INT มหิดล กางโรดแมปปลดล็อก IP นวัตกรรมไทยจากหิ้งสู่ตลาดจริง

งานวิจัยไทยมีมากพอ แต่กี่ชิ้นกันที่เดินทางออกจากห้องแล็บมาถึงมือผู้บริโภคได้จริง ? คำถามนี้คือแก่นของเวทีเสวนาที่สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "นวัตกรรมไทย…ทำไมยังไม่โต? ปลดล็อกทรัพย์สินทางปัญญา จาก 'หิ้ง' สู่ 'ตลาดจริง'" โดยรวมกูรู 3 ขั้วจากมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และโลกสตาร์ทอัพ มาหาคำตอบร่วมกัน

ปลดล็อก Mindset นักวิจัย

รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าสาเหตุหลักที่งานวิจัยไทยส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำมาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ มาจากการขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 

และยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ มากกว่าแค่ความล้ำสมัยของตัวนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของตลาด การจดสิทธิบัตร ความพร้อมเชิงธุรกิจ และ Mindset ของนักวิจัยเอง

รศ.ดร.วิริยะ กล่าวว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรถูกมองเพียงแค่เป็นเครื่องมือป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นกลไกที่ทำให้นักวิจัยกล้าสร้างสิ่งใหม่ ๆ เพราะหากไม่มีระบบคุ้มครองที่เหมาะสม คนจำนวนมากก็ไม่กล้าใช้เวลาและทรัพยากรเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีความเสี่ยงสูง 

ในอีกมิติหนึ่ง ทรัพย์สินทางปัญญายังสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยไทยไม่ต้องมุ่งแค่ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ แต่สามารถสร้างรายได้ สร้างบริษัท Spin-off และได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อจากการแปลงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

ในส่วนของการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม ผู้อำนวยการ INT ยังชี้ให้เห็นช่องว่าง 3 จุดที่ขัดขวางการทำงานร่วมกัน ได้แก่ ความเร็วในการทำงานที่ต่างกัน เป้าหมายที่ไม่ตรงกัน (นักวิจัยมุ่งตีพิมพ์ เอกชนมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์) และความไม่เข้าใจในบริบทซึ่งกันและกัน 

"หน้าที่ของ INT คือการเชื่อมโยงระหว่างต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สองภาคส่วนเข้าใจกันมากขึ้น ปิดช่องว่างที่เป็นอุปสรรคให้แคบลง" รศ.ดร.วิริยะ กล่าว

IP ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องตอบโจทย์ตลาดและ FTO

คุณวิกรานต์ ดวงมณี Head of Intellectual Property and Trade Law บริษัท SCG Chemicals Public Company Limited ให้ภาพจากมุมภาคธุรกิจว่า มูลค่าของนวัตกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยากหรือความซับซ้อนในการสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการประเมิน 2 มิติที่ขาดไม่ได้

มิติแรกคือ Demand-Driven Innovation ซึ่งหมายถึงงานวิจัยต้องมีดีมานด์รองรับ เป็นโซลูชันที่มีโอกาสเติบโตในตลาด

มิติที่สองคือ Freedom to Operate (FTO) หรือการประเมินความเสี่ยงด้านกฎหมาย เพราะถ้าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกำลังเดินไปชนกำแพงสิทธิบัตรของผู้อื่น ต้นทุนการถูกฟ้องร้องก็จะทำลายโอกาสเติบโตในระยะยาว

คุณวิกรานต์ยังย้ำว่า "การวางแผน IP Strategy ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโปรเจกต์ (Start with the end in mind)" เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานจะสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างปลอดภัยและสร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

สูตรสำเร็จ Deep Tech Startup

ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ Chief Business Officer บริษัท เมติคูลี่ จำกัด ผู้คลุกคลีกับการปั้น Research-based Startup มาอย่างยาวนาน วิเคราะห์ว่าสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักติดกับดักเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวผลงานนวัตกรรมมากเกินไป จนลืมมองความต้องการของตลาดที่แท้จริง

ผศ.ดร.อัครวิทย์ กล่าวว่าสูตรสำเร็จของสตาร์ทอัพที่ Spin-off จากงานวิจัยและประสบความสำเร็จได้จริง คือการเข้าใจความต้องการของตลาดตั้งแต่วันที่เริ่มทำวิจัย และต้องหา Product-Market Fit ให้เจอตั้งแต่ยังอยู่ในแล็บ 

นอกจากนั้น กลุ่ม Deep Tech ยังมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะต้องการการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้าใจว่านี่คือธุรกิจที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานและมีความเสี่ยงสูงกว่าสตาร์ทอัพทั่วไป 

กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูงพอที่จะดึงดูดเงินทุนจาก VC และทำให้งานวิจัยไม่หยุดแค่การจดสิทธิ์ แต่เติบโตเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ได้จริง

3 บทเรียนพลิกนวัตกรรมไทย

จากเวทีเสวนาครั้งนี้ สรุปบทเรียนสำคัญได้ใน 3 มิติ

เปลี่ยนนิยามความสำเร็จ 

มหาวิทยาลัยและภาครัฐต้องปรับเกณฑ์วัดผลนักวิจัยจากการนับจำนวนบทความวิจัย มาเป็นการวัดผลงานนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

IP-First และ FTO Strategy 

การวางแผนทรัพย์สินทางปัญญาและการตรวจสอบสิทธิ์ต้องเป็น 'หัวใจ' ตั้งแต่เริ่มต้นงานวิจัย ไม่ใช่ส่วนเสริมที่ทำทีหลัง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน

ระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยง 

โดย INT มหิดล รับบทบาทเป็น 'ตัวเชื่อม' ที่ประสานรอยต่อระหว่างมาตรฐาน กฎหมาย เงินทุน และความต้องการของตลาด เพื่อผลักดันงานวิจัยออกจากหิ้งสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง

รศ.ดร.วิริยะ กล่าวสรุปว่า เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยน 'ทุนทางปัญญา' ให้กลายเป็น 'สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ' เพราะถ้าเชื่อมโยงต้นน้ำถึงปลายน้ำได้จริง นวัตกรรมไทยจะไม่ใช่งานวิจัยบนหิ้งอีกต่อไป แต่จะเป็นฟันเฟืองหลักที่พาประเทศก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม (CATs) ภายใต้สถาบัน INT มหิดล ได้พัฒนาหลักสูตร SMART-IPV (Smart Intellectual Property Valuation Program) สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ int-cats.mahidol.ac.th/courses/smart-ipv

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

กระทรวงพาณิชย์ผุด ‘ไทยช่วยไทย’ เพื่อ SME พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ดีล ThailandPostMart - Nex Gen Commerce

โอกาสทอง SME ไทย! พาณิชย์ผนึก 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติไทย ขนทัพสินค้าชุมชนขึ้นห้างดิจิทัล ชูไฮไลท์เว้นค่า GP 0% พร้อมอัดฉีดคูปอง 5 แสนใบกระตุ้นยอดขาย เจาะลึกรายละเอียดโครงการได้ใน...

Responsive image

สรุปงาน Microsoft Build 2026 เปิดโมเดล AI ที่พัฒนาเอง 7 ตัว ดันเอเจนต์ที่ 'เป็นเจ้าของได้จริง' พร้อมชิปควอนตัม Majorana 2

สรุปไฮไลต์งาน Microsoft Build 2026 ตั้งแต่โมเดล AI พัฒนาเอง 7 ตัวนำโดย MAI-Thinking-1 ที่เคลมเหนือ Sonnet 4.6, เอเจนต์ Microsoft Scout, Surface RTX Spark Dev Box ไปจนถึงชิปควอนตัม ...

Responsive image

นักวิจัยออกมาเตือน AI กำลัง ‘ทำลายคณิตศาสตร์’ หลังผลลัพธ์ตรวจสอบยาก-ขาดที่มา

AI ทุกวันนี้ไม่ได้เก่งแค่เรื่องคิดเลขหรือหาสถิติพื้นฐาน แต่ล้ำหน้าถึงขั้นช่วยแก้โจทย์ซับซ้อนและเริ่มมีแนวโน้มว่าจะสร้างข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ ได้เอง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันมาถก...