มนุษย์ถูกมองเป็น ‘ม้างาน’ ในยุค AI ถอดบทเรียนโลกธุรกิจจากมุมมอง Cory Doctorow

มนุษย์ถูกมองเป็น ‘ม้างาน’ ในยุค AI

ตอนนี้เรามักได้ยินคำเตือนเกี่ยวกับ AI แทบทุกวัน บางคนเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแทนที่คน บางคนมองว่า AI อาจเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติในระยะยาว

แต่สำหรับ Cory Doctorow นักเขียนและนักวิจารณ์เทคโนโลยีชาวแคนาดา เขามองภาพนี้ต่างออกไป เขาไม่ได้เชื่อว่า AI กำลังจะทำให้มนุษย์หมดความสำคัญอย่างที่หลายคนคิด แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือความพยายามขององค์กรและนักลงทุนที่ต้องการใช้ AI ลดบทบาทของมนุษย์ รวมถึงฟองสบู่มูลค่ามหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบเทคโนโลยีนี้

เมื่อมนุษย์กลายเป็นผู้ช่วยของ AI แทน

ในหนังสือ The Reverse Centaur’s Guide to Life After AI Doctorow เสนอแนวคิดว่า ‘Reverse Centaur’ หรือเซนทอร์กลับด้านเพื่ออธิบายโลกการทำงานรูปแบบใหม่ที่มนุษย์ไม่ได้ใช้เครื่องจักรเป็นผู้ช่วย แต่กลับต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับเครื่องจักรแทน

แนวคิด ‘เซนทอร์กลับด้าน’ คือสถานการณ์ที่ถูกพลิกกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่เราจะได้ใช้งาน AI แต่ AI กลับกลายมาเป็น ‘เจ้านาย’ ที่คอยสั่งการ กำหนดเป้าหมายและจับเวลาการทำงานของเรายิบย่อย ส่วนมนุษย์กลับถูกลดขั้นให้กลายเป็นเพียงม้างานหรือแขนขาที่มีชีวิตที่ต้องคอยทำงานงกๆ ตามระบบที่ AI วางไว้ 

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตจริงคือบรรดาพนักงานคลังสินค้า ไรเดอร์ส่งอาหารหรือคนทำงานคัดกรองข้อมูลให้เอไออาจไม่ได้มีเจ้านายเป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่ถูกควบคุมด้วยระบบอัลกอริทึมที่บังคับเป๊ะๆ ว่าต้องทำรอบให้ทันเวลา หากม้าวิ่งช้าทำไม่ทันก็อาจถูกลงโทษหักคะแนนหรือลดค่าแรง แนวคิดนี้จึงเป็นการเสียดสีและเตือนสติว่าเทคโนโลยีที่นายทุนโฆษณาว่าจะมาเป็นเครื่องทุ่นแรงให้เราขี่อย่างสบายๆ ท้ายที่สุดแล้วอาจพลิกกลับมาเปลี่ยนคนทำงานทั่วไปให้กลายเป็นม้างานที่ถูกเครื่องจักรอย่างเอไอควบคุมและสูบพลังชีวิตไปแทน

Cory Doctorow ยังมองไปถึงอาชีพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทนายที่ต้องคอยตรวจสอบคำตอบของ AI นักดนตรีที่ต้องแข่งขันกับเพลงที่สร้างขึ้นโดยระบบอัตโนมัติ หรือแรงงานอีกหลายกลุ่มที่อาจถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงผู้คอยตรวจงานของ เอไอ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความกังวลที่แพร่หลายในปัจจุบันว่า AI อาจไม่ได้แค่เข้ามาช่วยทำงาน แต่กำลังค่อย ๆ ลดบทบาทของมนุษย์ในหลายอาชีพลง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่หลายคนมองว่ากำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน 

AI กำลังจะกลายเป็นพระเจ้า ?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้นำในวงการ AI จำนวนไม่น้อยมักพูดถึงอนาคตของเทคโนโลยีนี้ในระดับที่เกือบจะเป็นเรื่องเหนือมนุษย์ Elon Musk เคยเรียก AI ว่าเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่ออารยธรรมมนุษย์ ขณะที่ Sam Altman เคยบอกว่า AI อาจนำไปสู่จุดจบของโลก ส่วน Dario Amodei เคยคาดการณ์ว่า AI อาจมองมนุษย์ในแบบเดียวกับที่มนุษย์มองสัตว์ คืคือเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่ท้ายที่สุดก็เป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

Cory Doctorow มองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นการพูดเกินจริง เขาตั้งข้อสังเกตว่าคนในวงการ AI หลายคนกำลังพูดราวกับว่าพวกเขาใกล้จะสร้างพระเจ้าขึ้นมาได้ทั้งที่ในความเป็นจริง AI เป็นเพียงระบบที่ถูกออกแบบมาให้คาดเดาคำตอบจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้มา ไม่ได้มีความคิด ความเข้าใจ หรือจิตสำนึกในแบบที่มนุษย์มี 

ภัยคุกคามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ AI แต่เป็นฟองสบู่ AI

แม้เขาจะไม่เชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีนี้ไร้ความเสี่ยง

สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือเม็ดเงินมหาศาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI อย่างต่อเนื่อง เขาระบุว่าในช่วงที่เขาเขียนหนังสือเมื่อปีที่แล้ว ฟองสบู่ AI มีมูลค่าราว 700,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้บริษัเทคโนโลยี 9 แห่งในสหรัฐฯ ยังมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นประมาณ 35% ของมูลค่าตลาดของทั้งประเทศ 

นอกจากนี้เขายังอ้างถึงกฎของ Stein ที่ระบุว่าอะไรที่มันไปต่อไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะหยุดไปเอง ขณะที่แนวคิดของ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษก็ชี้ว่าตลาดอาจผันผวนแบบไร้เหตุผลได้นานกว่าที่นักลงทุนเองจะรับมือไหว ด้วยเหตุนี้แม้จะไม่มีใครตอบได้ว่าฟองสบู่ AI จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดมันย่อมแตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

ทำไมนายทุนถึงหลงใหล AI

อีกหนึ่งคำถามที่เขาพยายามหาคำตอบคือทำไมนักลงทุนจึงยังคงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ AI ?

คำตอบก็คือ AI กำลังเข้ามาสานฝันดั้งเดิมของคนทำธุรกิจ คือการเปลี่ยนจากแรงงานคนมาใช้เครื่องจักรแทน เขามองว่านายจ้างส่วนใหญ่ไม่ชอบการที่ธุรกิจต้องพึ่งพาพนักงาน เพราะลึก ๆ แล้วพวกเขารู้ดีว่าหากผู้บริหารไม่มาทำงาน ระบบส่วนใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่หากพนักงานหยุดทำงาน ทุกอย่างอาจหยุดชะงักทันที เพราะฉะนั้น AI จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้บริหารควบคุมกระบวนการการผลิตได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์มากเหมือนในอดีต

วงจรความกลัวและกระแสเห่อ AI

เมื่อแนวคิดเรื่อง AI ที่บอกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ถูกพูดซ้ำอย่างต่อเนื่อง ความกังวลจึงเริ่มแพร่กระจายไปในวงกว้าง

Cory Doctorow อ้างถึงแนวคิดของนักวิชาการจาก Virginia Tech ที่เรียกว่า Criti-Hype ซึ่งหมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ที่ยิ่งช่วยเพิ่มกระแสความตื่นตระหนกให้รุนแรงขึ้น ซึ่งยิ่งมีคนออกมาเตือนว่า AI จะทำลายตลาดแรงงานมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ผู้คนเชื่อว่า AI มีอำนาจและความสามารถมากขึ้นเท่านั้น

นักลงทุนยังคงเชื่อมั่น แม้โครงการ AI จะล้มเหลว

เขาได้ยกตัวอย่างร้านค้าอัตโนมัติ ของ Amazon ที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่ภายหลังกลับพบว่ามีพนักงานจำนวนมากคอยเฝ้าดูภาพจากกล้องวงจรปิด แม้กรณีดังกล่าวจะสะท้อนว่าระบบอัตโนมัติยังห่างไกลจากความสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อของนักลงทุนลดลง

นอกจากนี้เขายังมองปัญหาการใช้ AI ในทางที่ผิดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ แต่เขาเชื่อว่า สิ่งเดียวที่จะกระทบยักษ์ใหญ่ด้าน AI ได้จริงๆ คือการที่นักลงทุนเริ่มสงสัยว่าธุรกิจ AI มันหาเงินได้จริงไหม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หล่อเลี้ยงกระแส AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือเงินทุนที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังของธุรกิจ AI

เขาสังเกตว่า มหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้ามักจะใช้ชีวิตอยู่บนหอคอยจนมองไม่เห็นว่าการตัดสินใจของตัวเองไปสร้างผลกระทบหรือความเดือดร้อนให้ใครบ้าง การจะกอบโกยเงินระดับพันล้านได้มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปกระทบกับชีวิตผู้คนมากมายและเมื่อทำแบบนี้บ่อย ๆ จนชิน ท้ายที่สุดพวกเขาจะเริ่มมองคนอื่นเป็นแค่เครื่องมือหาเงินหรือทรัพยากรชิ้นหนึ่งมากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก

หากฟองสบู่แตก คนทั่วไปอาจเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุด

ในตอนท้าย Cory Doctorow เตือนว่าหากฟองสบู่ AI แตกขึ้นมาจริง ๆ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ ยิ่ง AI มีสัดส่วนมากขึ้นในตลาดทุน ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็อาจขยายวงกว้างมากขึ้นตามไปด้วย

เขาชี้ว่าในช่วงหลาย 10 ที่ผ่านมาทุกครั้งที่ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตกมักตามมาด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและผลกระทบที่ตกอยู่กับประชาชนทั่วไปมากกว่ากลุ่มนักลงทุน ซึ่งสำหรับเขาแล้วความเสี่ยงที่ควรกังวลคือผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากความเชื่อว่า AI จะสามารถทำทุกอย่างแทนมนุษย์ได้ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันอาจไม่เคยมีศักยภาพเช่นนั้นเลย

อ้างอิง: theguardian

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Ray Dalio ชี้จีนกำลังเล่นโกะบนกระดานโลก บีบอเมริกาถอยร่นโดยไม่ต้องใช้อาวุธสักชิ้น

เจาะลึกบทวิเคราะห์จาก Ray Dalio หลังเยือนปักกิ่ง ชี้จีนกำลังฟื้นระบบบรรณาการยุคใหม่ ใช้ยุทธศาสตร์หมากล้อมและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์เขย่าระเบียบโลกเดิม...

Responsive image

ทำไมเป็น CEO ยุคนี้ถึงยากกว่าเดิมมากในยุค สหรัฐฯ - จีน ชนกัน สรุปจากงาน Summer Davos

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปพบสีจิ้นผิงจนได้ภาพการพักรบทางการค้าที่ทั้งโลกจับตา เวที Summer Davos ปีนี้ก็หยิบคำถามที่ค้างอยู่ในใจทุกคนมาคุยกันบนโต๊ะอีกครั้ง ผ่านเซสชันที่ชื่อว่า...

Responsive image

ความรู้ท่วมโลก แต่ทำไมคนเรียนรู้ได้น้อยลง ทำไมการศึกษายุค AI ถึงไม่เต็มไปด้วยคนที่เก่งขึ้นกว่าเดิมมากสักที สรุปจากงาน Summer Davos 2026

ไม่เคยมียุคไหนที่ความรู้เข้าถึงง่ายเท่าวันนี้ เลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกถูกอัปขึ้นออนไลน์ให้ดูฟรี อินเทอร์เน็ตและแบนด์วิดท์เดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุด และล่าสุดยังมี AI คอยเ...