
ในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 GC เปิดความคืบหน้าโครงการโรงกลั่นชีวภาพครบวงจร (Biorefinery) ที่นำน้ำมันพืชใช้แล้วมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF รวมถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง ถือเป็นหนึ่งในโมเดลธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เริ่มเดินเครื่องในระดับอุตสาหกรรมจริง
ปัจจุบัน GC เป็นผู้ผลิต SAF เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย โดยเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิต 6 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนขยายเป็น 24 ล้านลิตรต่อปีในอนาคต โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Co-processing ซึ่งเป็นการปรับปรุงและต่อยอดจากโรงกลั่นเดิม ทำให้ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด ช่วยลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาในการเริ่มผลิต
ในด้านมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรอง ISCC CORSIA ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน รองรับแนวโน้มที่สายการบินทั่วโลกต้องลดการปล่อยคาร์บอนตามข้อกำหนดระหว่างประเทศ โดย SAF สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึง 85% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป และหากขยายกำลังการผลิตเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 60,000 ตันต่อปี
นอกจากเชื้อเพลิงอากาศยาน โรงกลั่นเดียวกันยังสามารถผลิตเคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพได้มากกว่า 10 ชนิด เช่น Bio-Propylene สำหรับผลิตของเล่นเด็ก Bio-Butadiene สำหรับอุตสาหกรรมยางรถยนต์ และ Bio-PTA สำหรับขวด PET ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบชีวภาพและลดการพึ่งพาปิโตรเลียมในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
โครงการ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากครัวเรือน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมชีวภาพ พื้นที่นำร่องในจังหวัดระยองสามารถรวบรวมน้ำมันได้ 7.09 ตัน ผลิต SAF ได้ 1.75 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5,654 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อนขยายผลสู่กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่กำหนดให้เริ่มผสม SAF ในเชื้อเพลิงอากาศยานในสัดส่วน 1% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด