หลายปีมาแล้วที่มี การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (Digital Competitiveness Ranking) โดยหน่วยงาน World Competitiveness Center ภายใต้ IMD (International Institute for Management Development) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่เคยติดอันดับ Top 30 เลย จากการเข้ารับการจัดอันดับราว 60-70 เขตปกครอง/ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2019
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน 'BEYOND THE RANKING – Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future' เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการจัดอันดับ สู่การยกระดับศักยภาพในระดับสากล
การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Driving a Nation Towards World Digital Competitiveness ซึ่งมุ่งสื่อสารและสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในเวทีโลก
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวถึง ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลและอันดับของประเทศไทยใน IMD World Digital Competitiveness Ranking ว่า ไทยอยู่อันดับที่ 38 จาก 69 ประเทศ/เขตการปกครอง โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ใช้พิจารณา คือ ความรู้ (Knowledge), เทคโนโลยี (Technology) และ ความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness)
โดย Prof. Arturo Bris ระบุว่าประเด็นที่น่ากังวลและแก้ได้ยากที่สุดคือ ปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) เพราะมีแนวโน้มที่จะลดลง โดยเฉพาะในเรื่อง 'ความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility)' ที่ผู้บริหารรู้สึกว่า องค์กรปรับตัวได้ช้าและคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ทันความเปลี่ยนแปลง
ต่อด้วยบรรยายแนวคิดเกี่ยวกับการตีความและใช้ประโยชน์จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในเชิงลึก โดยเน้น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data-driven Insights) เพื่อสะท้อนภาพรวมของศักยภาพและความท้าทายของประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำและผู้กำหนดนโยบายในการนำข้อมูลไปใช้เป็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการขับเคลื่อน Digital Transformation และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

Prof. Arturo Bris กล่าวถึงประเทศไทยว่า มีจุดแข็งในการพัฒนาทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกัน ไทยมีปัญหาเรื่อง การรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Retention) เอาไว้ อันเป็นผลมาจากช่องว่างระหว่างการศึกษากับการจ้างงาน โดยไทยอยู่อันดับที่ 57 ในด้านการจ้างงานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Employment) ซึ่งสะท้อนว่า ไทยประสบปัญหาในการดึงดูดแรงงานมีฝีมือนั่นเอง
ต่อด้วยการอธิบายให้เห็นภาพว่า ที่ผ่านมา 'การสร้างสิ่งใหม่หรือนวัตกรรมใหม่' มี 3 ทาง คือ
โดยเฉพาะการดิสรัปชัน มักได้รับผลกระทบจากนอกอุตสาหกรรมและเป็นรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยยกตัวอย่างแบรนด์ดังกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Starbucks, Uber, Netflix
และวิธีเดียวที่องค์กรจะไม่ถูกดิสรัปชันก็คือ การดิสรัปต์ตัวเอง (Disrupt yourself) ก่อนที่จะถูกคนอื่นดิสรัปต์
นอกจากนี้ Prof. Arturo Bris ยังบอกอีกว่า องค์กรต้องมีความสามารถที่จะ ทำอะไรได้สองมือ มือหนึ่ง รักษารายได้จากธุรกิจปัจจุบันเอาไว้ อีกมือหนึ่ง ทรานสฟอร์มองค์กร โดยสร้างหน่วยงานใหม่เพื่อหาโอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน

บริษัทต่างๆ ต้องสร้างความคล่องตัวให้องค์กร (Organizational Agility) โดยเริ่มจาก HyperAwareness หรือ การตระหนักรู้ในระดับสูง กล่าวคือ บริษัทต้องสามารถตรวจจับและติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจากนั้น ตามมาด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อ เพื่อสร้างความคล่องตัวให้องค์กร (Organizational Agility) ได้จริง คือ
กลยุทธ์แรกที่ Prof. Arturo Bris แนะนำ คือ ให้เน้นอุตสาหกรรมหลัก ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อ เพิ่มมูลค่า ให้อุตสาหกรรมหลักที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว นั่นคือ การท่องเที่ยว, เกษตรกรรม และการผลิต
กลยุทธ์ต่อมาคือ ไทยมีจุดเด่นในเรื่อง ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเห็นได้จากการที่ภาครัฐและเอกชนมีสัมพันธ์อันดี ทำงานร่วมกันได้ ตรงนี้สามารถใช้เป็นสูตรสำเร็จในการสร้างความสามารถด้านการแข่งขันของชาติได้
และกลยุทธ์สุดท้ายคือเรื่อง การกำกับดูแลและนโยบาย ควรเน้นกฎระเบียบที่สนับสนุนการดึงดูดคนเก่ง (Talent attraction), การจัดหาเงินทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเร่งทำข้อตกลงทางการค้าทวิภาคี เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานเอาไว้
นอกจากนี้ ตอนท้ายของงานมีวงเสวนาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจและสร้างอิมแพ็กทั้งต่อธุรกิจและผู้บริโภค ได้แก่

คุณกวีศิลป์ ศิริมณีธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีพี โมบิลิตี้ จำกัด (มหาชน), คุณสมภพ สันติวัฒนกุล First Vice President Corporate Strategy & Innovation Division ธนาคารกสิกรไทย, คุณโสภณ แกะทอง ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการสื่อสารการตลาด กลุ่มธุรกิจความงามและสุขภาพ บริษัท ยูนิลิเวอร์ ประเทศไทย และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม CEO ผู้ร่วมก่อตั้งซีทรัส (ZTRUS) และที่ปรึกษากลุ่มบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TMA-TIMG) รับหน้าที่เป็นวิทยากรพิเศษของวงเสวนานี้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด