วิจัยชี้ กลุ่มที่ใช้ AI เก่งที่สุด กำลังจะ Burnout เป็นกลุ่มแรก

ถ้าถามว่าตอนนี้ Narrative ไหนที่ทรงพลังที่สุดในโลกการทำงาน คำตอบไม่ใช่ AI จะแย่งงานเรา แต่เป็น "AI จะมาเป็นฮีโร่ช่วยให้เราเลิกปั่นงานจนหลังขดหลังแข็ง" ต่างหาก

แต่ความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับตรงกันข้าม…ผลวิจัยล่าสุดจาก UC Berkeley ที่ไปฝังตัวอยู่ในบริษัทเทคฯ นานถึง 8 เดือน พบสัญญาณที่น่ากลัวว่า กลุ่มคนที่ใช้ AI เก่งที่สุด กำลังจะ Burnout เป็นกลุ่มแรก 

แต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

1. กับดักของความว่าง เมื่อเวลาที่ AI คืนให้ถูกแทนที่ด้วยงานใหม่ทันที

ทีมนักวิจัยใช้เวลากว่า 8 เดือน ฝังตัวอยู่ในบริษัท Tech ขนาด 200 คน เพื่อสังเกตพฤติกรรม AI Adoption แบบเรียลไทม์ สิ่งที่น่าสนใจคือพนักงานที่นี่ไม่ได้ถูกบีบจากเบื้องบนให้ทำยอดเพิ่ม แต่พวกเขาตกหลุมพรางของความสามารถที่เพิ่มขึ้น

เมื่อ AI ช่วยร่างอีเมล ช่วยเขียน Code หรือช่วยสรุปรายงานให้เสร็จในไม่กี่นาที แทนที่พนักงานจะใช้เวลานั้นไปพักผ่อน พวกเขากลับรู้สึกว่ายังมีงานอื่นที่น่าจะทำได้อีก

ในงานวิจัยเรียดสิ่งนี้ว่า The Expansion Rule หรือการที่งานมักจะขยายตัวเพื่อเติมเต็มเวลาที่มีอยู่เสมอ (Parkinson's Law) แต่ในยุค AI งานมันขยายตัวจนล้นเวลาพักเที่ยงและลามไปถึงช่วงกลางคืน เพราะพนักงานรู้สึกว่าการมี AI อยู่ในมือทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ จนลืมขีดจำกัดของร่างกายตนเอง

2. สถิติที่สวนทาง

ประเด็นที่น่ากลัวที่สุดจากงานวิจัยคือ The Speed Illusion หรือภาพลวงตาของความเร็ว มีการทดสอบกับกลุ่ม Developer พบความย้อนแย้งที่ตบหน้าคนทำงานอย่างจัง เช่น ด้านความรู้สึก พบว่า พนักงานเชื่อมั่นว่าตนเองทำงานเร็วขึ้นถึง 20% เมื่อมี AI

แต่ในความเป็นจริง พวกเขาใช้เวลาทำงานนานขึ้น 19% เมื่อเทียบกับตอนไม่ใช้ AI นั่นเป็นเพราะการใช้ AI ไม่ใช่แค่การกดปุ่มสั่งแล้วจบ แต่มันตามมาด้วยการตรวจทาน, การปรับแก้ และการพยายาม Prompt Engineering ไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเสียเวลามากกว่าเดิม แต่ความสะดวกสบายในตอนเริ่มต้นมันหลอกให้เราคิดว่าเรา Productive ไปแล้ว

3. วัฒนธรรมองค์กรที่กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความเหนื่อยล้า

ในชุมชน Hacker News มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างดุเดือดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ ความคาดหวังของผู้นำ เมื่อฝ่ายบริหารลงทุนมหาศาลไปกับ AI Tools พวกเขาคาดหวังผลตอบแทน (ROI) ที่จับต้องได้ทันที 

แรงกดดันนี้ถูกส่งผ่านลงมายังพนักงาน จนเกิดวัฒนธรรมที่ว่า ถ้าคุณมี AI แล้วคุณต้องทำได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ความเครียดจึงทวีคูณ และพนักงานต้องยอมทำงานล่วงเวลาเพื่อรักษาระดับ Productivity ให้ได้ตามที่หัวหน้าวาดฝันไว้

สุดท้ายแล้ว บทเรียนสำคัญที่สุดจากงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ใช่การบอกว่า AI ไม่ดี แต่เป็นการเตือนสติว่าเทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหน ก็เอาชนะขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจมนุษย์ไม่ได้

หากเรายังปล่อยให้ Narrative ของการทำงานในยุค AI คือการรีดเค้นประสิทธิภาพให้ถึงขีดสุดเพียงอย่างเดียว เราอาจจะได้ตัวเลข Productivity ที่พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กรไป นั่นคือ ‘คน’

อ้างอิง: techcrunch

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ยิ่งคนไทยแข็งแรง ธุรกิจประกันยิ่งไปรอด คณิตศาสตร์ชุดใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวงการประกันสุขภาพ

อัตราส่วนค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันสุขภาพไทยกำลังไต่สู่ 89% ในปี 2026 พร้อมเงินเฟ้อทางการแพทย์ 10.8% ทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนจากการจ่ายค่ารักษา มาเป็นการลงทุนให้คนไม่ป่วย เปิดแนวค...

Responsive image

รู้จักศิลปะของ ‘การไม่ทำอะไร’ ทำไมคนทำงานควรพักจากงานบ้าง ก่อนจะหมดไฟ

ชาวอิตาลีมีคำว่า il dolce far niente หมายถึงความสุขจากการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนั่งเฉย ๆ จนงานไม่เสร็จ แต่คือการปล่อยให้ตัวเองมีช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้สมองได้พ...

Responsive image

14 หนังสือที่ J.P. Morgan แนะนำให้อ่านในปี 2026 ตั้งแต่เบื้องหลังไอเดียเปลี่ยนโลก AI ไปจนถึงศิลปะ มรดกโลก และ สุขภาพสมอง

J.P. Morgan เปิด Summer Reading List 2026 คัด 14 เล่มจากหลายร้อยเล่มที่ที่ปรึกษาลูกค้าทั่วโลกเสนอชื่อ ครอบคลุมภาวะผู้นำ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ศักยภาพมนุษย์ สุขภาพสมอง ศิลปะ และมรดกโลก...