน AI กำลัง ‘ทำลายคณิตศาสตร์’ หลังผลลัพธ์ตรวจสอบยาก-ขาดที่มา

AI ทุกวันนี้ไม่ได้เก่งแค่เรื่องคิดเลขหรือหาสถิติพื้นฐาน แต่ล้ำหน้าถึงขั้นช่วยแก้โจทย์ซับซ้อนและเริ่มมีแนวโน้มว่าจะสร้างข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ ได้เอง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันมาถก...

Responsive image

รู้จัก CIC องค์กรที่สร้างระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

CIC หรือ Cambridge Innovation Center เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดยมีเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่สตาร์ทอัพ บริษัทที่กำลังเติบโต องค...