
Longevity (การมีอายุยืนยาว) กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ผู้คนแห่เข้าคลินิก ฉีดวิตามินเข้าเส้นเลือด ตรวจสุขภาพเชิงลึก และวางแผนการกินการออกกำลังกายอย่างพิถีพิถัน แต่มีมิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือ "สุขภาพจิต" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
เวทีเสวนาเปิดของงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 จึงเลือกหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาภายใต้หัวข้อ "ถอดรหัส Mental Healthspan: เมื่อสุขภาพจิตคือกุญแจสู่ชีวิตที่ยั่งยืน" โดย ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ หรือ "หมอแน็ต" โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกรมสุขภาพจิต พร้อมด้วย คุณวุฒิธร (วู้ดดี้) มิลินทจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ
หมอแน็ตเปิดเซสชันด้วยการฉายภาพรวมสถานการณ์สุขภาพจิตระดับโลกให้เห็นว่า ก่อนที่จะพูดถึงวิธีรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะมาถึงในอีก 6 เดือนข้างหน้า เราต้องเข้าใจก่อนว่า "จุดตั้งต้น" ของเราอยู่ตรงไหน

ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า ประชากรราว 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.8% ของผู้หญิงและ 13% ของผู้ชาย หรือพูดให้เห็นภาพง่ายขึ้นก็คือ 1 ใน 7 ของประชากรโลก หมอแน็ตยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า หากห้องเสวนามีผู้เข้าร่วม 700 คน จะมีราว 100 คนที่กำลังประสบปัญหาสุขภาพจิตอยู่ ณ ขณะนั้น
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในกรณีของโรคซึมเศร้า มีเพียง 1 ใน 10 ของผู้ป่วยทั่วโลกเท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ขณะที่งบประมาณด้านสุขภาพทั่วโลกจัดสรรให้กับงานสุขภาพจิตเพียง 2% เท่านั้น และจาก 2% ที่ว่านี้ มีเพียง 3.6% ที่ถูกนำไปใช้ในงานส่งเสริมและป้องกัน ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกทุ่มไปกับการรักษา ปัญหาสุขภาพจิตยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยทำให้สูญเสีย GDP กว่า 1% ของทั่วโลก
อีกหนึ่งข้อมูลที่หมอแน็ตเน้นย้ำคือ ผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตกว่าครึ่งหนึ่งเริ่มป่วยตั้งแต่ก่อนอายุ 14 ปี ทำให้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนระดับโลก และในทุก 40 วินาที มีผู้จบชีวิตตัวเอง 1 คนบนโลกใบนี้ คิดเป็นจำนวนราว 700,000 คนต่อปี
นอกจากนี้ หากพูดในบริบทของ Lifespan (ช่วงชีวิต) โดยตรง ผู้ป่วยโรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือไบโพลาร์ (Bipolar Disorder หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว) มีอายุขัยสั้นลงราว 10 ถึง 20 ปีตามงานวิจัย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับใครก็ตามที่กำลังให้ความสนใจเรื่องการมีอายุยืนยาว
เมื่อซูมเข้ามาดูภาพของประเทศไทย ตัวเลขก็ไม่ได้สวยงามกว่ากันมากนัก หมอแน็ตชี้ว่า คนไทยราว 13 ล้านคนจะเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ทุก 10 วินาทีมีคนไทยพยายามจบชีวิตตัวเอง 1 คน และทุก 2 ชั่วโมงมีผู้จบชีวิตตัวเองสำเร็จ 1 คน คิดเป็นจำนวนราว 5,200 คนต่อปี

แม้ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่หมอแน็ตเน้นย้ำว่า การเสียชีวิตจากการจบชีวิตตัวเองนั้นเป็น Preventable Death หรือ "การเสียชีวิตที่ป้องกันได้" ซึ่งหมายความว่าหากเราให้ความสำคัญกับการป้องกันและดูแลสุขภาพจิตอย่างจริงจัง ตัวเลขเหล่านี้สามารถลดลงได้
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเซสชันนี้คือการพูดถึงแนวคิด "Mental Healthspan" ซึ่งคุณวู้ดดี้ชี้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการนำคำว่า Mental (จิตใจ) มาผูกเข้ากับ Healthspan (ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี) อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่คนส่วนใหญ่พูดถึง Healthspan ในมิติของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย หรือการฉีดวิตามินเข้าเส้นเลือด แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงสุขภาพจิตในฐานะองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของการมีชีวิตยืนยาว
หมอแน็ตอธิบายหลักการสำคัญว่า "No Health Without Mental Health" หรือ "ไม่มีสุขภาพที่ดีได้โดยปราศจากสุขภาพจิต" พร้อมอ้างอิงงานวิจัยในปี 2023 ที่ศึกษาเรื่อง Subjective Well-being (ความรู้สึกมีสุขภาวะที่ดีจากมุมมองของตัวเอง) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Optimism (การมองโลกในแง่ดี), Happiness (การมีความสุข) และ Life Satisfaction (ความพึงพอใจในชีวิต)
ผลวิจัยพบว่า ผู้ที่มีองค์ประกอบทั้ง 3 ในระดับดี จะมีอายุยืนยาวขึ้นอีกราว 2.8 ถึง 4.2 ปี หลังจากอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อเทียบกับผู้ที่ขาดสิ่งเหล่านี้ นี่คือหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า สุขภาพจิตที่ดีไม่ใช่แค่ "ทำให้รู้สึกดี" แต่มันต่ออายุได้จริง

หนึ่งในมุมมองที่หมอแน็ตเน้นย้ำมากที่สุดคือ คนส่วนใหญ่มักมองสุขภาพจิตเป็นเพียง "แกนเดียว" คือ ป่วยหรือไม่ป่วย เรากลัวแค่ว่าตัวเองจะป่วยเท่านั้น แต่ก่อนหน้าที่จะถึงจุดนั้น เราแทบไม่เคยสนใจดูแลสุขภาพจิตของตัวเองเลย
ในความเป็นจริง สุขภาพจิตควรถูกมองเป็น 2 แกนที่ตัดกัน
แกนนอน คือสเปกตรัมของการป่วยและไม่ป่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ
แกนตั้ง คือระดับของ Mental Well-being (สุขภาวะทางจิต) ตั้งแต่การมีความสุข รู้สึกพึงพอใจในตัวเอง มีความเชื่อมั่น ไปจนถึงการไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย
หมอแน็ตอธิบายว่า 2 แกนนี้เกี่ยวข้องกันบ้าง แต่ไม่ได้เกี่ยวกัน 100% พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอเปรียบเสมือนคนที่มีสุขภาวะทางจิตอยู่ด้านบนของแกนตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ "ป่วย" ในแกนนอนได้ เปรียบเหมือนนักเล่นกล้ามที่ถูกรถชน แม้จะบาดเจ็บน้อยกว่าคนร่างกายอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่บาดเจ็บเลย
สิ่งสำคัญคือ เราต้องให้ความสำคัญกับทั้ง 2 แกนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งการป้องกันไม่ให้ป่วยและการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตให้แข็งแรง
หมอแน็ตขยายความต่อในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เมื่อเราเครียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol หรือ ฮอร์โมนความเครียด) ออกมาอย่างต่อเนื่อง การมีคอร์ติซอลสูงเรื้อรังนำไปสู่การอักเสบในร่างกาย ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's หรือ โรคสมองเสื่อม) และการเร่งกระบวนการแก่ของเซลล์ โดยไปตัดส่วนที่เรียกว่า เทโลเมียร์ (Telomere หรือ ส่วนปลายของโครโมโซมที่ป้องกันการเสื่อมของเซลล์) ทำให้เซลล์แก่เร็วขึ้น
แต่ที่สำคัญไม่แพ้กลไกทางชีววิทยาคือ "พฤติกรรมที่ตามมาจากความเครียด" หมอแน็ตชี้ว่า เมื่อคนเราเครียด หลายคนไม่ได้เลือกวิธีรับมือที่ดีต่อสุขภาพ แต่กลับหันไปหาของกินขบเคี้ยว ชานม มัทฉะลาเต้ บุหรี่ เหล้า หรือแม้แต่การนอนทั้งวัน ไม่ยอมออกไปไหน พฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่ค่อย ๆ ทำลายสุขภาพกายและลดอายุขัยลงทางอ้อม
คุณวู้ดดี้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึง Longevity ผู้คนมุ่งเข้าคลินิก ฉีดวิตามินเข้าเส้นเลือด ตรวจสุขภาพ วางแผนอาหารอย่างพิถีพิถัน แต่ "มันมีสุขภาพจิตในวิตามินเข้าเส้นเลือดไหม?" คำถามนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญ หากเราพยายามจะมีอายุยืนถึง 150 ปี แต่ละเลยเรื่องสุขภาพจิต สุดท้ายแล้วร่างกายที่แข็งแรงนั้นจะมีไปเพื่ออะไร

ในยุคที่อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะอย่าง Apple Watch หรือแอปพลิเคชันสุขภาพต่าง ๆ สามารถวัดระดับความเครียดได้จากอัตราการเต้นของหัวใจและรูปแบบการหายใจ หมอแน็ตตั้งคำถามสำคัญว่า "ความเครียดของแต่ละคนหน้าตาไม่เหมือนกันเลย"
การวัดจากนาฬิกาหรือเครื่องมือต่าง ๆ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความเครียดแสดงออกในหลายรูปแบบ
หมอแน็ตจึงแนะนำว่า นอกจากจะใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเบื้องต้นแล้ว แต่ละคนต้องเข้าใจด้วยว่าความเครียดของตัวเอง "หน้าตาเป็นแบบไหน" เพื่อจะได้จัดการกับมันได้อย่างตรงจุด

คุณวู้ดดี้ถามถึงโรคทางจิตเวชที่พบมากที่สุดในปัจจุบัน หมอแน็ตเริ่มต้นด้วยการขอบคุณสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากยุคที่ตัวร้ายในละครต้องจบลงที่โรงพยาบาลจิตเวช และคนเข้าใจว่าการป่วยจิตเวชคือบาปกรรม มาสู่ยุคที่ใครก็สามารถพูดเรื่องโรคซึมเศร้าบนสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ถูกตีตรา
ในเรื่องของตัวเลข หมอแน็ตเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ
โรคซึมเศร้า (Depression) พบในประชากรราว 4% ซึ่งน้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก เพราะหลายคนนึกว่าน่าจะสูงถึง 30%
โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) กลับพบมากกว่าโรคซึมเศร้า คือราว 5% ของประชากรโลก แต่กลับเป็นโรคที่ถูกมองข้ามมากที่สุด ผู้ป่วยมักถูกบอกว่า "เธอขี้กังวลไปเอง" หรือ "หยุดกังวลสิ" ราวกับว่ามันทำได้ง่าย ๆ โรควิตกกังวลยังรวมถึงอาการกลัวสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น กลัวของมีคม กลัวที่แคบ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปรักษา
นอกจากนี้ยังมี โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว) ราว 1% และ โรคจิตเภท (Schizophrenia) อีกราว 1% ทั้งนี้ในคู่มือโรคจิตเวชมีโรคอยู่มากกว่า 300 โรค กระจายอยู่ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน และยังไม่นับรวมปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นอีกเรื่องใหญ่มหาศาล
คุณวู้ดดี้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า "พูดอย่างนี้ได้ไหมว่า เรามีความจิต ๆ กันเล็ก ๆ น้อย ๆ" ซึ่งหมอแน็ตตอบรับพร้อมเสริมว่า "ทุกคนมีเรื่องจิตใจกันทั้งนั้น"
ตัวเลข 14 ถึง 15 ล้านคนที่ต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นโรคสักครั้งหนึ่งในชีวิตนั้น ยังไม่นับรวมสภาวะที่ "ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรค" แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างรุนแรง เช่น
หมอแน็ตสรุปว่า ความเครียด ความกังวล ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิต
เมื่อเข้าสู่ช่วงของวิธีการรับมือ คุณวู้ดดี้ถามถึงขั้นตอนที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อ "อยู่รอด" ในช่วงครึ่งปีที่ท้าทาย หมอแน็ตตอบทันทีด้วยคำเดียว นั่นคือ "สติ" (Mindfulness)
หมอแน็ตอธิบายว่า ต่อให้เรามีเครื่องมือจัดการความเครียดครบมือ ทั้งเทคนิคการหายใจ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือคอนเทนต์ความรู้มากมาย แต่ถ้าถึงเวลาจริงแล้ว "สติ" ไม่มา ทุกอย่างก็ใช้ไม่ได้ เปรียบเหมือน "ไก่หัวขาด" ที่วิ่งวนไปวนมาอย่างไร้ทิศทาง อาวุธอยู่ในมือแต่หยิบใช้ไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องฝึกคือการมีสติ หยุด รู้ตัว แล้วจึงหยิบเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้
นอกจากสติแล้ว หมอแน็ตแนะนำสิ่งสำคัญอันดับสอง คือ การประเมินตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาที่พบบ่อยคือ เมื่อถามว่า "คุณรู้สึกผิดปกติไหม" หลายคนตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "ปกติ" ของตัวเองหน้าตาเป็นแบบไหน หมอแน็ตเปรียบเทียบว่า มันเหมือนกับคนที่พยายามลดน้ำหนักแต่ไม่ยอมชั่งน้ำหนัก คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าลดไปถึงตรงไหนแล้ว ถ้าไม่เคยวัด
วิธีที่หมอแน็ตแนะนำคือ ฝึก "คุยกับตัวเอง" ทุกวัน ตอนเช้าลองมองกระจกแล้วถามตัวเอง "วันนี้เธอรู้สึกอย่างไร เธอมีความคิดอย่างไร เธอเชื่อมั่นอะไร แล้ววันนี้เธอจะทำอะไร" ตอนเย็นกลับมาถามอีกครั้ง "วันนี้เธอไหวไหม เธอรู้สึกยังไงบ้าง เธอยังปกติดีอยู่ไหม"
การทำแบบนี้สม่ำเสมอจะช่วยให้เรารู้จุดเปลี่ยน (Threshold) ของอารมณ์ตัวเอง เมื่อรู้ว่าปกติ เป็นแบบไหน ก็จะสังเกตเห็นทันทีเมื่อมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น
หมอแน็ตยังขยายไปถึงระดับครอบครัว ชี้ว่าหลายครอบครัวในปัจจุบันนั่งอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างก้มหน้าเล่นมือถือ ไม่สนใจกัน บางคนไม่ค่อยได้กลับบ้าน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกตอนที่ "ปกติ" เป็นแบบไหน จะสังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างไรในเมื่อไม่เคยเห็นความปกติ
เมื่อประเมินตัวเองแล้วพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ หมอแน็ตแนะนำลำดับขั้นของการจัดการดังนี้
ขั้นที่ 1: เริ่มจากตัวเอง อย่ารีบไปหาจิตแพทย์ในทันที ไม่ใช่เพราะการไปหาจิตแพทย์ไม่ดี แต่เพราะสุดท้ายแล้วคุณจะเจอจิตแพทย์แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วต้องกลับมาอยู่กับตัวเอง ลองหาข้อมูล หาวิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้นจากแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์สุขภาพจิต.com หรือติดตามผู้เชี่ยวชาญที่พูดเรื่องนี้
ขั้นที่ 2: ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความน่าอายหรือขี้ขลาด ตรงกันข้าม หมอแน็ตเน้นว่า "คนกล้าเท่านั้นที่จะพูดขอความช่วยเหลือจากใครสักคน"
ขั้นที่ 3: พบผู้เชี่ยวชาญ หากทำทั้ง 2 ขั้นแรกแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้ขยับไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือทำนัดพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาล
ช่วงที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการแจกแจงปัญหาสุขภาพจิตตามช่วงวัย ซึ่งหมอแน็ตให้ภาพที่ชัดเจนว่าแต่ละเจเนอเรชันกำลังเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับกลุ่มเบบี้บูมเมอร์คือ "การจบชีวิตตัวเอง" หมอแน็ตชี้ว่าหลายคนเข้าใจผิดว่าวัยรุ่นมีอัตราการจบชีวิตตัวเองสูงสุด แต่ความจริงแล้ว กลุ่มที่มีอัตราสูงที่สุดคือผู้สูงอายุ
รากของปัญหาคือ "ความเหงา" โดยเฉพาะผู้สูงอายุในต่างจังหวัดที่ลูกหลานทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวแล้วเข้ามาทำงานในเมือง จากเดิมที่เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว เลี้ยงลูก 3 ถึง 4 คน วันหนึ่งกลับรู้สึกไร้คุณค่า ลูกกลับมาเยี่ยมช่วงสงกรานต์ก็บ่นว่าทำปัญหาโน่นนี่ ทั้งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้แบบเดิมอีกแล้ว ความเหงาทำลายทั้งจิตใจและร่างกาย ทำให้อายุสั้นลง และเมื่อผู้สูงอายุเหงามากขึ้น ปัญหาทางกายอย่างอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมก็ตามมา
เจน X หลายคนกำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมเกษียณ แต่ยังไม่รู้สึกพร้อม ยังมีห่วงหลายอย่าง ลูกก็ยังไม่ลงตัว และต้องรับมือกับคนรุ่นใหม่ในที่ทำงานซึ่งเติบโตมาในยุคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เจน X มักเกิดในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่เติบโตรวดเร็วขนาดนี้ ทำให้การปรับตัวมีความท้าทาย โรคที่พบมากในกลุ่มนี้คือโรคซึมเศร้าและปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์
หมอแน็ตเรียกเจน Y ว่าเป็น "เจเนอเรชันนรก" เพราะต้องเป็น "แซนด์วิชตรงกลาง" ข้างบนต้องรับมือกับหัวหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ ข้างล่างต้องดูแลลูกน้องที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ หลายคนอยู่ในตำแหน่งระดับกลาง ผ่านมาได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็หวาดกลัวว่าจะถูกเลิกจ้าง กังวลว่าเงินเก็บจะไม่พอ ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร โทนของปัญหาจึงเป็นเรื่องความวิตกกังวลเป็นหลัก ร่วมกับโรคซึมเศร้า
หมอแน็ตแสดงความห่วงใยเจน Z อย่างจริงจัง โดยชี้ว่าช่วงโควิดทำให้พวกเขากลายเป็น Lost Generation (เจเนอเรชันที่สูญหาย) เพราะสูญเสียช่วงเวลา 2 ถึง 3 ปีในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง เมื่อต้องออกมาแข่งขันในตลาดจริงก็พบว่าศักยภาพของตัวเองลดลง การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่ทำงานมีปัญหา
ในฐานะ First Jobber (คนเริ่มต้นทำงาน) เจน Z หลายคนรู้สึกหมดไฟเร็ว รู้สึกว่าตัวเองปรับเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ กังวลว่าจะถูกเลิกจ้าง และที่สำคัญที่สุดคือ "การเปรียบเทียบ" เห็นเพื่อนได้งานดี ทั้งที่ตัวเองจบจากมหาวิทยาลัยที่ดีกว่า ทำให้แบกรับภาระเรื่องความคาดหวังอย่างหนัก
แม้เจน แอลฟา จะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่หมอแน็ตชี้ว่าเป็นอีกวัยที่ยากมาก ตอนนี้เด็กกลุ่มนี้อายุราว 14 ปี เติบโตมาในยุคที่ทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่กำลังเผชิญกับ "คู่แข่ง" ตัวสำคัญ นั่นคือ AI (ปัญญาประดิษฐ์) หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะมีที่ยืนบนโลกนี้ได้อย่างไร
คุณวู้ดดี้เสริมประเด็นน่าสนใจว่า AI มีลักษณะ "อวย" ผู้ใช้ตลอดเวลา สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันทางความคิด อาจรู้สึกเขินอาย แต่สำหรับเด็กที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน การถูกล้อมรอบด้วยคำชมที่ไม่จริงตลอดเวลา ทำให้สูญเสียการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และทักษะในการรับมือกับคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทักษะทางสังคมในระยะยาว
ในช่วงท้ายของเซสชัน คุณวู้ดดี้ขอให้หมอแน็ตสรุปสิ่งที่อยากให้ทุกคนจดจำและนำกลับไปใช้ หมอแน็ตฝาก 2 คำสำคัญ
1. Mindset (กรอบความคิด): เลือกให้ความหมายแก่อุปสรรค
หมอแน็ตสนับสนุนให้ทุกคนมี Growth Mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต) โดยชี้ว่า อุปสรรคที่กำลังเข้ามาในชีวิตนั้นเราไม่สามารถห้ามมันได้ แต่เราเลือกความหมายให้มันได้ จะให้มันเป็นตัวร้ายในชีวิต หรือจะให้มันเป็นครูที่สอนบางอย่าง
หากยึดติดกับ Fixed Mindset (กรอบความคิดแบบตายตัว) คิดว่า "ฉันดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว" "พ่อแม่ให้มาเท่านี้" สถานการณ์ที่ยากลำบากจะกลายเป็นกำแพงที่ข้ามไม่ได้
แต่หากมี Growth Mindset จะมีคำศักดิ์สิทธิ์คำหนึ่ง นั่นคือ "ยัง" (Yet) เช่น เด็กที่บอกว่า "หนูไม่เก่งเลข" พ่อแม่สามารถบอกว่า "หนูแค่ยังทำโจทย์ข้อนี้ไม่ได้" เช่นเดียวกัน ใครที่รู้สึกว่ากำลังจะล่มสลายจากสถานการณ์ตอนนี้ คุณแค่ "ยัง" รับมือมันไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าในอนาคตคุณจะรับมือไม่ได้ คำว่า "ยัง" ทำให้ชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ
2. Grit (ความทรหดอดทน): พลังที่ทำให้คุณไม่หยุดเดิน
หมอแน็ตแนะนำหนังสือ Grit ของ Angela Duckworth (แองเจลา ดักเวิร์ธ) พร้อมอธิบายสมการ 2 บรรทัดที่เป็นหัวใจของแนวคิดนี้
พรสวรรค์ (Talent) x ความพยายาม (Effort) = ทักษะ (Skill)
ทักษะ (Skill) x ความพยายาม (Effort) = ความสำเร็จ (Achievement)
สิ่งที่น่าสังเกตคือ Effort หรือความพยายามปรากฏอยู่ถึง 2 ครั้งในสมการ ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าต้นทุนจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีวันถึงจุดหมาย
หมอแน็ตยกตัวอย่างคำพูดของ Will Smith ที่เคยกล่าวว่า หากให้วิ่งแข่งกับใครสักคนบนลู่วิ่ง ไม่ว่าคนนั้นจะเก่งกว่า ฉลาดกว่า รวยกว่า แต่ผลลัพธ์จะมีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ 1) คนนั้นยอมแพ้แล้วลงจากลู่วิ่งไป หรือ 2) ตัวเขาตายบนลู่วิ่ง จะไม่มีทางเลือกที่ว่า "ฉันยอมแพ้แล้วไม่สู้ต่อ" นี่คือจิตวิญญาณของ Grit
หมอแน็ตทิ้งท้ายว่า "ผมยอมรับว่าผมเป็นคนไม่เก่ง แต่ผมไม่หยุด คุณเดินช้าได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องหยุดเดิน ถ้าคุณมีใจที่เข้มแข็งพอ สถานการณ์นี้คุณจะค่อย ๆ เอาตัวเองผ่านไปได้"
ก่อนจบเซสชัน คุณวู้ดดี้ชวนหมอแน็ตพูดถึงหัวข้อวิทยานิพนธ์ของตัวเอง ซึ่งก็คือเรื่อง "Phubbing" หรือพฤติกรรมก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือจนทำให้คู่สนทนารู้สึกเหมือนเป็นอากาศธาตุ
หมอแน็ตอธิบายว่า Phubbing ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัว แต่เป็นพฤติกรรมที่ติดต่อได้ 100% เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งก้มหน้าเล่นมือถือ อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน ก็หันไปหาตัวตนจากสื่อสังคมออนไลน์แทน กลายเป็นวัฏจักรที่หมุนวนไม่สิ้นสุด
สิ่งที่หมอแน็ตอยากรณรงค์คือ อย่าปล่อยให้จอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มาคั่นกลางความสัมพันธ์ เวลาคุณภาพไม่ใช่การนั่งอยู่โซฟาเดียวกัน แต่คือการมองหน้า สบตา พูดคุย และให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การมีคนที่อยู่เคียงข้าง มีความสัมพันธ์ที่ดี หรือที่เรียกว่า Social Capital (ทุนทางสังคม) คือกุญแจสำคัญที่จะพาเราฝ่าวิกฤตไปได้ ไม่ใช่จอสี่เหลี่ยมที่เราฝังหน้าลงไป
เซสชัน "ถอดรหัส Mental Healthspan" จากเวที Techsauce Healthspan Festival 2026 ทิ้งข้อคิดสำคัญไว้หลายประการ ตั้งแต่การตระหนักว่าสุขภาพจิตเป็นรากฐานของการมีชีวิตยืนยาว ไม่ใช่แค่ส่วนเสริม ไปจนถึงการเข้าใจว่าแต่ละช่วงวัยเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน และทุกคนล้วนมี ความจิต ๆ กันเล็กน้อยอยู่แล้วในชีวิต
สิ่งที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้มีเพียงไม่กี่อย่าง ฝึกมีสติ รู้จักตัวเองผ่านการประเมินอารมณ์ทุกวัน รู้ลำดับขั้นของการขอความช่วยเหลือ มี Growth Mindset ที่เชื่อว่าคุณ "ยัง" ไปได้อีก และมี Grit ที่จะไม่หยุดเดินแม้ในวันที่ยากลำบาก
ดังที่หมอแน็ตกล่าวไว้ว่า "คุณเดินช้าได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องหยุดเดิน"
สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือเข้าเว็บไซต์ สุขภาพจิต.com เพื่อหาข้อมูลและเครื่องมือดูแลตัวเองเบื้องต้น
ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session 'ถอดรหัส Mental Healthspan: เมื่อสุขภาพจิตคือกุญแจสู่ชีวิตที่ยั่งยืน' ในงาน Techsauce Healthspan 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด