เปิดเวที Forum for World Education 2022 เศรษฐกิจเปลี่ยนการศึกษาต้องปรับรับยุค 5.0 | Techsauce

เปิดเวที Forum for World Education 2022 เศรษฐกิจเปลี่ยนการศึกษาต้องปรับรับยุค 5.0

เปิดเวที Forum for World Education 2022 เศรษฐกิจเปลี่ยนการศึกษาต้องปรับรับยุค 5.0

เร่งสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่การทำงาน ชี้ “ทัศนคติ-ครู” คือหัวใจพัฒนาทุนมนุษย์ยุคใหม่ 

ในเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำด้านการศึกษาจากภาครัฐและเอกชนทั่วโลก “Forum for World Education 2022” ที่ สภาเพื่อการศึกษาระดับโลก(FWE) ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจเปลี่ยน การศึกษาปรับ รับแนวโน้มอนาคต” เมื่อวันที่ 1-2 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีการเสวนาร่วมกับผู้บริหารของบริษัทระดับโลกในหัวข้อต่างๆ อาทิ “ยุทธศาสตร์ในการกำหนดอนาคตของการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก” และ “การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ในโลกยุค 5.0” ซึ่งมีประเด็นด้านการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่น่าสนใจและต้องร่วมกันขับเคลื่อนในอนาคต

          มร.แอนเดรียส ชไลเคอร์ (Mr.Andreas Schleicher) ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและทักษะ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาคือ ทัศนคติของผู้เรียนและทัศนคติของครู ในการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้

            “ทัศนคติในการเรียนรู้มีความสำคัญต่อการสร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ถ้าเด็กๆ ไม่กลัวที่จะผิดพลาด กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะเสี่ยง ก็จะสร้างให้เกิดการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ และถ้าเราเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสสำรวจ ค้นหาความเก่ง ความถนัดของตัวเอง พวกเขาก็จะสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างมีคุณภาพโดยที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน นอกจากนี้ครูยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เด็กสามารถเกิดเรียนรู้ และทำให้มีระบบการศึกษาที่แข็งแรง แต่ความท้าทายคือเรามีครูที่มีประสิทธิภาพที่ไม่เพียงพอ ทำอย่างไรที่จะทำให้ครูสมัยใหม่เป็นครูที่เป็นมากกว่าครู ทำอย่างไรให้ได้คนเก่ง คนดี ได้มาเป็นครูในระบบให้มากขึ้น” 

มร.คอลลิน มาร์สัน (Mr.Collin Marson) ผู้อำนวยการด้านการศึกษา กูเกิ้ล เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และนวัตกรรมสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของโลกได้ ดังนั้นสิ่งที่กูเกิ้ลทำคือ การทำให้คนเข้าถึงข้อมูลต่างจากทั่วทุกมุมโลกได้เองจากที่บ้าน โดยเราพยายามอย่างมากในการสร้างการศึกษาผ่านแพลตฟอร์มของเรา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเรียนรู้ ทักษะการทำงาน ที่สามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้าน โดยมีมาตรการเข้าถึงความปลอดภัยด้านข้อมูล ซึ่งเป็นความท้าทายของกูเกิ้ลอย่างมาก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทั้งในประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไทย 

“ในประเทศไทยพบว่ามีการใช้อินเตอร์เน็ตมากสุดในเอเชีย จึงได้มีมาตรการ Internet awesome เพื่อให้ใช้งานออนไลน์ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งภายหลังจากวิกฤตการณ์โควิด19 ก็ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าว มาปรับใช้เพื่อให้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้มากขึ้นด้วย”

มร.วิคราม เรา (Mr.Vikram Rao) หัวหน้าด้านวิสาหกิจ อาเซียน จากแอมะซอน  กล่าวว่าเราจะสามารถจัดการการศึกษาให้เข้ากับเทรนด์ธุรกิจโลกในอนาคตอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในยุคที่คำว่าดิจิทัลได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างการเข้าถึงในเรื่องต่างๆ อย่างมากมาย

“การที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จใน 10 ปีข้างหน้า จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลและการสร้างความยั่งยืน ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพบว่า มีผู้คนมากถึง 86 ล้านคนต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการเรียนการสอนและการฝึกอบรม แต่การเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้คนในจำนวนนี้มีถึง 2 ใน 3 คนที่ ยังขาดความมั่นใจและไม่มีทักษะในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้นการทำงานในอนาคตให้มีประสิทธิภาพ เราจึงต้องการคนที่มีทักษะและความรู้ในด้านเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังมีทั้งคนที่รู้และไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายของภาคธุรกิจในการที่จะมาผสมผสานคนทั้งสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน ด้วยการเติมเต็มการมีทักษะด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคนและธุรกิจไว้ด้วยกัน”

มร.อินูอูเอะ มิตซึเทรุ (Dr.Inoue Mitsuteru)  กรรมการบริหารอาวุโส สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น  กล่าวว่า การสร้างความสำเร็จของระบบศึกษาที่ญี่ปุ่นนั้น จะเน้นการเรียนการสอนด้านวิชาชีพ เพื่อพัฒนาทักษะในเรื่องเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการฝึกอบรม และสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับชาติ 51 แห่ง วิทยาลัยของรัฐ 3 แห่ง และ วิทยาลัยของเอกชนอีก 3 แห่ง โดยให้ทุนเรียนกับนักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย จนถึงระดับปริญญาเอก

“โคเซ็นเริ่มเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนตั้งแต่จบมัธยมต้น เพื่อเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรม 5 ปี เริ่มตั้งแต่อายุ 15 จนถึงอายุ 21 ปี โดยอาจารย์ผู้สอนจะต้องจบปริญญาเอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทุกคน โดยจะเรียนหลักสูตรพื้นฐาน 60% เรียนเฉพาะทางวิศวกรรมอีก 40% เสริมด้วยทักษะการใช้ชีวิต การสื่อสาร และนวัตกรรมไอทีต่างๆ ซึ่ง เราต้องการสร้างวิศวกรที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเชื่อมั่นว่า พลังของคนรุ่นใหม่ จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้”

“ต้องมีการเติมเต็มทักษะให้กับเด็ก โดยเฉพาะต้องมุ่งเน้นที่ไปการเรียนอาชีวศึกษา เพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะที่เหมาะสมกับตลาดแรงงานที่ทีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น” มร.แอนเดรียส ชไลเคอร์ จาก OECD กล่าวย้ำ

สอดคล้องกับมุมมองของ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาและการเตรียมความพร้อมการพัฒนาทุนมนุษย์สู่โลกในยุค 5.0 โดยระบุว่า ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคโลกแห่งความเป็นดิจิทัลหรือยุค 5.0 แต่ระบบการศึกษาของไทยยังคงอยู่ที่ยุค 2.0 เรายังสอนให้คนออกมาทำงานในโรงงาน ทั้งๆ ที่แรงงานกำลังจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร และระบบอัตโนมัติหรือ AI

“ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าไปสู่ยุคแห่งความเป็นดิจิทัล ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญ และมีค่ามากกว่าเงิน ในยุค 5.0 เราต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการที่จะทำสิ่งเหล่านี้ แล้วทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ นั่นก็คือจะต้องพัฒนาคน และสร้างทัศนคติของคน ด้วยการสร้างให้คนเป็นเถ้าแก่ ต้องทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นทุกแง่มุมของธุรกิจแบบเต็มองค์รวม มีความรู้ที่ถ้วนทั่ว มองเห็นทุกแง่มุมของโลก เราจะต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กรุ่นใหม่ เพราะว่าคนรุ่นใหม่จะเป็นคนที่สร้างโลกใหม่ของเรา ดังนั้นระบบการศึกษาของเราจะต้องหันมาพิจารณาตัวเองว่าจะต้องปรับปรุงอะไรบ้างเพื่อที่จะได้ก้าวตามทันโลก อุตสาหกรรม และธุรกิจในปัจจุบัน”

ซึ่งแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดรับกับโลกและเศรษฐกิจยุคใหม่นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติงาน โดยหลายๆ ประเทศต่างๆ เห็นตรงกันว่า ควรลดระยะเวลาการเรียนลง เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ตลาดแรงงานให้เร็วที่สุด 

            “คนรุ่นใหม่น่าจะเรียนจบตั้งแต่อายุ 18 ปี แล้วเขาก็น่าที่จะรู้จักเส้นทางของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้ทำอาชีพที่ตัวเองชอบได้เร็วขึ้น ซึ่งถ้าจะทำได้แบบนั้นได้ต้องมีการผนึกกำลังกันทุกภาคส่วนทั้งในเรื่องของการที่จะทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในการศึกษา รวมถึงทำให้เขาได้มีโอกาสในการทำงานไปพร้อมๆ กัน และการที่จะสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถ ครูถือเป็นกุญแจสำคัญ เพราะว่าความสามารถ ทัศนคติของครู มีความสำคัญพอๆ กับทักษะในการสอน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือทำอย่างไรเราจึงจะสามารถดึงดูดคนเก่งๆ ให้มาทำงานในแวดวงการศึกษาได้ พร้อมที่จะสอน พร้อมที่จะเป็นครู พร้อมที่จะเป็นบ้านหลังที่ 2 ให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆ เด็กที่เป็นเยาวชนของเรา” นายศุภชัย เจียรวนนท์ กล่าวถึงความสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่

“ที่ประเทศเยอรมณีมีการจัดการระบบการศึกษาแบบ VET(Vocational Education and Training) ด้วยการจัดการเรียนในสถาบันการศึกษา 30% และ การเรียนรู้ การฝึกงาน และการทำงานด้วยการลงมือปฏิบัติในสถานประกอบการ 70% โดยใช้เวลาในการเรียนไม่เกิน 5 ปี เยาวชนเหล่านี้ก็สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม” มร.มาร์คุส ฮอฟฟ์มันน์ (Mr.Markus Hoffman) ผู้อำนวยการโครงการการศึกษาความเป็นเลิศคู่เยอรมัน-ไทย(GTDEE) หอการค้าเยอรมัน-ไทย ระบุ

นอกจากนี้ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังได้เน้นยำถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้กับเด็กและเยาวชนเพื่อให้พร้อมกับมือกับโลกในยุคอนาคตว่า “ในมุมมองของภาคเอกชน เราไม่อยากได้คนที่จะมารับคำสั่งอย่างเดียว เราอยากได้คนที่มีความสนใจที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด คนที่กล้าที่จะถามคำถาม คนที่อยากจะทำงานวิจัยและค้นคว้าเพื่อความรู้เพิ่มขึ้น คนที่อยากจะลงมือทำงาน คนที่พร้อมทำงานเป็นทีม คนที่สามารถพูดคุยถกเถียงกันได้ด้วยการใช้เหตุและผล คนพร้อมที่จะปรับตัวและพัฒนา ดังนั้นสิ่งที่ระบบการศึกษาต้องทำ คือไม่เน้นแค่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ แต่ควรจะสอนเยาวชนของเราให้สามารถที่จะรับมือกับความท้าทายทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามา และสามารถที่จะสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ได้มากขึ้น”  นายศุภชัย เจียรวนนท์ กล่าวสรุป

สำหรับสภาเพื่อการศึกษาระดับโลก หรือ Forum for World Education (FWE) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2562  โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อระหว่างระบบการศึกษากับการทำงานให้สอดคล้องกับภาคธุรกิจ รวมทั้งนำเสนอมุมมองด้านธุรกิจต่อการจัดการศึกษา เพื่อช่วยขับเคลื่อนและปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทโลกทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยจัดการประชุมสัมมนา ขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี 2562 โดยจัดเป็นครั้งแรกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

และในปีได้จัดประชุม Forum for World Education  2022 ขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2565 ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเชิญบรรดาผู้นำด้านธุรกิจระดับโลกที่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคนและการศึกษาเข้าร่วมประชุม พร้อมกับผู้นำด้านการศึกษาจากประเทศต่าง ๆ กว่า 400 คน เพื่อระดมความเห็นในการออกแบบการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคต และสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ

RELATED ARTICLE

Responsive image

SCB เปิดตัว SCB Cross Border Payment Tracking เช็คเงินโอนต่างประเทศด้วยตนเองแบบเรียลไทม์

SCB เปิดตัว SCB Cross Border Payment Tracking เช็คเงินโอนต่างประเทศด้วยตนเองแบบเรียลไทม์ ผ่านเว็บไซต์ www.scb.co.th ตลอด 24ชั่วโมง...

Responsive image

บทสรุปรายงาน Deloitte 2023 CxO Sustainability Report

Deloitte จัดทำรายงานที่เกิดจากการสำรวจในกลุ่มผู้บริหารระดับ CxO มากกว่า 2,000 คนใน 24 ประเทศ รวมถึงประเด็นที่ยังวิตกกังวลและการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพอากาศที่จัดทำโดย CxO และองค์กรข...

Responsive image

HAPathon 2023 การแข่งขัน Web3.0 Global Startup ประจำปี เปิดรับสมัครแล้ววันนี้

ท่ามกลางความเฟื่องฟูของ Web3.0 ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง Alibaba Cloud, PlatON และ HashKey Group ได้จัดการแข่งขัน Web3.0 Global Startup ประจำปี 2023 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้...