
ทุกวันนี้เราพยายามทำทุกอย่างให้ได้มากที่สุดในเวลาที่มี แต่ยิ่งพยายามยัดอะไรลงไปในแต่ละวันมากขึ้น หลายคนกลับยิ่งเหนื่อย คิดงานไม่ออก และรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม
พองานกองขึ้นมา เรามักคิดว่าต้องเร่ง ต้องรีบทำให้เสร็จ แต่จริง ๆ แล้วบางครั้งสิ่งที่ช่วยได้อาจเป็นการ ‘ปล่อยตัวเองให้ว่าง’ ชาวอิตาลีมีคำว่า il dolce far niente หมายถึงความสุขจากการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนั่งเฉย ๆ จนงานไม่เสร็จ แต่คือการปล่อยให้ตัวเองมีช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้สมองได้พัก และมีเวลาจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ในหัว
ลองนึกภาพรถที่เหยียบแต่คันเร่งแต่ไม่เคยแตะเบรกดู ต่อให้เครื่องแรงแค่ไหน สุดท้ายก็พังอยู่ดี ชีวิตการทำงานก็เหมือนกัน ในหนึ่งวันวนลูปอยู่กับการประชุม ตอบแชต เคลียร์อีเมล แก้ปัญหา จบเรื่องนึงก็ต้องไปทำอีกเรื่องทันที แทบไม่มีจังหวะให้หยุดพักหายใจ ที่ตลกร้ายคือบางทีพอจะพักกลับแอบรู้สึกผิดเพราะมองไปทางไหนก็มีงานรออยู่ พอเป็นแบบนี้นาน ๆ สมองก็จะเริ่มประท้วงเกิดอาการล้า เครียดง่าย หัวตื้อ ทำอะไรก็พลาดบ่อยขึ้น และสุดท้ายร่างกายก็อาจจะชัตดาวน์ หมดไฟจนไม่อยากลุกมาทำอะไร
เวลาที่เรานั่งเหม่อ เดินเล่น อาบน้ำ หรือแค่มองออกไปนอกหน้าต่าง เราอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วสมองเราไม่ได้หยุดทำงานเลย
ในสมองของเรามีระบบที่เรียกว่า Default Mode Network ซึ่งจะแอบเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อเราเลิกจดจ่อกับงานตรงหน้า หรือพูดง่าย ๆ คือตอนที่เราปล่อยให้ตัวเอง 'หัวว่าง' สมองจะเอาข้อมูลสารพัดอย่างที่เราเจอมาทั้งวันไปจัดระเบียบใหม่ จับเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันมาเชื่อมต่อกัน หรือค่อย ๆ หาทางออกให้กับปัญหาบางอย่าง เลยไม่แปลกว่าทำไมเราถึงมักจะปิ๊งไอเดีย หรือคิดงานออกตอนกำลังอาบน้ำ เดินเล่น หรือตอนขับรถ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เค้นสมองตั้งนานก็คิดไม่ออก กลายเป็นว่ายิ่งพยายามเค้นก็ยิ่งตัน แต่พอเลิกคิดแล้วปล่อยเบลอสักพัก คำตอบกลับมาเอง
นอกจากนี้ในหนึ่งวันนอกจากเรื่องงานในหัวเรายังมีเรื่องให้คิดยิบย่อยเต็มไปหมด ไหนจะเผลอไปนึกถึงเรื่องที่ทำพลาดไป กังวลว่าพรุ่งนี้จะต้องเจออะไรบ้าง งานจะเสร็จทันไหม หรือบางทีก็แอบซ้อมบทล่วงหน้าในหัวทั้งที่ยังไม่ได้คุยกับใครด้วยซ้ำ กลายเป็นว่าสมองเราวิ่งทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่ไม่ได้อยู่หน้าคอมก็ตาม
พอเป็นแบบนี้บางทีทางออกอาจจะไม่ใช่การพยายาม ‘คิด’ หาคำตอบเพิ่ม แต่คือการ ‘หยุด’ แล้วหันกลับมาสำรวจตัวเองสักหน่อยลองนั่งเงียบ ๆ สักสองสามนาที ไม่ต้องพยายามทำให้ความคิดหายไป ไม่ต้องพยายามบังคับตัวเองให้คิดบวก และไม่ต้องรีบหาทางแก้ปัญหา แค่รับรู้ก็พอว่าตอนนี้เรากำลังเครียด กังวล หรือแค่กำลังเหนื่อย พอเราไม่ต้องรีบกระโดดไปจัดการกับทุกเรื่องที่วิ่งเข้ามาในหัว เราก็จะมีจังหวะให้ใจเย็นลง และมองเรื่องเดิมในมุมที่เปลี่ยนไป ปัญหามันอาจจะยังกองอยู่ที่เดิมแหละ แต่เราอาจจะรับมือกับมันได้ดีขึ้น
ตอนที่เรายุ่งหัวหมุน สมองจะโฟกัสแค่ว่างานต่อไปคืออะไร ต้องรีบตอบใคร หรืออะไรด่วนสุด แต่พอเราเว้นจังหวะให้ตัวเองได้ว่างบ้าง ข้อมูลต่าง ๆ ในหัวมันจะเริ่มปะติดปะต่อกันเอง จนกลายเป็นไอเดียใหม่ ๆ หรือเจอทางแก้ปัญหาที่ตอนแรกเรานึกไม่ถึง
เวลาสมองล้าเรามักจะอยากรีบเคาะให้มันจบ ๆ ไป แต่การดึงตัวเองออกมาพักสั้น ๆ จะช่วยให้เราถอยออกจากสถานการณ์ตรงหน้า พอหัวโล่งขึ้นแล้วค่อยกลับมามองใหม่ บางทีแค่นี้ก็อาจทำให้เราเห็นจุดบอดที่ตอนแรกมองข้ามไปได้แล้ว
ในหนึ่งวันเราต้องทำหลายอย่างมาก ทั้งอ่าน จำ ตอบแชต ประชุม แถมต้องสลับเรื่องไปมาตลอดเวลา สมองมันก็เหนื่อยเป็นเหมือนกัน การมีช่วงพักเบรก ไม่รับข้อมูลอะไรใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มจะช่วยให้เรากลับมาโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น
เวลางานรุมหนัก ๆ เราอาจจะเผลอเหวี่ยงใส่คนอื่นหรือรีบพิมพ์ตอบไปด้วยความเครียด ถ้าเราได้หยุดเบรกสักนิด เราจะเริ่มสังเกตตัวเองได้ว่าตอนนี้เรากำลังหงุดหงิด กังวล หรือจริง ๆ แล้วแค่เหนื่อย พอเรารู้ทันอารมณ์ตัวเอง เราก็จะคุมสติและเลือกวิธีโต้ตอบได้ดีขึ้น
เราไม่ควรตั้งหน้าตั้งตารอพักตอนที่ ‘งานเสร็จหมดแล้ว’ เพราะเอาจริง ๆ งานมันไม่มีวันหมด ถ้าฝืนทำไปเรื่อย ๆ ความเหนื่อยมันก็สะสมพอกพูนขึ้นทุกวัน การรู้จักแวะพักระหว่างทางนี่แหละที่จะช่วยเซฟเราไม่ให้ไปถึงจุดที่ร่างกายและจิตใจหมดแรงไปซะก่อน
อาจจะฟังดูย้อนแย้งนิดนึง แต่การหยุดพักมักจะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะตอนที่สมองเราไม่ล้า เราจะคิดอะไรได้ทะลุปรุโปร่งกว่า ตัดสินใจได้ดีขึ้น และทำงานพลาดน้อยลง
การพักสมองจริง ๆ แล้วไม่ต้องใช้เวลาเยอะเลย ลองเริ่มจากอะไรง่าย ๆ อย่างการกินข้าวโดยไม่แตะมือถือ ไม่เอาเรื่องงานมาคิด ไม่ต้องรีบเดินไปประชุมตลอดเวลา หรือแค่นั่งจิบกาแฟโดยไม่ต้องเปิดเช็กอีเมลไปด้วย
ลองนั่งเงียบ ๆ สักสองสามนาที ปล่อยให้ความคิดมันลอยผ่านไป ไม่ต้องพยายามกระโดดไปจัดการกับทุกเรื่องที่แวบเข้ามาในหัว หรือจะลองฟังเสียงรอบตัวดูสักพักก็ได้ เป้าหมายไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย แค่อยากให้ดึงตัวเองกลับมาโฟกัสกับโมเมนต์ตรงหน้า
อีกทริกที่น่าลองคือการทำ to-be list ควบคู่ไปกับ to-do list ปกติเรามักจะจดแค่ว่าวันนี้ต้องทำอะไรให้เสร็จบ้าง ลองเขียนเพิ่มดูว่า วันนี้เราอยาก ‘เป็นคนแบบไหน’ เช่น วันนี้อยากใจเย็นขึ้น อยากฟังคนอื่นให้มากขึ้น หรืออยากรันงานแบบไม่ลุกลนจนเกินไป เพราะในแต่ละวัน เราไม่ได้มีหน้าที่แค่ปั่นงานให้เสร็จ แต่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ระหว่างทางนั้นด้วย แต่ถ้าคิดว่าหลายข้อไป ลองเริ่มจากเรื่องเดียวง่าย ๆ ก่อนก็ได้ ลองกันเวลาไว้สัก 5 นาทีในแต่ละวัน ไม่ต้องตอบแชต ไม่ต้องแตะมือถือ และไม่ต้องคิดเรื่องงานแค่ลองนั่งเฉย ๆ ดูบ้างก็พอ
ในวันที่ทุกอย่างดูเร่งไปหมด การนั่งเฉย ๆ สักห้านาทีอาจรู้สึกเหมือนกำลังเสียเวลา แต่บางครั้งสิ่งที่เราเสียไปจากการไม่พัก อาจมากกว่านั้น ทั้งการคิดงานไม่ออก ตัดสินใจพลาด หงุดหงิดใส่คนอื่น หรือฝืนทำงานต่อจนหมดแรง การพักจึงไม่ใช่เรื่องตรงข้ามกับการทำงานมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ดีด้วยซ้ำ เพราะบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องพยายามให้มากกว่าเดิม แค่หยุดสักพัก แล้วค่อยกลับไปทำต่อก็ได้
อ้างอิง: forbes
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด