
93.6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คือสิ่งที่พามหาวิทยาลัยมหิดลขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เอาชนะสถาบันชั้นนำ 1,254 แห่งทั่วโลก ในการจัดอันดับ Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Rankings 2026 อันดับนี้คือผลในหมวดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ข้อที่ 3 ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ที่ว่าด้วยสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SDG 3
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวอันดับ คือสิ่งที่มหิดลตั้งใจจะทำ 'หลังจาก' ได้ที่ 1 มาแล้ว ในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด 'The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing' มหิดลได้ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ 'Holistic Wellbeing' หรือ 'สุขภาวะองค์รวม' พร้อมรวมตัวผู้กำหนดทิศทางของประเทศและผู้บริหารระบบสาธารณสุขไว้บนเวทีเดียวกัน ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีที่ร่วมปาฐกถาผ่านระบบออนไลน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ไปจนถึงคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของศิริราชและรามาธิบดี โดยมีโจทย์ร่วมกันเพียงข้อเดียว นั่นคือทำอย่างไรให้ความเป็นเบอร์ 1 ด้านสุขภาพกลายเป็น 'Wellness Economy' หรือเศรษฐกิจสุขภาพ เครื่องยนต์ใหม่ที่จะพาไทยเข้าไปชิงตลาดสุขภาวะโลกที่กำลังจะแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029

ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนกลยุทธ์ พัฒนาคุณภาพและพันธกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าการจัดอันดับชุดนี้แตกต่างจากการจัดอันดับเชิงวิชาการทั่วไป เพราะใช้กรอบการประเมินตามเป้าหมาย SDGs ขององค์การสหประชาชาติ ไม่ได้วัดที่จำนวนงานตีพิมพ์เป็นหลัก แต่วัดที่บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างผลกระทบจริงต่อสังคม
ศาสตราจารย์สมภพระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ดันมหิดลขึ้นอันดับ 1 มาจากความโดดเด่น 2 ด้าน ด้านแรกคือบริการสุขภาพและความร่วมมือกับหน่วยงาน เครือข่าย และชุมชน ทั้งในและต่างประเทศ (Collaborations & Health Services) ที่มีสัดส่วนคะแนนสูงถึง 38.40% และด้านที่สองคือจำนวนบัณฑิตด้านวิชาชีพสุขภาพ (Number Graduating in Health Professions) ที่คิดเป็น 34.60% ในฐานะที่มหิดลเป็นสถาบันหลักผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ ส่วนคะแนนที่เหลืออีกราว 27% มาจากงานวิจัย ซึ่งจำนวนงานตีพิมพ์ล้วนๆ ได้น้ำหนักเพียงเล็กน้อย แต่ให้น้ำหนักกับงานวิจัยที่ถูกนำไปอ้างอิงในแนวทางการรักษาโรค เช่น เวลาที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ออกแนวทางการรักษาแล้วหยิบงานวิจัยของมหิดลไปใช้ต่อ รวมถึงสัดส่วนงานที่ถูกอ่านและดาวน์โหลดจริง
ปรัชญาเบื้องหลังจึงสรุปได้ด้วยประโยคเดียวที่ศาสตราจารย์สมภพย้ำบนเวทีว่า 'รางวัลนี้ไม่ได้บอกว่ามหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่งที่สุดทางด้านการแพทย์ แต่บอกว่ามหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่เอาความรู้ไปทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้ดีที่สุด' พร้อมเสริมว่ามหิดลไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยในเชิงเม็ดเงิน แต่ 'ใจเราถึงมาก ใจเรากว้างมาก' สะท้อนผ่านการยื่นมือไปช่วยเปลี่ยนข้อเข่าให้ผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเนปาล ศรีลังกา ไปจนถึงซามัวและตองกา
แนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่ทีมบริหารมหิดลตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้น นั่นคือการเลิกวิ่งตามอันดับเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาเน้นที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง (Real World Impact) ซึ่งวัดจาก 3 เรื่อง ได้แก่ งานวิจัยที่ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชนได้จริง การผลักดันนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และการทำให้งานวิจัยเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วขึ้นหิ้ง
ที่สำคัญ มหิดลไม่ได้เพิ่งเข้ามาอยู่ในการจัดอันดับนี้ แต่เริ่มเข้าร่วมจัดอันดับด้าน SDG 3 ตั้งแต่ปี 2020 ที่อันดับ 77 ของโลก ก่อนจะไต่ขึ้นมาเป็นอันดับ 16, 7 และ 3 ตามลำดับ กระทั่งปี 2026 จึงก้าวขึ้นครองอันดับ 1 ได้สำเร็จ
ในช่วงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ 'Wellness Economy เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย' ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ผ่านระบบออนไลน์ ได้วางกรอบใหญ่ไว้ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไม่ได้เลยหากขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) เพราะลำพังผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ที่โตจากเศรษฐกิจแบบเดิม ไม่เพียงพออีกต่อไป
หัวใจที่ศาสตราจารย์ยศชนันย้ำคือคำว่า Science-based Wellness Economy หรือเศรษฐกิจสุขภาพที่ตั้งต้นจากฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่กระแสนิยม โดยยกตัวอย่างการแปลงสมุนไพรไทยให้กลายเป็นยา ซึ่งต้องตั้งต้นจากจุดแข็งที่ไทยมีอยู่แล้ว นั่นคือบริการทางการแพทย์ (Medical Service) ที่ทั่วโลกให้ความเชื่อถือ พร้อมชื่นชมการที่มหิดลเริ่มเดินหน้าโครงการผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMP) ด้านการรักษาด้วยเซลล์และยีน (Cell & Gene Therapy) ด้วยการจับมือภาคเอกชนสร้างโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ขึ้นในมหาวิทยาลัย และมองว่าการวิจัยทางคลินิกที่ทำร่วมกับแพทย์ผู้รักษา คือหมุดหมายสำคัญที่ดันให้มหิดลคว้าอันดับ 1 ใน SDG 3 มาได้
จากวิสัยทัศน์ ศาสตราจารย์ยศชนันได้ประกาศ Action ที่จับต้องได้หลายเรื่อง เรื่องแรกคือภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการ Wellness แห่งชาติขึ้น และจะเชิญทีมงานมหิดลเข้าไปร่วมวางว่าควรเริ่มต้นตรงจุดไหนในเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่องที่สองคือการยกระดับ Clinical Research ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะ Wellness Economy จะสร้างมูลค่าไม่ได้เลยหากขาดความเข้มแข็งด้านนี้ โดยตั้งใจเปลี่ยนโจทย์ปัญหาในประเทศให้กลายเป็นวาระระดับโลก (Global Agenda) เพื่อดึงบริษัทชั้นนำเข้ามาทำวิจัยร่วม เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมเข้าสู่ไทย และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางในสิ่งที่ถนัด
อีกหมุดหมายคือการต่อยอดจุดแข็งด้าน AI ทางการแพทย์ ผ่าน Medical AI Consortium ที่มหิดลร่วมอยู่ และศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ด้าน AI ทางการแพทย์ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น ซึ่งศาสตราจารย์ยศชนันมองว่าจะเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต่อยอดความสำเร็จวันนี้ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังฝากให้สภามหาวิทยาลัยและกระทรวงช่วยกันผลักดันบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ให้เป็นสารตั้งต้นในการลงทุนกับสตาร์ทอัพ (Startup) ที่จะแตกตัวออกมาจากงานวิจัยของมหิดล โดยระดมทุนทั้งจากภายในมหาวิทยาลัย จากหน่วยบริหารและจัดการทุนของรัฐอย่าง บพข. และความร่วมมือกับ กรอ. เพื่อดึงภาคอุตสาหกรรมมาร่วมลงเงินในภารกิจสำคัญ
ประโยคที่สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลได้ชัดที่สุดคือเรื่องงบประมาณ ที่ศาสตราจารย์ยศชนันระบุว่า 'ผมไม่อยากให้ตั้งต้นที่งบประมาณ แต่อยากตั้งต้นที่ความหวังของคนไทยมากกว่า' พร้อมเน้นว่าตลาดของไทยคือตลาดโลก (Global Market) แต่ใช้วัตถุดิบและองค์ความรู้ในประเทศ (Local Content) เป็นฐาน โดยเฉพาะเรื่องโรคเขตร้อนที่ไทยควรเป็นพี่ใหญ่ และทิ้งท้ายด้วยการชื่นชมบุคลากรสาธารณสุขที่ 'ทำงานหนักเกินตัว เกินสิ่งที่จะได้ แต่ทำด้วยใจ' จนทำให้วันนี้ไทยขึ้นเป็นเบอร์ 1 ทางการแพทย์ของโลก

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการรักษาพยาบาล แต่กลายเป็นเครื่องยนต์ของการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต โดยอ้างข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ที่ระบุว่าในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปีในช่วงปี 2024 ถึง 2029 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ซึ่งโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกือบสองเท่า
ศาสตราจารย์ปิยะมิตรยังชี้ว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดเศรษฐกิจสุขภาพใหญ่อันดับสองของโลก ด้วยมูลค่าราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดโลกคือผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty) ตามด้วยอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating หรือ Future Food) และการออกกำลังกาย (Physical Activity) ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เติบโตเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี สำหรับประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าราว 600,000 ถึง 670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี และมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจนติด 15 อันดับแรกของโลก ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดองค์ความรู้และบริการสุขภาพมูลค่าสูง
จากภาพโอกาสทางเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ปิยะมิตรเล่าว่าตอนที่ทีมบริหารชุดนี้เข้ามา ได้ตั้งคำถามกันว่าการวิ่งตามอันดับที่อิงกับงานตีพิมพ์ในแบบที่ตะวันตกสนใจ ตอบโจทย์ประเทศไทยจริงหรือไม่ คำตอบที่ได้คือควรหันมาโฟกัสที่ Real World Impact และมองสุขภาวะของคนแบบครบวงจร ตั้งแต่ปฏิสนธิในท้องแม่ คลอดออกมาเป็นทารกที่แข็งแรง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ เข้าสู่วัยสูงอายุที่ยังทำงานได้ ไปจนถึงวาระสุดท้ายที่จากไปอย่างมีคุณภาพ ไม่ถูกทรมาน และไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินไป จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing ที่ครอบคลุมตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ
ยุทธศาสตร์นี้ถูกแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ด้านแรกคือบริการทางการแพทย์ (Medical Service) ที่มุ่งยกระดับการรักษาเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่แข่งขันได้ในระดับโลก เช่น การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery หรือ MIS) ทั้งกระดูกสันหลังและหัวเข่า และการดูแลสุขภาพกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Healthcare) โดยมีฐานเป็นโรงพยาบาลในเครือทั้ง 11 แห่งที่ดูแลผู้ป่วยนอกรวมกันเกือบ 8 ล้านครั้งต่อปี และมีตัวอย่างงานเด่นอย่างทีมวิจัยศิริราชที่พัฒนาการรักษามะเร็งหลายชนิดด้วย CAR-T Cell รวมถึงการจัดบริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service) ที่เอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง ไม่ต้องวิ่งหาหมอหลายแผนก
ด้านที่สองคือบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) ที่ต่อยอดทั้งบริการแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นสปา นวดไทย การแพทย์แผนไทย และการฝึกสมาธิจิตตปัญญา (Mindfulness) ควบคู่กับบริการฐานวิทยาศาสตร์ที่ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Science) และการออกกำลังกายที่ออกแบบตามรหัสพันธุกรรม จุดที่เห็นผลแล้วคือศูนย์การแพทย์อายุรเวทที่ศิริราชซึ่งมีคนเข้ารับบริการวันละหลักพันคน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถาบันราชสุดาที่ดูแลผู้พิการ งานทันตกรรมที่ศาสตราจารย์ปิยะมิตรย้ำว่าคนมักมองข้าม ทั้งที่คนฟันเหลือน้อยมีแนวโน้มอายุสั้น ไปจนถึงวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ที่ใช้ดนตรีบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ (Alzheimer) อาการดีขึ้น
ด้านที่สามคือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Product) ที่เปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพของประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Functional Food และ Food Supplements) เครื่องสำอางจากสมุนไพร (Cosmeceutical) และชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostic Test Kits) พร้อมพัฒนา MU Bioplant ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุและสารชีวโมเลกุลมาตรฐานสากล โดยคณะเภสัชศาสตร์เป็นแกนหลักด้านงานวิจัยสมุนไพร และจับมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises หรือ SMEs) ในขั้นการนำไปขายเชิงพาณิชย์ ตัวอย่างงานที่กำลังทำอยู่คือเรื่องเห็ดที่ดีต่อสุขภาพหลายชนิด ซึ่งช่วยสร้างรายได้ตั้งแต่ระดับกลุ่มเกษตรกรขึ้นมา
ด้านสุดท้ายคือการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&D) ที่เป็นบทบาทหลักของมหาวิทยาลัย ครอบคลุมการสร้างคลังข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต การพัฒนา Medical AI เพื่อยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา ไปจนถึงเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และการรักษาด้วยยีน (Gene Therapy) ศาสตราจารย์ปิยะมิตรยกตัวอย่างงานวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสกัดสารจากข้าวไรซ์เบอร์รี่มาผสมกับยาเคมีบำบัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผมไม่ร่วง โดยฝั่งจุฬาฯ เป็นผู้สกัดและศิริราชเป็นผู้ทำการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) งานด้านโรคมาลาเรียของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน รวมถึงการรักษาแนวใหม่ด้วย Gene & Cell Therapy ที่เติบโตราว 25% ต่อปี ทั้งการรักษาธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ด้วยยีนบำบัด และการทดลองรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson) ด้วยการตัดต่อยีนเข้าไปในเซลล์สมองของผู้ป่วยจนอาการดีขึ้น ซึ่งทั้งศิริราชและรามาธิบดีทำได้สำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว
ฐานสำคัญที่สุดของ Medical AI คือข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาลในเครือและข้อมูลจีโนมิกส์ (Genomics) ของคนไทย ที่เมื่อนำมารันบนหน่วยประมวลผลกราฟิก (Graphics Processing Unit หรือ GPU) ประสิทธิภาพสูง จะกลายเป็นฐานสำหรับ AI ทางการแพทย์ในหลายด้าน โดยมหิดลกำลังพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA ซึ่ง GPU รุ่นใหม่คาดว่าจะติดตั้งได้ทันภายในปลายปีนี้ ทั้งหมดนี้ศาสตราจารย์ปิยะมิตรสรุปทิ้งท้ายว่า 'อันดับไม่ได้สำคัญ สำคัญที่เนื้องานจริงๆ มากกว่า' ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี เกิดนโยบายสาธารณะที่ช่วยเหลือคนในประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชี้ว่าเรื่องสุขภาพดีหรือ Wellness ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คนทั้งโลกอยากเข้ามาเพื่อให้ชีวิตยืนยาวและมีความสุข ประกอบกับคนไทยใช้อุปกรณ์พกพา 40 ถึง 50 ล้านเครื่อง สะท้อนความพร้อมด้านเทคโนโลยี งานวิจัยที่คิดค้นขึ้นจึงต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
สิ่งที่ศาสตราจารย์อภิชาติย้ำว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนของศิริราช คือเรื่องความไว้วางใจ ที่ต้องมาจากหลักธรรมาภิบาล ทั้งความมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และจริยธรรมในการดำเนินงาน โดยศิริราชดูแลคนตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ปีที่ผ่านมามีผู้เข้ารับบริการราว 15 ล้านครั้ง และมีผู้ป่วยโรคยากซับซ้อนจำนวนมาก จึงนำกระบวนการด้านนวัตกรรมและการวิจัยเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยมองผลกระทบเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล (Individual) ระดับสถาบัน (Institutional) ไปจนถึงระดับชาติและระดับโลก (National and Global)
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ AI Chest X-ray ที่เริ่มจากช่วงโควิดที่ขาดแคลนรังสีแพทย์ แล้วต่อยอดจนพัฒนาเป็นระบบ AI ที่อ่านฟิล์มและวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับปอดได้ถึง 9 โรค ซึ่งศิริราชผลักดันจนขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นรายแรกๆ ของประเทศ และปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้นำไปบรรจุในสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนทุกคนได้รับการคัดกรองวัณโรคฟรี
อีกชิ้นงานคือ Mobile Stroke Unit หรือรถพยาบาลเคลื่อนที่สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่วิ่งไปรับคนไข้ ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) บนรถ วินิจฉัยและให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ทันทีผ่านการเชื่อมข้อมูลด้วยระบบ 5G ช่วยลดทั้งความพิการและการเสียชีวิต จนรัฐบาลเห็นความสำคัญและอนุมัติงบประมาณขยายผลรถคันนี้ไปทั่วประเทศในเขตสุขภาพต่างๆ รวม 21 คัน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปพร้อมกับกองทุนศิริราชมูลนิธิที่คอยช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้นิยามคำว่า Sustainable Development ว่าต้องประกอบด้วยความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเท่าเทียม (Equity) และคุณภาพ (Quality) เป็นฐาน
ศาสตราจารย์อาทิตย์เล่าว่าเมื่อราว 25 ปีก่อน รามาธิบดีได้เริ่มแนวคิด Comprehensive Healthcare หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ไม่ได้รักษาแค่ตัวโรค แต่มองไปถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ในด้านการสร้างคน รามาธิบดีผลิตบุคลากรทางการแพทย์หลากหลายสาขารวมกว่า 517 คนต่อปี ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล ไปจนถึงนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย พร้อมมอบทุนการศึกษาปีละกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เด็กเก่งที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้เข้ามาเรียนและออกไปเป็นกำลังของระบบสาธารณสุขไทย
ในมิติของ Wellness รามาธิบดีเน้นการดูแลเชิงรุก ทั้งโครงการที่ลงไปทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อดูแลสุขภาพเด็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ส่วนด้านนวัตกรรมและการวิจัย รามาธิบดีมีศูนย์มะเร็งครบวงจร (Comprehensive Cancer Center) ที่เอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง ผู้ป่วยไม่ต้องวิ่งไปหลายแผนก แต่มีทีมแพทย์สหสาขา (Multidisciplinary Team) มาร่วมกันวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่จุดเดียว ทำให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ และขับเคลื่อน Wellness Economy ของประเทศ
หนึ่งในนโยบายสาธารณะที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีคือเรื่องการลดเค็มของอาจารย์สุรศักดิ์ที่รามาธิบดี ซึ่งศาสตราจารย์สมภพชี้ว่าคนไทยและคนทั้งโลกกินเกลือเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนดถึง 2 เท่า และปลายทางจะนำไปสู่โรคไตที่ต้องล้างไตและเปลี่ยนไต การลดระดับการบริโภคเค็มจึงเป็นอีกหนึ่งงานที่สะท้อน Real World Impact ได้ชัดเจน

มหิดลไม่ได้มองอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3 เป็นปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความรู้ด้านสุขภาพให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมแล้ว ตั้งแต่โมเดลบริการสุขภาพของศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่นำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน
โจทย์ถัดไปที่รออยู่จึงมีทั้งการตั้งคณะกรรมการ Wellness แห่งชาติภายใน 2 สัปดาห์ การยกระดับ Clinical Research เป็นวาระแห่งชาติ และโครงการ One Mahidol One ตำบล ที่จะดึงทุกคณะลงพื้นที่ตำบลศาลายาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เห็นผลกระทบจริง ทั้งหมดนี้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคที่เติบโตอย่างยั่งยืน
ที่มา: งานแถลงข่าวและข่าวประชาสัมพันธ์ 'The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing' โดยมหาวิทยาลัยมหิดล
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด