Huawei คาดการณ์ ‘10 เทรนด์เกิดใหม่’ ในระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมภายในปี 2025

Huawei  ได้เปิดเผย 10 เทรนด์เกิดใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นกระแสนิยมในเรื่องระบบพลังงานด้านโทรคมนาคม (telecom energy) ภายในปี ค.ศ. 2025 โดยทาง Huawei หวังให้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการวางโครงสร้างพื้นฐานของไซต์เครือข่ายหรือจุดกระจายสัญญาณของผู้ให้บริการ

เมื่อเทคโนโลยี 5G กำลังจะมาถึง เครือข่ายโทรคมนาคมจำเป็นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ 3 ประการ นั่นคือการทำความรู้จักคลื่นความถี่ใหม่และเทคโนโลยีใหม่ การเกิดไซต์เครือข่ายแห่งใหม่ๆ จำนวนมาก และเทคโนโลยี mobile edge computing (MEC) กำลังจะหมดความสำคัญลง ขณะเดียวกัน เนื่องจากเทคโนโลยี 5G จะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการสื่อสาร (CT) จะยิ่งซ้อนทับกันมากขึ้น และจะยิ่งใช้โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายร่วมกันมากขึ้น เช่นนั้นแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีส่วนผลักดันระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมได้อย่างไรบ้าง 

เทรนด์ที่ 1 การเปลี่ยนระบบพลังงานให้เป็นดิจิทัล (Energy Digitalization)

สาระสำคัญ: ร้อยละ 90 ของไซต์เครือข่ายสัญญาณทั่วโลกจะเปลี่ยนระบบพลังงานให้เป็นดิจิทัลด้วยการมาถึงของเทคโนโลยี 5G จำนวนของไซต์เครือข่ายจึงได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว งานด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นจะกลืนกินกำไรของผู้ให้บริการเครือข่าย การเปลี่ยนระบบพลังงานให้เป็นดิจิทัลสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำให้งานด้านการเดินเครื่องและการบำรุงรักษาซับซ้อนน้อยลง รวมถึงการลดต้นทุนดังกล่าวในไซต์เครือข่ายให้น้อยลง ด้วยเทคโนโลยีระบบสัมผัส ควบคุม และประมวลผลด้วยระบบดิจิทัล จึงคาดว่าร้อยละ 90 ของไซต์ทั่วโลกจะเปลี่ยนระบบพลังงานให้เป็นดิจิทัลภายในปี ค.ศ. 2025 และจะทำให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ไม่ซับซ้อนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

เทรนด์ที่ 2: การประยุกต์ใช้พลังงานสีเขียว(Green Energy)จะเพิ่มขึ้น

สาระสำคัญ: การประยุกต์ใช้พลังงานสีเขียวจะส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยมลพิษเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ ผู้ให้บริการเครือข่ายหลายรายทั่วโลกต่างใช้กลยุทธ์การประหยัดเชื้อเพลิง ลดการซ่อมบำรุง ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซลให้เป็นศูนย์ตลอดทั้งเครือข่าย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้การลงทุนในพลังงานสีเขียวจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ เช่น พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ พลังงานลม เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ลิเทียม ล้วนกำลังเติบโต แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนเป็นปริมาณมากในเบื้องต้น แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะประโยชน์ในตัวของเทคโนโลยีเหล่านี้เอง อย่างเช่น ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การปล่อยมลพิษต่ำ การไม่จำเป็นต้องดูแลรักษา และการใช้ต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่ต่ำ เป็นต้น

เทรนด์ที่ 3: แบตเตอรี่ลิเทียมจะมาแทนแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด

สาระสำคัญ: แบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด (Lead-acid batteries) จะถูกแบตเตอรี่ลิเทียมแทนที่ และแบตเตอรี่จะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ถูกใช้เป็นพลังงานสำรองเนื่องจากเทคโนโลยี 5G กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของไซต์ยิ่งทวีคูณ ดังนั้นจึงต้องการระบบการจัดเก็บพลังงานที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูง และแบตเตอรี่ลิเทียมก็เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบัน แบตเตอรี่ลิเทียมมีจำนวนรอบ (cycle life) มากกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดถึง 5 เท่า อายุการใช้งานสำหรับการชาร์จแบบโฟลท (float charge) ของแบตเตอรี่ลิเทียมนั้นมากกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดเป็น 2 เท่า  และต้นทุนวงจรอายุ (life cycle cost) ของแบตเตอรี่ลิเทียมต่ำกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า ราคาของแบตเตอรี่ลิเทียมจะลดลงอีกกว่าร้อยละ 30 และคาดว่าราคาของแบตเตอรี่ลิเทียมจะลดลงมาเท่ากับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดภายในปี ค.ศ. 2022 นอกจากนี้ ฟีเจอร์จำนวนรอบของแบตเตอรี่ลิเทียมสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การตัดยอดโหลด (peak shaving) ยังสามารถหลีกเลี่ยงการขยายกำลังการผลิตหลัก การสร้างใหม่ รวมถึงราคาค่าไฟฟ้าที่ไม่แน่นอนซึ่งทำให้เกิดอุปสรรคต่อการลดค่าไฟฟ้า ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเครือข่ายและการให้บริการได้มากขึ้นไปอีก

เทรนด์ที่ 4: ระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมจะแทรกซึมเข้าไปในอีกหลากหลายอุตสาหกรรมจากการมาถึงของ 5G

สาระสำคัญ: โครงการระดับองค์กรขนาดใหญ่หลากหลายรูปแบบจะต้องการโซลูชันด้านการจ่ายไฟที่ยืดหยุ่นได้ เทคโนโลยี 5G จะนำอุปกรณ์สถานีฐานเข้าไปปรับใช้กับโครงการระดับองค์กรขนาดใหญ่หลากหลายรูปแบบ  เช่น ท่าเรือ เหมือง กำลังไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง หรือแม้แต่วิทยาลัย โรงพยาบาล และชุมชนต่างๆ ทั้งนี้ การจะปรับใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์จะต้องใช้โซลูชันระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ซึ่งจะผลักดันระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมให้เป็นดิจิทัล เป็นโมดูลาร์ และยืดหยุ่นได้

เทรนด์ที่ 5: การหลอมรวมของการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไอซีที

สาระสำคัญ:  การหลอมรวมของไอซีทีต้องการโซลูชันด้านการจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่หลากหลายความแพร่หลายของเทคโนโลยี 5G ทำให้การกลายเป็นข้อมูลข่าวสาร (informatization) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปบูรณาการอยู่ในทุกแง่มุมของสังคม ขณะนี้บริษัทไอทีหลายแห่งเริ่มใช้เครือข่ายการสื่อสารพัฒนาแอปพลิเคชันจำนวนมาก เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการหลอมรวมของไอซีทีคือกระแสอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้เกิดความต้องการอันหลากหลายต่อการจ่ายพลังงานไฟฟ้า และการแบ็คอัปไซต์เดิมและห้องเก็บอุปกรณ์  ระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมจะต้องสนับสนุนการจ่ายพลังงานไฟฟ้า ช่วยสำรองกำลังไฟฟ้า การจัดการความร้อน การจัดการพื้นที่ และการจัดการเดินสายเคเบิลของอุปกรณ์ CT และอุปกรณ์ IT ทั้งยังจะต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ๆ ในงานด้านการเดินเครื่องและการบำรุงรักษาอีกด้วย

เทรนด์ที่ 6: การร่วมมือกับปัญญาประดิษฐ์ (AI Collaboration)

สาระสำคัญ: รูปแบบความร่วมมือระหว่าง NetEngine และ AI จะเกิดเป็นต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ที่ดีที่สุดสำหรับเครือข่ายพลังงาน  การเพิ่มจำนวนของไซต์เครือข่าย 5G และการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น นำไปสู่ต้นทุนด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาและต้นทุนด้านพลังงานที่สูงลิ่ว เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เทคโนโลยี 5G แพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีความร่วมมือของ AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหานี้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมรวมถึงอัลกอริทึม AI ที่ออกแบบให้ใช้โครงร่างทรัพยากรของไซต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเครือข่ายแยกส่วน (sliced networks) รวมทั้งใช้ประสิทธิภาพด้านพลังงานและการวิเคราะห์ของ AI เพื่อสร้างเครือข่ายที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ 

เทรนด์ที่ 7: เครือข่ายแบบครบวงจรที่มีความซับซ้อนน้อยลง (Full-Stack Simplified)

สาระสำคัญ: เครือข่ายพลังงานแบบครบวงจรจะมีความซับซ้อนน้อยลงในอนาคต การเชื่อมต่อจะครอบคลุมทุกหนแห่ง จะมีคลื่นความถี่ถูกนำมาใช้งานอีกเป็นจำนวนมาก และจะมีการสร้างไซต์เครือข่ายอย่างหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคแห่ง 5G ระบบพลังงานต่างๆ นับจากไซต์ไปจนถึง Bearer Network และ Core Networks จะมีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการทำให้ซับซ้อนน้อยลงและมีการควบคุมต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ในอนาคต เทคโนโลยีเครือข่ายพลังงานแบบครบวงจรที่มีความซับซ้อนน้อยลง อย่างเช่น มีตู้จัดเก็บอุปกรณ์ 1 ตู้ต่อ 1 ไซต์ มีเบลดสำหรับจ่ายพลังงาน 1 เบลดต่อ 1 ไซต์ และเครือข่ายขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ จะถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ซึ่งจะเสริมสร้างศักยภาพของการติดตั้งไซต์และการขยายกำลังการผลิตได้เป็นอย่างมาก ทำให้งานด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาระบบพลังงานมีความซับซ้อนน้อยลง  และทำให้เครือข่ายพลังงานมีความซับซ้อนน้อยลงไปอีกได้

เทรนด์ที่ 8: สถาปัตยกรรมหลายรูปแบบ (Multi-pattern Architecture)

สาระสำคัญ: เนื่องจาก input และ output ด้านพลังงานจะมีความหลากหลาย การใช้สถาปัตยกรรมหลายรูปแบบจะกลายเป็นกระแสนิยม ปัจจุบันแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่รองรับ input และ output หลายรูปแบบ อุปกรณ์แปลงพลังงานรูปแบบต่างๆ จะต้องถูกรวมเป็นระบบเดียว ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ ศักยภาพต่ำ และต้องบำรุงรักษาในหลายส่วน นอกจากนี้ ต้นทุนค่าอุปกรณ์และต้นทุนด้านการเดินเครื่องและการบำรุงรักษาต่างสูงลิ่ว สถาปัตยกรรมหลายรูปแบบจะมีความหนาแน่นและมีประสิทธิภาพของระบบที่สูงขึ้น ติดตั้งง่ายขึ้น มีการเดินเครื่องและบำรุงรักษาที่ชาญฉลาดขึ้น และคาดว่าจะใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมพลังงานในอนาคต

เทรนด์ที่ 9: ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

สาระสำคัญ: ประสิทธิภาพตัวเรียงกระแสวงจร (Rectifier) จะได้รับการพัฒนาให้ดีถึงขีดสุด ทุกฝ่ายจะให้ความสนใจในเรื่องประสิทธิภาพในระดับไซต์และระดับเครือข่ายมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการจ่ายไฟฟ้าสำหรับโทรคมนาคมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเรียงกระแสวงจร (rectifier) ประสิทธิภาพตัวเรียงกระแสจากอุปกรณ์ของผู้จัดจำหน่ายโดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ  90-98 ในอนาคตประสิทธิภาพสูงสุดจะได้รับการพัฒนาขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 98-99 (หมายความว่าจะขาดทุนกับตัวเรียงกระแสวงจรน้อยลงร้อยละ 50) อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่การใช้พลังงานของทั้งไซต์จะเกิดจากระบบกำเนิดพลังงาน ระบบควบคุมอุณหภูมิ และเส้นทางการจ่ายกระแสไฟฟ้า ผู้ให้บริการจะใส่ใจกับการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในระดับไซต์และระดับเครือข่ายกันมากขึ้น การแลกเปลี่ยนความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพและการกระจายความร้อนด้วยธรรมชาติจะเข้ามาแทนที่เครื่องปรับอากาศและจะกลายเป็นวิธีหลักในการจัดการความร้อน 

เทรนด์ที่ 10: ความน่าเชื่อถือ

ประเด็นสำคัญ: ความน่าเชื่อถือกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของพลังงานด้านโทรคมนาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ผลักดันพลังงานโทรคมนาคมให้พัฒนาจากไซต์เครือข่ายแบบแยกมาเป็นรูปแบบเครือข่ายพลังงาน ความหลากหลายของแหล่งพลังงานและความต้องการในด้านการสำรองกำลังไฟฟ้า รูปแบบการติดตั้งโปรเจกต์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และสภาพแวดล้อมในด้านเครือข่ายแบบดิจิทัลทำให้มาตรฐานที่ต้องการในเรื่องความน่าเชื่อถือของเครือข่ายพลังงานเพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือต่างๆ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ การเข้าถึงได้ การรักษาความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความไว้วางใจได้ จะกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับเครือข่ายพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือ

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เตรียมพบงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ภายใต้แนวคิด Intelligence in Action ในวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งานสัมมนา AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ภายใต้แนวคิด "Intelligence in Action" รวบรวมกว่า 40 เซสชันจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมอัปเดตกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI และเ...

Responsive image

พลิกโฉมโรงงานสู่อนาคตในงาน ‘ProPak Asia 2026’ พบ 2,500 แบรนด์จาก 45 ประเทศ พร้อมอัปเดตเทรนด์บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน

อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ที่ ProPak Asia 2026 พบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเครื่องจักรจาก 2,500 แบรนด์ทั่วโลก 10-13 มิ.ย. 69 ณ IMPACT เมืองทองธานี ลงทะเบียน...

Responsive image

TCEB เปิดตัวแอป ‘JerGan’ แพลตฟอร์ม MICE ดิจิทัลแรกของไทย เชื่อมโยงนักเดินทางและกระจายรายได้สู่ชุมชน ร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มจัดงาน เดินทาง อาหาร

ทีเส็บ (TCEB) เปิดตัว JerGan แพลตฟอร์มดิจิทัลไมซ์แห่งแรกของไทย ชูจุดเด่น Data-Driven MICE Intelligence เชื่อมโยงนักเดินทางธุรกิจกับบริการท้องถิ่น พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมจัดงานและกระ...