VISA เผยผู้บริโภคชาวไทยมีความพร้อมต่อการชำระเงินผ่านระบบ Biometrics สูงสุดใน SEA

Visa ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลชั้นนำระดับโลก เผยผลสำรวจเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคของวีซ่า  (Visa Consumer Payment Attitudes Survey) ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยมีการรับรู้และความพร้อมที่จะใช้อุปกรณ์สวมใส่และ Biometrics ในการชำระเงินสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลสำรวจฉบับนี้ศึกษาถึงทัศนคติ และพฤติกรรมการชำระเงินระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเทรนด์การใช้จ่ายสำคัญของผู้บริโภคจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 4,000 คน จากแปดประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 500 คนจากประเทศไทย

ผลสำรวจฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นว่า 65 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคชาวไทยรับรู้หรือใช้อุปกรณ์สวมใส่ชนิดต่างๆในการชำระเงินในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยสิงคโปร์และอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่สอง (60 เปอร์เซ็นต์) ตามด้วยมาเลเซียและเวียดนาม (52 เปอร์เซ็นต์) ฟิลิปปินส์ (44 เปอร์เซ็นต์) นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูงสุด (66 เปอร์เซ็นต์) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับระดับการรับรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี Biometrics เพื่อชำระเงินและระบุตัวตน ตามด้วยเวียดนาม (66 เปอร์เซ็นต์) และสิงคโปร์ (55 เปอร์เซ็นต์)

คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีที่เห็นผู้บริโภคชาวไทยรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม และการนวัตกรรมเหล่านี้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในระบบการชำระเงินเพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ผลสำรวจนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์จากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน และพัฒนารูปแบบการชำระเงินของผู้บริโภคและธุรกิจในประเทศไทย”

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าผู้ทำแบบสอบถามชาวไทยรู้สึกสะดวกใจ (Comfort Level) ในการใช้อุปกรณ์สวมใส่ในการชำระเงินเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมาร์ทวอทช์ในการชำระเงิน (84 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 71 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในภูมิภาค) สายรัดข้อมือ/สร้อยข้อมือ (71 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 59 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในภูมิภาค) และแหวน (66 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 52 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในภูมิภาค)

เมื่อสอบถามถึงอุปกรณ์สวมใส่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยเลือกให้ สมาร์ทวอทช์ เป็นอุปกรณ์ที่พวกเขาสนใจมากที่สุด (55 เปอร์เซ็นต์) ตามด้วย สายรัดข้อมือ/สร้อยข้อมือ (22 เปอร์เซ็นต์) ไมโครชิพ (11 เปอร์เซ็นต์) แหวน (8 เปอร์เซ็นต์) และแว่นตา (4 เปอร์เซ็นต์)

ในขณะเดียวกันเทคโนโลยี Biometrics  ได้เริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้บริโภคนิยมใช้ในการระบุตัวตนเพื่อการชำระเงินแทนการใส่พาสเวิร์ดแบบเดิม ๆ โดย สองในสาม (66 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยรับรู้ถึงการชำระเงินด้วย Biometrics  ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อสอบถามถึงระดับความสบายใจในการเลือกใช้ Biometrics ในการชำระเงินและระบุตัวตน  ผู้บริโภคชาวไทยได้เผยให้เห็นถึงสามวิธีหลักที่พวกเขาสบายใจมากที่สุด ได้แก่ การสแกนลายนิ้วมือ (87 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 78 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในภูมิภาค) การสแกนม่านตา (88 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 61 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในภูมิภาค) และการจดจำใบหน้า (80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในภูมิภาค)

ผลสำรวจยังเผยให้เห็นอีกว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยมีความสนใจใช้การสแกนลายนิ้วมือเป็นทางเลือกแรกสำหรับการใช้ Biometrics ในการชำระเงินและระบุตัวตน (56 เปอร์เซ็นต์) ตามด้วยการสแกนม่านตา (26 เปอร์เซ็นต์) การจดจำใบหน้า (12 เปอร์เซ็นต์) และการจดจำเสียง (6 เปอร์เซ็นต์)

“ในประเทศไทย เราเป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการชำระเงิน เช่น คิวอาร์โค้ด (QR Code) เทคโนโลยีการชำระเงินแบบคอนแทคเลส (Contactless) และโซลูชั่นการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยยังได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและพันธมิตรในการเพิ่มช่องทางการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลอีกด้วย ในขณะที่เราภูมิใจในความก้าวหน้าต่างๆ เราก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทั่วโลก และนำนวัตกรรมการชำระเงินของเราเพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดในอนาคต” คุณสุริพงษ์ กล่าวสรุป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

NIA และสมาคม Health Tech กางตัวเลขความสำเร็จ Thailand Innovation Hub ดันเศรษฐกิจหมุนเวียนแตะ 5 หมื่นล้าน

NIA และ สมาคมเฮลท์เทค เปิดผลสำเร็จ Thailand Innovation Hub กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน 50,000 ล้าน ผู้ใช้งานกว่า 4 ล้านคน สร้างรายได้ในโครงการ 21 ล้านบาท และเป้ายอด...

Responsive image

SCG เผยวินัยทางการเงินปี 68 เข้มจัด! ปิดงบด้วยกระแสเงินสด 5.5 หมื่นล้าน มั่นใจปี 69 โตต่อแน่แม้ความท้าทายเพียบ!

ปี 2568 SCG บริหารกระแสเงินสดได้ 5.5 หมื่นล้านบาท แกร่งกว่าปี 2567 เสียอีก ทั้งที่เผชิญทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานผันผวน เงินบาทแข็งค่าขึ้น วิก...

Responsive image

การ์ทเนอร์คาดการณ์ปี 2026 ทั่วโลกจะทุ่มงบ AI แตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ดันโครงสร้างพื้นฐานโตสวนกระแส

การ์ทเนอร์คาดการณ์ปี 2026 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เผยเทรนด์ใหม่องค์กรเน้นวัดผล ROI เลิกเห่อตามกระแส พร้อมดันตลาด Server และโครงสร้างพื้นฐานโตสวนทางเศรษฐกิจ...