ยิ่งคนไทยแข็งแรง ธุรกิจประกันยิ่งไปรอด คณิตศาสตร์ชุดใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวงการประกันสุขภาพ

ตัวเลขหนึ่งที่วงการประกันสุขภาพไทยจับตามากที่สุดในเวลานี้คืออัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน (Loss Ratio) ที่กำลังไต่จาก 67% ในปี 2023 ขึ้นไปแตะ 89% ในปี 2026 หมายความว่าทุก 100 บาทที่บริษัทประกันเก็บเบี้ยได้ จะถูกจ่ายกลับออกไปเป็นค่ารักษาเกือบ 89 บาท ก่อนจะหักค่าดำเนินงานใดๆ ตัวเลขชุดนี้เองที่ทำให้คำว่าสุขภาพดีเปลี่ยนสถานะจากแคมเปญการตลาด มาเป็นโจทย์ทางบัญชีของทั้งอุตสาหกรรม

โจทย์เดียวกันนี้กำลังจะถูกยกขึ้นเวที Techsauce Global Summit 2026 ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเซสชัน What Creates Value-based Longevity? Thailand, Singapore, and the Future of Healthspan Financing in SEA โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีคือคุณ นาเดีย สุทธิกุลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ เมืองไทยประกันชีวิต (Muang Thai Life Assurance หรือ MTL) ผู้ดูแลศูนย์นวัตกรรมและหน่วยลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่ (Venture Capital) ในชื่อ Fuchsia คำถามหลักของเซสชันคือใครควรเป็นคนจ่ายค่าการป้องกันโรค ในวันที่ระบบซึ่งออกแบบมาเพื่อจ่ายค่ารักษาหลังป่วยแล้วเริ่มแบกน้ำหนักตัวเองไม่ไหว

เมื่อค่ารักษาวิ่งเร็วกว่าค่าครองชีพเกือบร้อยเท่า

เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ของไทยอยู่ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10.3% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปของประเทศอยู่ที่ติดลบ 0.1% ช่องว่างระดับนี้แปลว่าราคาของการเจ็บป่วยกำลังเคลื่อนที่อยู่คนละจังหวะกับรายได้ของครัวเรือน สาเหตุสำคัญมีทั้งการแข่งขันดึงตัวบุคลากรทางการแพทย์เข้าสู่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนแพทย์เฉพาะทางขยับขึ้นต่อเนื่อง และการลงทุนในเครื่องมือแพทย์ราคาสูงอย่างเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่โรงพยาบาลต้องเร่งใช้งานให้คุ้มทุน

ภาพนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย ผลสำรวจบริษัทประกัน 268 แห่งใน 67 ตลาดทั่วโลกระบุว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลในเอเชียจะอยู่ที่ 12.5% ในปี 2026 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และเกือบหกเท่าของเงินเฟ้อทั่วไป โดยปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสำรวจมองว่ากระทบมากที่สุดคือการที่คนป่วยด้วยโรคเดิมบ่อยขึ้นและเข้ารับบริการถี่ขึ้น ไม่ใช่ราคาต่อครั้งเพียงอย่างเดียว

ความน่าสนใจคือฝั่งความต้องการกลับสวนทาง ปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตไทยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% และครึ่งแรกของปี 2569 มีเบี้ยรับรวม 341,522.85 ล้านบาท เติบโต 4.57% โดยแรงขับสำคัญมาจากกระแสใส่ใจสุขภาพ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น หมายความว่าคนไทยซื้อประกันสุขภาพมากขึ้นเพราะกลัวค่ารักษา ในขณะที่ค่ารักษาก็คือสิ่งที่ทำให้ต้นทุนของบริษัทประกันสูงขึ้นตามไปด้วย

การร่วมจ่ายคือการซื้อเวลา ไม่ใช่ทางออก

มาตรการที่อุตสาหกรรมงัดออกมาใช้ก่อนคือการร่วมจ่าย (Copayment) ซึ่งเริ่มบังคับใช้กับกรมธรรม์สุขภาพฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยเงื่อนไขแบ่งเป็นสามกรณี กรณีแรกคือเคลมโรคที่ไม่รุนแรงตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปีกรมธรรม์ และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันสุขภาพขึ้นไป จะต้องร่วมจ่าย 30% ในปีถัดไป กรณีที่สองคือเคลมโรคทั่วไปตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 400% ของเบี้ยขึ้นไป ก็ร่วมจ่าย 30% เช่นกัน ส่วนกรณีที่สามคือเข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อพร้อมกัน อัตราร่วมจ่ายจะขยับเป็น 50% โดยการผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรงไม่เข้าข่าย และมีการประเมินว่าจะมีผู้เอาประกันราว 5% ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทบทวนสถานะทุกปี

กลไกนี้ช่วยชะลอการเคลมที่ไม่จำเป็นได้ระดับหนึ่ง แต่โดยธรรมชาติของมันคือการย้ายภาระบางส่วนกลับไปที่ผู้เอาประกัน ไม่ใช่การลดจำนวนคนป่วยลงจริง ตราบใดที่จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังยังเพิ่มขึ้นและประชากรยังสูงวัยขึ้น สมการต้นทุนก็จะกลับมาตึงอีกครั้งในอีกไม่กี่ปี นี่คือจุดที่แนวคิดซึ่งเซสชันบนเวที Techsauce Global Summit 2026 เรียกว่า Value-based Longevity เข้ามาแทนที่ นั่นคือการเปลี่ยนเป้าหมายจากการชดเชยค่ารักษาหลังเกิดเหตุ ไปเป็นการยืดช่วงอายุที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกปีที่คนคนหนึ่งยังไม่ป่วยคือปีที่ระบบไม่ต้องจ่าย

บริษัทประกันกลายเป็นผู้เล่นที่อยากให้ลูกค้าไม่ป่วยที่สุด

ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ทำให้แรงจูงใจของบริษัทประกันพลิกด้าน จากเดิมที่ธุรกิจอยู่รอดด้วยการคัดกรองความเสี่ยงออกไปให้มากที่สุด มาเป็นการลงทุนเพื่อให้ผู้เอาประกันมีสุขภาพดีขึ้นจริง เพราะผลลัพธ์ปลายทางคือค่าสินไหมที่ลดลง

กรณีที่ชัดที่สุดในไทยคือสิ่งที่ทีม Fuchsia ของเมืองไทยประกันชีวิตทำมาก่อนหน้านี้ ทีมนี้เปิดตัวประกันสุขภาพที่ใช้การกำหนดเบี้ยแบบยืดหยุ่นตามพฤติกรรม (Dynamic Pricing) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นรายแรกของเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่อุตสาหกรรมประกันเคยปฏิเสธมาโดยตลอด รวมถึงประกันสุขภาพที่คุ้มครองการรักษาผ่านการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เป็นรายแรก และก่อนหน้านั้นยังมีบริการตรวจรหัสพันธุกรรมเพื่อวางแผนโภชนาการอย่าง myTHAIDNA ที่ทำร่วมกับ Prenetics

เหตุผลเบื้องหลังการรับความเสี่ยงที่คนอื่นไม่รับ คุณ Nadia เคยอธิบายหลักคิดของทีมไว้ในการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า 'We believe in repeatable models' หรือการวางฐานให้แน่นก่อน แล้วค่อยขยายรูปแบบเดิมไปยังตลาดอื่น ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นการลงทุนข้ามประเทศของ Fuchsia ทั้งในเวียดนามและสิงคโปร์ ส่วนอุปสรรคที่ทำให้แนวคิดป้องกันก่อนป่วยไปไม่ถึงผู้บริโภค คุณ Nadia เคยให้ความเห็นไว้ว่า 'Insurers use insurance language and not consumer language' หมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีไม่พอ แต่อยู่ที่อุตสาหกรรมสื่อสารด้วยภาษาที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ

ข้อมูลสุขภาพคือเชื้อเพลิง และเป็นจุดที่คนกังวลมากที่สุด

หัวใจของการเปลี่ยนไปสู่การป้องกันคือข้อมูล ทั้งข้อมูลพฤติกรรม ข้อมูลการตรวจสุขภาพ ไปจนถึงข้อมูลรหัสพันธุกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามว่าจะถูกนำไปใช้ปฏิเสธความคุ้มครองหรือขึ้นเบี้ยหรือไม่

ในเวที Techsauce Healthspan Festival 2026 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คุณนาเดียได้ตอบประเด็นนี้ไว้ว่าแนวทางของอุตสาหกรรมคือการนำข้อมูลมาใช้บริหารความเสี่ยงควบคู่กับการดูแลเชิงป้องกัน แทนที่จะจบอยู่แค่การจ่ายค่าสินไหม บนเวทีเดียวกันยังมีการยกกรณีชุมชนอายุยืนทั่วโลกหรือ Blue Zones ขึ้นมาอธิบายว่าคนในพื้นที่เหล่านั้นมีร่างกายที่ทำงานได้ดีจนถึงบั้นปลายเพราะวิถีชีวิต ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีราคาแพง ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ท้าทายภาพจำของธุรกิจอายุยืนที่มักผูกกับคลินิกระดับพรีเมียม

ประเด็นเรื่องข้อมูลยังเป็นเรื่องที่คุณ Nadia พูดถึงมาตั้งแต่ปี 2018 บนเวที Techsauce โดยชี้ว่าคนไทยเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้น้อยและอ่านไม่เข้าใจ จนต้องไปหาข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ทางออกจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข บริษัทประกัน และแพลตฟอร์มสุขภาพ เพื่อคืนความเป็นเจ้าของข้อมูลกลับไปให้ประชาชน

สิงคโปร์ตอบโจทย์เดียวกันด้วยกระเป๋าเงินคนละใบ

สิ่งที่ทำให้เซสชันนี้น่าติดตามคือการวางไทยเทียบกับสิงคโปร์ เพราะทั้งสองประเทศเจอโจทย์สังคมสูงวัยเหมือนกัน แต่เลือกวิธีหาเงินมาจ่ายค่าการป้องกันคนละแบบ

ฝั่งสิงคโปร์ใช้โครงสร้างรัฐเป็นแกน กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ประกาศขยายสิทธิประโยชน์ต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มเพดานการเบิกบัญชีออมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (MediSave) สำหรับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือภาพผู้ป่วยนอกจาก 300 เป็น 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปีตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 และการขยายการอุดหนุนค่าตรวจพันธุกรรมกลุ่มมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูงสุด 70% ในเดือนธันวาคม 2026 ควบคู่กับโครงการ Healthier SG ที่ให้ประชาชนจับคู่กับแพทย์ประจำครอบครัวเพื่อวางแผนสุขภาพรายบุคคล พร้อมอุดหนุนค่ายาโรคเรื้อรังสูงสุด 87.5%

ฝั่งไทยเดินคนละเส้นทาง โดยผลักน้ำหนักไปที่ประกันเอกชนและเศรษฐกิจสุขภาพเป็นหลัก ตลาดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใหญ่เป็นอันดับ 24 ของโลก และเติบโต 10.1% ขณะที่ภาครัฐกำลังผลักดันยุทธศาสตร์สุขภาพ 5 ปีระหว่างปี 2028 ถึง 2032 ที่บรรจุเศรษฐกิจอายุยืนไว้เป็นเสาหลัก ความต่างนี้เองที่ทำให้คำถามว่าโมเดลไหนขยายผลได้จริงในภูมิภาคกลายเป็นแก่นของเซสชัน

โจทย์ที่รอคำตอบบนเวทีเดือนสิงหาคมนี้

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 13.99 ล้านคน คิดเป็น 21.58% ของประชากรทั้งประเทศ ตามข้อมูลถึงเดือนกันยายน 2025 ซึ่งแปลว่าฐานผู้ใช้บริการทางการแพทย์กำลังขยายตัวในจังหวะเดียวกับที่ต้นทุนการรักษาวิ่งขึ้น คำถามที่เซสชัน What Creates Value-based Longevity? ตั้งไว้จึงไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญา แต่เป็นคำถามว่าใครจะเป็นคนออกเงินให้คนกลุ่มนี้ยังแข็งแรงต่อไปได้ ระหว่างรัฐ นายจ้าง บริษัทประกัน หรือตัวประชาชนเอง

เซสชันนี้จัดขึ้นในงาน Techsauce Global Summit 2026 ภายใต้ธีม The Race to The Next ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บรรยายกว่า 300 คนและกว่า 130 เซสชันตลอดสามวัน สำหรับคนที่ติดตามธุรกิจประกันและสุขภาพ ตัวเลข 89% ที่เปิดเรื่องมาคือเหตุผลที่ทำให้เซสชันนี้ควรอยู่ในตาราง เพราะมันคือจุดที่การมีสุขภาพดีเลิกเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจส่วนบุคคล แล้วกลายเป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของทั้งระบบ

ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4geyOuH

ที่มา: Nation Thailand (รายงานของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ), Nation Thailand (ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอายุยืน), Mercer Marsh Benefits, สมาคมประกันชีวิตไทย, InfoQuest, กรมกิจการผู้สูงอายุ, The Digital Insurer, Asia InsurTech Podcast, ITC Asia, Brand Inside, Global Wellness Institute, Ministry of Health Singapore, Techsauce Global Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จักศิลปะของ ‘การไม่ทำอะไร’ ทำไมคนทำงานควรพักจากงานบ้าง ก่อนจะหมดไฟ

ชาวอิตาลีมีคำว่า il dolce far niente หมายถึงความสุขจากการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนั่งเฉย ๆ จนงานไม่เสร็จ แต่คือการปล่อยให้ตัวเองมีช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้สมองได้พ...

Responsive image

14 หนังสือที่ J.P. Morgan แนะนำให้อ่านในปี 2026 ตั้งแต่เบื้องหลังไอเดียเปลี่ยนโลก AI ไปจนถึงศิลปะ มรดกโลก และ สุขภาพสมอง

J.P. Morgan เปิด Summer Reading List 2026 คัด 14 เล่มจากหลายร้อยเล่มที่ที่ปรึกษาลูกค้าทั่วโลกเสนอชื่อ ครอบคลุมภาวะผู้นำ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ศักยภาพมนุษย์ สุขภาพสมอง ศิลปะ และมรดกโลก...

Responsive image

ทำไมคนรุ่นใหม่ IQ ลดลง? สรุปผลวิจัยปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับที่คนทำคอนเทนต์ต้องรู้

ทำความเข้าใจ "ปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ" (Reverse Flynn Effect) สาเหตุที่คะแนน IQ และข้อสอบมาตรฐานทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมวิเคราะห์ทักษะสมองที่กำลังเปลี่ยนไป...