เมื่ออนาคตของ AI แลกมาด้วยภาวะสมองฝ่อ และ การสูญสิ้นความเป็นส่วนตัว? ความย้อนแย้งทางจริยธรรมของ AI บทเรียนสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนบนเวที WEF

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ในเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum 2026 (WEF26) ณ เมืองดาวอส กลับมีวงเสวนาหนึ่งที่เลือกจะฉายภาพด้านมืดและความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่หลังม่านเทคโนโลยี ภายใต้หัวข้อ 'Dilemmas around Ethics in AI' (ความย้อนแย้งทางจริยธรรมของ AI)

การเสวนานี้นำโดย Mat Honan บรรณาธิการบริหารจาก MIT Technology Review ร่วมด้วย 3 ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดที่กล้าท้าทายกระแสหลัก

  • Meredith Whittaker: ประธาน Signal Foundation ผู้ยืนหยัดเรื่องความเป็นส่วนตัวและอดีตผู้ก่อตั้ง AI Now Institute
  • Max Tegmark: ศาสตราจารย์ฟิสิกส์จาก MIT และประธาน Future of Life Institute ผู้ผลักดันเรื่องความปลอดภัยของ AI
  • Rachel Botsman: ผู้เชี่ยวชาญด้านความเชื่อมั่น (Trust) จากมหาวิทยาลัย Oxford และนักเขียนชื่อดัง

วิกฤตศรัทธา เมื่อเรา 'ว่าจ้าง' ให้ AI คิดแทน จนเกิดภาวะสมองฝ่อ

การเสวนาเริ่มต้นด้วยคำถามจากโพลที่ดูเหมือนธรรมดาว่า 'คุณเชื่อมั่นในระบบ AI หรือไม่?' แต่ Rachel Botsman กลับปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยตรง และชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของคำถาม

'ความเชื่อมั่น (Trust) จะไร้ความหมายทันทีหากปราศจากบริบท' Rachel กล่าว 'คุณถามว่าเชื่อมั่นไหม? ฉันต้องถามกลับว่า เชื่อให้มันทำอะไร? การข้ามไปพูดเรื่องความเชื่อมั่นโดยไม่พูดถึงความเสี่ยง คือกับดักที่บริษัทเทคโนโลยีสร้างขึ้น'

สิ่งที่ Rachel กังวลที่สุดไม่ใช่การที่ AI จะลุกขึ้นมาฆ่ามนุษย์แบบในหนัง แต่คือการที่มนุษย์ค่อยๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์ผ่านกระบวนการที่เธอเรียกว่า 'การว่าจ้างให้ผู้อื่นคิดแทน' (Outsourcing Thinking)

เธอกล่าวถึงภาวะ 'Cognitive Atrophy' หรือ 'ภาวะสมองฝ่อทางปัญญา' ที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่นักเรียนและคนทำงานยุคใหม่'เมื่อ AI สามารถให้คำตอบได้ทันที มนุษย์จะสูญเสียทักษะสำคัญที่เรียกว่า 'ความอดทนต่อความยากลำบาก' เราไม่สามารถทนอยู่กับความสงสัย ความไม่รู้ หรือความไม่แน่นอนได้อีกต่อไป เราต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้ ซึ่งนั่นทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งตายลง'

Rachel ยกตัวอย่างงานวิจัยทางสังคมวิทยาในยุค 70 เกี่ยวกับ 'คนอบขนมปัง' เมื่อเครื่องจักรเข้ามาทำงานแทนในขั้นตอนการนวดแป้งและอบขนมปัง ในช่วงแรกคนอบขนมปังมีความสุขที่งานสบายขึ้น แต่ผ่านไปเพียง 6 เดือน คนเหล่านี้ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าคนอบขนมปังอีกต่อไป พวกเขาสูญเสียอัตลักษณ์ และความภาคภูมิใจในวิชาชีพ เพราะความเชื่อมโยงระหว่างมือ และ ผลงานถูกตัดขาด

คำถามสำคัญคือ ในยุค AI ที่เราให้เครื่องจักรเขียนบทความ วาดรูป หรือแม้แต่แต่งเพลงแทนเรา เราจะยังคงเรียกตัวเองว่าศิลปิน นักเขียน ได้เต็มปากหรือไม่?

มาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่า 'ร้านขายแซนด์วิช'

Max Tegmark เปิดประเด็นเรื่องการกำกับดูแลด้วยการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด เขาชี้ให้เห็นถึง 'ความย้อนแย้ง' ที่สังคมมีต่อบริษัท AI เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น

"ถ้าคุณคิดจะเปิดคาเฟ่เล็กๆ สักแห่ง ก่อนที่คุณจะขายแซนด์วิชชิ้นแรกให้ลูกค้าได้ คุณต้องผ่านการตรวจสอบจากสาธารณสุข ถ้าเจ้าหน้าที่เจอหนู 53 ตัววิ่งในครัว คุณไม่มีสิทธิ์ขาย แต่ในอุตสาหกรรม AI คุณสามารถบอกได้ว่า ไม่ต้องห่วง ผมไม่ขายแซนด์วิช ผมแค่ขายแชตบอตแฟนสาว (AI Girlfriend) ให้เด็กอายุ 12 ขวบ หรือ ผมกำลังสร้างซูเปอร์ปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาควบคุมโลกแทนมนุษย์ และรัฐบาลกลับบอกว่า โอเค เชิญเลย ตราบใดที่คุณไม่ขายแซนด์วิช''

Max ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมจริงที่เกิดขึ้น เมื่อเด็กวัยรุ่นตัดสินใจจบชีวิตหลังจากมีความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับแชตบอต AI ซึ่งบริษัทผู้ผลิตไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมความปลอดภัยใดๆ ทั้งสิ้น

เขาเรียกสถานการณ์นี้ว่า 'สวัสดิการอุ้มชูภาคธุรกิจ' (Corporate Welfare) รัฐยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับบริษัทเทคโนโลยี โดยอ้างเรื่องนวัตกรรม ทั้งที่ในอุตสาหกรรมยา รถยนต์ หรือการบิน บริษัทต้องพิสูจน์ความปลอดภัย ก่อน นำสินค้าออกสู่ตลาดไม่ใช่ปล่อยสินค้าออกมาทำร้ายคนแล้วค่อยตามแก้

AI Agents ภัยคุกคามระดับรากฐานต่อความเป็นส่วนตัว

ช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการเสวนาคือเมื่อ Meredith Whittaker ประธานของ Signal ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสนทนาที่มีความปลอดภัยระดับโลก ออกมาเตือนถึงเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะถูกยัดเยียดใส่มือผู้บริโภค นั่นคือ AI Agents ที่ฝังอยู่ในระบบปฏิบัติการ (OS level) ของยักษ์ใหญ่ไอที

Meredith อธิบายกลไกการทำงานที่น่ากลัวของมัน 'คำโฆษณาทางการตลาดคือ คุณจะมีผู้ช่วยอัจฉริยะที่จัดการชีวิตให้คุณ จองตั๋วเครื่องบิน นัดหมายเพื่อน สั่งซื้อของ แต่ในทางเทคนิค สิ่งที่ AI Agent ต้องทำคือ มันต้องได้รับ Root Permission'

เพื่อให้ AI ทำงานแทนคุณได้ มันต้องมองเห็นทุกอย่างที่คุณเห็นบนหน้าจอ มันต้องอ่านข้อมูลดิบจากหน่วยความจำหน้าจอในระดับพิกเซล ซึ่งหมายความว่า ต่อให้คุณใช้แอปที่เข้ารหัสขั้นสูงอย่าง Signal แต่ AI Agent ตัวนี้จะอ่านข้อความของคุณ ก่อน ที่มันจะถูกเข้ารหัสและส่งออกไปเสียอีก

Meredith เปรียบเทียบพฤติกรรมนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับ มัลแวร์ที่ฝังตัวอยู่ในเครื่อง เพื่อดักจับข้อมูลทุกอย่างของผู้ใช้แล้วส่งกลับไปประมวลผลบน Cloud นี่คือการทำลายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการสื่อสารส่วนบุคคลโดยแลกมากับความสะดวกสบายเพียงเล็กน้อย

ความจริงเบื้องหลัง 'พืชเชิงเดี่ยว' และโมเดลธุรกิจที่บิดเบี้ยว

Meredith ยังชี้ให้เห็นอีกว่า สิ่งที่เราเรียกว่า AI ในปัจจุบัน แท้จริงแล้วเป็นเพียง 'พืชเชิงเดี่ยว' (Monoculture) ของเทคโนโลยีแบบ Deep Learning และ Large Language Models (LLMs)

'ทำไม AI ถึงมีหน้าตาแบบนี้? ไม่ใช่เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ทำได้ แต่เพราะมันเป็นวิธีที่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สะสมข้อมูล (Data) และผูกขาดโครงสร้างพื้นฐาน (Compute) มาตั้งแต่ยุค 90'

เธอมองว่า Deep Learning เป็นเทคโนโลยีที่หิวกระหาย มันต้องการข้อมูลมหาศาลและชิปประมวลผลราคาแพง ซึ่งมีเพียงบริษัทไม่กี่แห่งในโลกที่ครอบครองได้ การผลักดันให้โลกเดินไปในทิศทางนี้ จึงเป็นการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และปิดโอกาสของนวัตกรรม AI รูปแบบอื่นๆ ที่อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าและใช้ทรัพยากรน้อยกว่า

นอกจากนี้ เธอยังชี้ถึงปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ของ AI ว่ามีการลงทุน (CapEx) มหาศาล แต่รายได้ (Revenue) ที่กลับมายังไม่คุ้มค่า ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องเร่งล็อบบี้รัฐบาลและสร้างความหวาดกลัวทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ถ้าเราไม่ทำ จีนจะทำ) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกฎหมายควบคุม และบีบให้สังคมต้องยอมรับเทคโนโลยีนี้โดยไม่มีทางเลือก

ความเงียบงันเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดาวอส

Rachel Botsman ตั้งข้อสังเกตที่น่าตกใจเกี่ยวกับงาน WEF ปีนี้ว่าไม่มีเวทีเสวนาแม้แต่เวทีเดียวที่เชื่อมโยงเรื่อง AI กับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งที่เมื่อ 3 ปีก่อน เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เป็นธีมหลักของโลก แต่เมื่อ AI เข้ามาแย่งพื้นที่สื่อ ประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกลับถูกปัดตกไป ทั้งที่เรารู้ดีว่า Data Center สำหรับ AI ใช้น้ำและพลังงานมหาศาล จนทำให้เมืองบางแห่งในสหรัฐฯ ขาดแคลนน้ำ และทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

ความเงียบนี้สะท้อนให้เห็นว่า วาระระดับโลกอาจถูกกำหนดโดยผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงราคาที่ต้องจ่ายของการพัฒนา AI

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสามได้เสนอทางออกที่ไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยี แต่พึ่งพาความเป็นมนุษย์

  1. ระดับปัจเจก: Rachel เสนอกฎ 'First Draft Rule' คือ มนุษย์ต้องเป็นคนร่างความคิดแรกของงานเสมอ ห้ามให้ AI เริ่มต้นงานให้ เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของทางความคิด
  2. ระดับสังคม: Meredith เรียกร้องให้เรามี 'ความกล้าหาญทางจริยธรรม' ที่จะปฏิเสธเทคโนโลยีที่ละเมิดสิทธิ อย่าหลงเชื่อวาทกรรมว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีคือสิ่งที่เราเลือกได้
  3. ระดับนโยบาย: Max ชี้ให้เห็นว่าในสหรัฐฯ เริ่มเกิดกลุ่มพันธมิตรข้ามขั้วการเมือง (จากซ้ายจัดไปขวาจัด) ที่เห็นตรงกันว่าต้องควบคุม AI เพราะประชาชนกว่า 95% ไม่ต้องการอนาคตที่ถูกควบคุมโดยเครื่องจักร

การเสวนานี้จบลงด้วยข้อคิดที่สั่นสะเทือนวงการว่า 'จริยธรรมของ AI' ไม่ใช่แค่การเขียนโค้ดให้ถูกต้อง แต่คือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจในการกำหนดอนาคต ระหว่างผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ กับ ความอยู่รอดและศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์มนุษย์

อ้างอิง: ข้อมูลจากงาน World Economic Forum 2026 เซสชัน Dilemmas around Ethics in AI

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุป 40 ประเด็นจาก Elon Musk ครั้งแรกที่เข้าร่วมงาน Davos มีเรื่องอะไรที่ต้องรู้บ้าง ?

เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อชื่อของ Elon Musk ปรากฏเป็นแขกรับเชิญนาทีสุดท้ายในงาน World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส นับเป็นการเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขา หลังจากหลา...

Responsive image

ศิลปินจะอยู่ตรงไหนในโลกดนตรีที่ AI เขียนและทำเพลงแทน? มุมมองจาก will.i.am และ Harvey Mason ในงาน World Economic Forum 2026

เจาะลึกวิสัยทัศน์ will.i.am และ Harvey Mason Jr. จาก WEF 2026 เมื่อ AI ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ดนตรีชีวภาพ (Bio-Music) และทำไมมนุษย์ต้องรักษา 'ความคาดเดาไม่ได้' เพื่อเอาชนะอัลกอริทึม พร...

Responsive image

คุยกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กางวิสัยทัศน์ ทีมไทยแลนด์ ในโลกการค้าผ่านงาน World Economic Forum 2026

Techsauce มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้เข้าพบปะกับผู้นำระดับโลกในงาน World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ในฐานะ 'ทีมไทยแลนด์'...