
ในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยขาลงและเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวช้า ความสามารถของธนาคารพาณิชย์ในการรักษาระดับกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ให้มั่นคงกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนจับตา ทีทีบีรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาในทิศทางที่ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด พร้อมส่งสัญญาณยกระดับการดูแลผู้ถือหุ้นและลูกค้าในหลายมิติพร้อมกัน
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี รายงานกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ใกล้เคียงกับ 5,240 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 5,096 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลง 1.3% จากไตรมาสก่อน (QoQ) แต่เติบโต 1.4% จากปีก่อน (YoY) ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ พร้อมยกระดับใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มกันชนรองรับความเสี่ยง การบริหารผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และการสนับสนุนลูกค้าตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ กลยุทธ์ด้านสินเชื่อและเงินฝากที่มีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 1 ทรงตัวหรือลดลงเพียง 1.0% QoQ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) เพิ่มขึ้น 10.2% QoQ จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน รายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่ลดลง ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,178 พันล้านบาท ลดลง 2.2% QoQ ตามการชำระคืนหนี้ตามกำหนดของลูกค้าซึ่งยังมากกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อในกลุ่มเป้าหมายยังคงเติบโตต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งขับเคลื่อนโดยฐานลูกค้าคุณภาพภายใต้ระบบนิเวศ (Ecosystem) ของธนาคาร
ด้านเงินฝากอยู่ที่ 1,256 พันล้านบาท ลดลง 1.1% QoQ เป็นผลจากการลดลงของเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเชิงกลยุทธ์สำหรับลูกค้ารายย่อย อย่าง ttb No Fixed และ ttb All Fee ยังคงขยายตัวได้ดี รวมถึงเงินฝากกระแสรายวันที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ธนาคารยังคงดำรงสภาพคล่องในระดับสูง สะท้อนจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan-to-Deposit Ratio) ที่ 94%
ทีทีบีสามารถควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan หรือ NPL) ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 39,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาสที่ผ่านมา ในไตรมาสนี้ NPL ลดลงราว 1% QoQ ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.9% ยังคงอยู่ภายในกรอบเป้าหมายทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2%
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1 เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในระยะต่อไป ธนาคารจึงตัดสินใจยกระดับการป้องกันความเสี่ยงด้วยการตั้งสำรองแบบ Management Overlay เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองรวมเพิ่มขึ้น 10.0% QoQ มาอยู่ที่ 3,994 ล้านบาท
การตั้งสำรองเพิ่มขึ้นนี้หนุนให้อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของไตรมาสนี้คือการยกระดับการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น โดยธนาคารเตรียมขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) เพื่อขยายเพดานวงเงินโปรแกรมซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) จาก 21,000 ล้านบาทกรอบเวลา 3 ปี เป็น 35,000 ล้านบาทกรอบเวลา 4 ปี ครอบคลุมปี 2568-2571
จุดประสงค์หลักของการขยายโปรแกรมนี้คือการเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งสะท้อนผ่านตัวชี้วัดทางการเงินอย่างกำไรต่อหุ้น (EPS) และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) พร้อมกันนั้นยังช่วยลดผลกระทบต่อราคาหุ้นจากความผันผวนในตลาดทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง
ด้านการสนับสนุนลูกค้า ทีทีบีเปิดตัวโครงการ "ผ่อนดี ได้ดี" ซึ่งนำกลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Pricing) มาใช้ในการคิดดอกเบี้ยให้กับลูกค้า ถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ดำเนินการในลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ โดยเป้าหมายคือให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
นอกจากนั้น ธนาคารยังสานต่อโครงการที่ดำเนินอยู่เดิม โดยโครงการ "ผ่อนดี มีรางวัล" ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 11,000 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อรวมประมาณ 4,400 ล้านบาท โครงการ "รวบหนี้" มีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 73,600 ราย และช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าไปได้กว่า 2,990 ล้านบาท ขณะที่โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" มีลูกค้าอยู่ภายใต้โครงการราว 77,500 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 39,000 ล้านบาท
การดำเนินโครงการเหล่านี้ตอกย้ำความร่วมมือของทีทีบีกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (Capital Adequacy Ratio หรือ CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.7% และ 17.7% ตามลำดับ นับว่าสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารในกลุ่มสถาบันการเงินที่มีนัยสำคัญเชิงระบบในประเทศ (D-SIBs) ที่ ธปท. กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
สำหรับไตรมาสที่เหลือของปี ธนาคารจะยังคงเดินหน้ายกระดับการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่าน 6 Ecosystem พร้อมมุ่งสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ในกลุ่มลูกค้า Wealth ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ รวมถึงกลุ่มลูกค้ามนุษย์เงินเดือนผ่านการให้บริการสินเชื่อมอเตอร์ไซต์ผ่านบริษัท ทีทีบี ลีสซิ่ง ซึ่งมีแผนเปิดตัวกลางปีนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและการผนึกกำลังกับพันธมิตร
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า "สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งในแง่ของการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ และในแง่ของการยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งได้แก่ การป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป การบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม"
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด