อันดับการแข่งขันด้านดิจิทัลไทย ร่วงจาก 37 มา 38 ผอ. IMD ระบุ ตัวชี้วัดไหนแก้ยากสุด องค์กรไทยทำอะไรได้บ้าง

หลายปีมาแล้วที่มี การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (Digital Competitiveness Ranking) โดยหน่วยงาน World Competitiveness Center ภายใต้ IMD (International Institute for Management Development) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่เคยติดอันดับ Top 30 เลย จากการเข้ารับการจัดอันดับราว 60-70 เขตปกครอง/ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2019

IMDกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน 'BEYOND THE RANKING – Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future' เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการจัดอันดับ สู่การยกระดับศักยภาพในระดับสากล

การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Driving a Nation Towards World Digital Competitiveness ซึ่งมุ่งสื่อสารและสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในเวทีโลก

Prof. Arturo Bris ผอ. IMD บอกพวกเราว่า...

IMDหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวถึง ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลและอันดับของประเทศไทยใน IMD World Digital Competitiveness Ranking ว่า ไทยอยู่อันดับที่ 38 จาก 69 ประเทศ/เขตการปกครอง โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ใช้พิจารณา คือ ความรู้ (Knowledge), เทคโนโลยี (Technology) และ ความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness)

โดย Prof. Arturo Bris ระบุว่าประเด็นที่น่ากังวลและแก้ได้ยากที่สุดคือ ปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) เพราะมีแนวโน้มที่จะลดลง โดยเฉพาะในเรื่อง 'ความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility)' ที่ผู้บริหารรู้สึกว่า องค์กรปรับตัวได้ช้าและคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ทันความเปลี่ยนแปลง จึงเน้นย้ำว่า องค์กรไทยต้องมีความสามารถในการปรับตัวและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกดิสรัปต์

ต่อด้วยบรรยายแนวคิดเกี่ยวกับการตีความและใช้ประโยชน์จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในเชิงลึก โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูล (Data-driven Insights) เพื่อสะท้อนภาพรวมของศักยภาพและความท้าทายของประเทศไทย ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำและผู้กำหนดนโยบายในการนำข้อมูลไปใช้เป็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการขับเคลื่อน Digital Transformation และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ความท้าทายเรื่องทุนมนุษย์ ดิสรัปชัน และการปรับตัว

Prof. Arturo Bris กล่าวถึงประเทศไทยว่า มีจุดแข็งในการพัฒนาทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกัน กลับมีปัญหาเรื่อง การรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Retention) เอาไว้ แม้จะมีผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM ในไทยพอสมควร แต่ไทยก็อยู่อันดับ 57 ในด้านการจ้างงานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Employment) สะท้อนว่า ไทยประสบปัญหาในการดึงดูดแรงงานฝีมือและการรักษาคนเก่ง

สำหรับทางแก้ ทำได้โดยลดช่องว่างระหว่างการศึกษากับการจ้างงานด้วยการ 1) สร้างตำแหน่งงานดิจิทัล 2) สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม และ 3) กำหนดนโยบายที่ดึงดูดแรงงานฝีมือเข้ามาทำงานในไทย 

ต่อด้วยการอธิบายให้เห็นภาพว่า การสร้างนวัตกรรม หรือ เทคโนโลยีใหม่ มี 3 แนวทาง คือ

  1. วิวัฒนาการ (Evolutionary) 
  2. การปฏิวัติ (Revolutionary)
  3. การถูกดิสรัปต์ (Disruptive) 

โดยเฉพาะการดิสรัปชัน มักได้รับผลกระทบจากนอกอุตสาหกรรมและเป็นรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยยกตัวอย่างแบรนด์ดังกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Starbucks, Uber, Netflix

และวิธีเดียวที่องค์กรจะไม่ถูกดิสรัปชันก็คือ การดิสรัปต์ตัวเอง (Disrupt yourself) ก่อนที่จะถูกคนอื่นดิสรัปต์

นอกจากนี้ Prof. Arturo Bris ยังบอกอีกว่า องค์กรต้องมีความสามารถที่จะ ทำอะไรได้สองมือ มือหนึ่ง รักษารายได้จากธุรกิจปัจจุบันเอาไว้ อีกมือหนึ่ง ทรานสฟอร์มองค์กร โดยสร้างหน่วยงานใหม่เพื่อหาโอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน

คำแนะนำและกลยุทธ์เพื่ออนาคตประเทศไทย

บริษัทต่างๆ ต้องสร้างความคล่องตัวให้องค์กร (Organizational Agility) โดยเริ่มจาก HyperAwareness หรือ การตระหนักรู้ในระดับสูง กล่าวคือ บริษัทต้องสามารถตรวจจับและติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจากนั้น ตามมาด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อ เพื่อสร้างความคล่องตัวให้องค์กร (Organizational Agility) ได้จริง คือ

  1. Informed Decision-making - องค์กรต้องสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล โดยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ 
  2. Organizational Agility - องค์กรต้องมีความคล่องตัว เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
  3. Fast Execution - องค์กรต้องสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทำได้ตามแผนและมีประสิทธิภาพ

ในด้านกลยุทธ์ เรื่องแรกที่ Prof. Arturo Bris แนะนำ คือ ให้เน้นอุตสาหกรรมหลัก ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อ เพิ่มมูลค่า ให้อุตสาหกรรมหลักที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว นั่นคือ การท่องเที่ยว, เกษตรกรรม และการผลิต

กลยุทธ์ต่อมาคือ ไทยมีจุดเด่นในเรื่อง ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเห็นได้จากการที่ภาครัฐและเอกชนมีสัมพันธ์อันดี ทำงานร่วมกันได้ ตรงนี้สามารถใช้เป็นสูตรสำเร็จในการสร้างความสามารถด้านการแข่งขันของชาติได้

และกลยุทธ์สุดท้ายคือเรื่อง การกำกับดูแลและนโยบาย ควรเน้นกฎระเบียบที่สนับสนุนการดึงดูดคนเก่ง (Talent attraction), การจัดหาเงินทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเร่งทำข้อตกลงทางการค้าทวิภาคี เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ 

นอกจากนี้ ตอนท้ายของงานมีวงเสวนาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจและสร้างอิมแพ็กทั้งต่อธุรกิจและผู้บริโภค ได้แก่ 

คุณกวีศิลป์ ศิริมณีธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีพี โมบิลิตี้ จำกัด (มหาชน), คุณสมภพ สันติวัฒนกุล First Vice President Corporate Strategy & Innovation Division ธนาคารกสิกรไทย, คุณโสภณ แกะทอง ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการสื่อสารการตลาด กลุ่มธุรกิจความงามและสุขภาพ บริษัท ยูนิลิเวอร์ ประเทศไทย และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม CEO ผู้ร่วมก่อตั้งซีทรัส (ZTRUS) และที่ปรึกษากลุ่มบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TMA-TIMG) รับหน้าที่เป็นวิทยากรพิเศษของวงเสวนานี้

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

BOI จับมือสถานทูตจีน จัดเวที ‘Thailand-China Investment Forum’ ดึงนักลงทุนจีนกว่า 800 รายร่วมงาน มุ่งเป้าดึงเม็ดเงินสู่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง

BOI ดึงนักลงทุนจีนกว่า 800 ราย ชูไทยเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง EV และ AI เผย 5 ปีเม็ดเงินสะพัดกว่า 6 แสนล้านบาท พร้อมย้ำจุดยืน ‘In Thailand, For Thailand’ เพื่อยกระดับซัพพ...

Responsive image

Cursor เปิดตัว Automations AI Agent ทำงานอัตโนมัติ 24 ชม. เชื่อมต่อ Slack, GitHub, Linear ครบจบ จัดการได้ทั้งรีวิวโค้ดและแก้บั๊ก

Cursor เปิดตัว Automations สร้าง AI Agent ทำงานอัตโนมัติ 24/7 ช่วยวิศวกรซอฟต์แวร์จัดการงานรูทีน ตั้งแต่รีวิวโค้ด หาช่องโหว่ความปลอดภัย ไปจนถึงแก้บั๊กและแจ้งเตือนผ่าน Slack ยกระดับค...

Responsive image

UN ตั้งทีมนักวิทยาศาสตร์ AI 40 คน สร้าง ‘ความเข้าใจ AI แบบสากล‘ หาคำตอบให้โลก ก่อนเทคโนโลยีจะวิ่งเร็วกว่านโยบาย

UN ตั้งคณะนักวิทยาศาสตร์ AI 40 คน เพื่อประเมินผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงโลก พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมระดับสากลด้านการกำกับดูแล AI...