ทำไมเป็น CEO ยุคนี้ถึงยากกว่าเดิมมากในยุค สหรัฐฯ - จีน ชนกัน สรุปจากงาน Summer Davos

ภาพจาก World Economic Forum

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปพบสีจิ้นผิงจนได้ภาพการพักรบทางการค้าที่ทั้งโลกจับตา เวที Summer Davos ปีนี้ก็หยิบคำถามที่ค้างอยู่ในใจทุกคนมาคุยกันบนโต๊ะอีกครั้ง ผ่านเซสชันที่ชื่อว่า 'US and China From Here to Where ?' 

เซสชันนี้รายล้อมไปด้วย โจทย์ของหัวข้อนี้สั้น ๆ แต่ตอบไม่ง่ายนั่นคือ ความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ จากตรงนี้จะไปทางไหนต่อ ?

แต่ท่ามกลางการถกเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก มีประโยคหนึ่งจากผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจรายใหญ่ในจีนที่อยู่ในห้องนี้ เขาสรุปผลกระทบจากสถานการณ์ระหว่าง USA vs China ว่า

เป็น CEO ยุคนี้ยากกว่าเดิมมาก

โลกที่เคยง่ายของ CEO คนหนึ่ง

เขาเล่าเรื่องลูกค้าคนหนึ่ง เจ้าของโรงงานผลิตทางตอนใต้ของจีน ที่ชีวิตการทำงานแสนเรียบง่าย หน้าที่เดียวที่ผู้บริหารคนนี้ต้องทำคือ ทำให้โรงงานผลิตสินค้าที่ดีที่สุด ในราคาที่ดีที่สุด ด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุด แล้วโลกก็จะยินดีรับสินค้านั้นไปเอง เท่านั้นจบ

แต่วันนี้เรื่องไม่ง่ายแบบนั้นอีกต่อไป

วิธีที่ผมต้องคิดเรื่องโลก ไม่ใช่แค่การทำสินค้าที่ดีที่สุดในโรงงานด้วยราคาที่ดีที่สุดอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องอื่น ๆ อีกมากที่ไม่เคยอยู่ในสมการมาก่อน

เขาต้องอ่านข่าวการเมืองโลก ต้องดูว่าเส้นทางการค้ากำลังเปลี่ยนไปทางไหน ต้องคำนวณว่ากำแพงภาษีจะกระทบตรงไหน ต้องคิดว่าจะกระจายการผลิตและการขายอย่างไรให้รอด สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นงานของคนทำโรงงานมาก่อน แต่วันนี้มันคือเรื่องเป็นเรื่องตายของธุรกิจ

คำถามคือ อะไรทำให้งานของ CEO เปลี่ยนไปขนาดนี้ ? คำตอบอยู่ที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่กลายเป็นเหมือนระบบอากาศที่ธุรกิจทุกตัวต้องสูดเข้าไป

อากาศที่ธุรกิจทุกตัวขาดไม่ได้ แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม

นักวิชาการฝั่งสหรัฐฯ อธิบายว่าโครงสร้างความสัมพันธ์สหรัฐฯ จีน ถูกครอบด้วยสิ่งที่เรียกว่า กับดักธูซิดิดีส (Thucydides's Trap) คือเมื่อมหาอำนาจหน้าใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมาท้าทายจะแทนที่มหาอำนาจเดิม 

โครงสร้างแบบนี้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์เล็ก ๆ ลุกลามเป็นความขัดแย้งใหญ่ได้ เขาประเมินว่าราว 75% ของความสัมพันธ์นี้ เป็นสิ่งที่ผู้นำกำหนดและควบคุมเองไม่ได้ ด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างรวมถึงปัจจัยภายนอก เหลืออีก 25% ที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์

แต่อีกด้านหนึ่ง สองประเทศกลับพึ่งพากันลึกเกินกว่าจะตัดขาดได้ ทั้งคู่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ มีเศรษฐกิจ การเงิน และห่วงโซ่อุปทานที่ผูกพันกันแน่นหนา หากปล่อยให้ระบบพังลง ย่อมเจ็บกันทั้งคู่

สำหรับธุรกิจ ความขัดแย้งสองด้านนี้แปลว่าพวกเขาทำงานอยู่บนพื้นที่ไม่เคยนิ่ง ผู้บริหารที่ปรึกษาในจีนสรุปบรรยากาศหลังซัมมิตด้วยประโยคที่ทำให้เราเห็นภาพว่า

ซัมมิตครั้งนี้ทำให้อากาศดีขึ้น แต่ภูมิอากาศยังคงเป็นแบบเดิม

ความหมายคือ บรรยากาศเฉพาะหน้าผ่อนคลายลง การสื่อสารดีขึ้น แต่เงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่กดทับความสัมพันธ์ไม่ได้หายไปไหน เขาเชื่อว่าจากนี้จะเป็นแบบ 'หนึ่งก้าวหน้า ครึ่งก้าวถอย' ไปอีกพักใหญ่ ที่ปรึกษาภาคธุรกิจอีกคนเสริมว่า สิ่งที่ธุรกิจต้องการมากที่สุดคือสัญญาณของเสถียรภาพ และอย่างน้อยซัมมิตก็ให้สิ่งนั้น เพราะ "ถ้ายังคุยกันอยู่ ก็แปลว่ายังไม่ได้สู้กัน"

เลิกคบจีนก็ยาก ลาจากเมกาก็ไม่ได้

ถ้าโลกตึงเครียดขนาดนี้ ทำไม CEO ถึงไม่ถอนตัวออกจากจีนไปเลย คำตอบคือมันทำไม่ได้ง่าย ๆ

ประเด็นที่ภาคธุรกิจอยากย้ำคือ คำว่า decoupling หรือการตัดขาดห่วงโซ่อุปทานของสองประเทศออกจากกัน เป็นวิธีคิดที่ง่ายเกินไปสำหรับโลกธุรกิจวันนี้ ใครที่อยู่ในวงการต่างเข้าใจดีว่าห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยีของสองประเทศผูกกันลึกแค่ไหน 

ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ดีไปกว่า Tim Cook หรือ Jensen Huang ว่าจีนให้อะไรกับโลกธุรกิจได้บ้าง เพราะ iPhone ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ไม่อาจเป็นแบบนี้ได้เลย หากขาดห่วงโซ่อุปทานของจีน

ขณะเดียวกัน บทเรียนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชี้ว่าโลกไม่ได้กำลังหยุดค้าขายกัน การค้าโลกยังเติบโต เพียงแต่เส้นทางกำลังถูกจัดวางใหม่ การค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนลดลงก็จริง แต่เส้นทางการค้ากับภูมิภาคอื่นอย่างละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับคึกคักขึ้น จีนมีเส้นทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา

นี่คือเหตุผลที่ทำให้งานของ CEO ซับซ้อนขึ้นอีกชั้น เขาตัดจีนทิ้งไม่ได้ แต่ก็พึ่งจีนทางเดียวแบบเดิมไม่ได้เช่นกัน ทุกวันจึงต้องคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยง การหาทางเลือกสำรอง และการมองหาเส้นทางการค้าใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน

ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวให้เดินตาม

อีกเหตุผลที่ทำให้งานนี้ยากคือ ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

ที่ปรึกษาภาคธุรกิจย้ำว่า เราไม่ควรมองภาคธุรกิจเป็นก้อนเดียวกันทั้งหมด เพราะแต่ละอุตสาหกรรมเจอโจทย์ไม่เหมือนกัน บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคอาจกังวลเรื่องราคาและกำแพงภาษีเป็นหลัก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีต้องรับมือกับกฎระเบียบ การควบคุมการส่งออก และการแข่งขันด้านนวัตกรรม

เธอเล่าผ่านกรอบความคิดที่ว่า ความตื่นเต้นต่อตลาดจีนของบริษัทต่างชาติเดินทางผ่านมาหลายยุค เริ่มจากยุคที่ซีอีโอตื่นเต้นกับขนาดตลาด มองว่า "ดูขนาดตลาดนี่สิ" ต่อด้วยยุคที่ฝ่ายขายเร่งทำยอดกันเต็มที่ แล้วส่งไม้ต่อให้ฝ่ายการเงินที่ต้องกลับมาคิดเรื่องความคุ้มค่าของเงินที่ทุ่มลงไป 

มาจนถึงวันนี้ที่ฝ่ายกฎระเบียบกลายเป็นคนสำคัญ ในการชี้ว่าบริษัทจะยังเดินต่อในตลาดนี้ได้หรือไม่

แล้วยุคต่อไปคืออะไร คำตอบคือยังไม่มีใครรู้ และนั่นเองคือหัวใจของความยาก ทุกบริษัทต้องออกแบบยุทธศาสตร์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ ภายใต้โลกที่ทั้งตลาด ห่วงโซ่อุปทาน และกฎการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไปพร้อมกัน ไม่มีแม่แบบสำเร็จรูปให้ลอกอีกต่อไป

เกมเทคโนโลยี และคำถามว่าโลกที่เหลือจะอยู่ตรงไหน

ผู้บริหารที่ปรึกษาในจีนชี้ว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ใครไม่ได้อยู่ในเทคโนโลยีก็แทบพลาดคลื่นการเติบโตครั้งใหญ่ไปแล้ว และในอีก 10 ปีข้างหน้าเรื่องนี้จะยิ่งชัดกว่าเดิม เพราะศูนย์กลางนวัตกรรมสำคัญของโลกอยู่ที่สหรัฐฯ และจีน

ที่น่าสนใจคือ การแข่งขันระหว่างสองประเทศอาจสร้างการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดให้เศรษฐกิจของทั้งคู่ในรอบ 10 ปีข้างหน้า เวลานี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุด ส่วนบริษัทจีนก็กำลังออกไปบุกตลาดโลกและระดมทุนได้มากกว่าที่เคยเป็นมา 

สหรัฐฯ มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก จีนมีบริษัทอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

แต่คำถามที่เขาทิ้งไว้คือ ถ้าสองมหาอำนาจวิ่งเร็วขึ้นพร้อมกัน แล้วยุโรป ละตินอเมริกา แอฟริกา หรือประเทศอื่น ๆ จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่ มีผู้ร่วมเสวนาเสริมประเด็นนี้ว่า ไม่มีธุรกิจไหนประสบความสำเร็จได้จริงในโลกที่ล้มเหลว

โจทย์ระหว่างสหรัฐฯ จีน จึงไม่ใช่แค่การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเป็นคำถามว่าสองมหาอำนาจมีความรับผิดชอบต่อโลกที่เหลือแค่ไหน และสำหรับ CEO ของบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในสองประเทศนี้ ความยากยิ่งทับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะต้องหาที่ยืนให้ตัวเองในเกมที่คนอื่นเป็นคนกำหนดจังหวะ

ฝั่งจีนเปิดรับธุรกิจ แต่กำแพงยังอยู่

นักวิชาการฝั่งจีนระบุว่าสารหลักจากเวทีปีนี้คือ จีนเปิดรับการลงทุน นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า China Opportunity 2.0 หรือโอกาสรอบใหม่ของจีน แทนที่จะเป็น China Shock 2.0 หรือคลื่นสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักจนกระทบอุตสาหกรรมของประเทศอื่น

หลังจากซัมมิตฝั่งจีนมีสัญญาณบวกขึ้น ตอนนี้จีนกลับมาซื้อเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินได้แล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจจีนจำนวนมากที่อยากเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์ ยังเจอกับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค หลายรัฐบอกว่ายินดีรับการลงทุน แต่พอถึงเวลาจริงก็ต้องรอไฟเขียวจากรัฐบาลกลาง

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากปีก่อนคือ ปีที่แล้วจีนถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา แต่ปีนี้จีนกลายเป็นตัวปัญหาที่น้อยลง หรือเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ในบางเรื่อง

ผู้บริหารยังต้องระวังอีกอย่างคือ อย่ามองบริษัทจีนเป็นก้อนเดียวกันภายใต้ร่มยุทธศาสตร์เดียว เพราะบริษัทจีนแข่งกันเองอย่างดุเดือดที่สุด เวลาออกไปบุกตลาดโลกก็ยังแย่งตลาดกันเอง พูดอีกแบบคือคู่แข่งของ CEO ต่างชาติวันนี้อาจไม่ใช่ 'จีน' ในฐานะประเทศ แต่เป็นบริษัทจีนรายหนึ่งที่กำลังออกไปตีตลาดเดียวกัน

Resilience คือทักษะหลักใหม่ของผู้บริหาร

เมื่อโลกไม่มีคำตอบชัด ๆ ให้เดินตาม สิ่งที่ผู้บริหารต้องมีจึงไม่ใช่ความแน่นอน แต่เป็น resilience หรือความยืดหยุ่นในการปรับตัวและฟื้นตัว

ผู้บริหารที่ปรึกษาในจีนสรุปว่า ธุรกิจต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความคลุมเครือและความไม่แน่นอน ในโลกที่ไม่มีความชัดเจน ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ผู้นำธุรกิจต้องค่อย ๆ คลำทางไปข้างหน้า 

สิ่งที่เขาเห็นคือ ธุรกิจจำนวนมากปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงใหม่นี้ไปแล้ว และวันนี้พวกเขายืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกระแทกได้มากกว่าที่เคยเป็นมา ที่ปรึกษาภาคธุรกิจอีกคนเห็นตรงกันว่าธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นจากการผ่านความผันผวนรอบนี้

สิ่งสำคัญที่สุดที่ซัมมิตทำสำเร็จ ในสายตาเธอ ไม่ใช่รายละเอียดของข้อตกลง แต่คือการที่มันเกิดขึ้นจริง และทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะคุยกันต่อ ความคืบหน้าต้องใช้เวลา และบางครั้งการมีความคลุมเครือพร้อมกับรู้ว่ายังมีการพูดคุยกันอยู่ ก็ดีกว่าการไม่มีอะไรเลย

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่การเป็น CEO ยุคนี้ยากกว่าเดิมมาก เพราะพื้นที่ใต้เท้าขยับตลอดเวลา ความระแวงและการแข่งขันจะยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามธรรมชาติของมัน ในระยะยาวปลายทางน่าเป็นห่วง

โจทย์ของผู้บริหารยุคนี้จึงไม่ได้มีแค่การเอาตัวรอดจากความไม่แน่นอน แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพที่ยังเขียนไม่เสร็จ ในโลกแบบนี้ ความยืดหยุ่นในการปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่กลายเป็นเนื้องานหลักไปแล้ว

อ้างอิง : เซสชัน 'US and China From Here to Where ?' ในงาน Summer Davos (Annual Meeting of the New Champions, World Economic Forum)

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

3 บทเรียนใช้ชีวิตแบบแมงกะพรุน รู้ว่าเมื่อไหร่ควรนิ่ง เมื่อไหร่ควรขยับ และเมื่อไหร่ต้องปฏิเสธ

แมงกะพรุนดูเหมือนแค่ลอยไปตามน้ำ แต่จริง ๆ มันว่ายเปลี่ยนทิศได้ และมีพิษไว้ป้องกันตัว ชวนดู 3 บทเรียนใช้ชีวิตจากแมงกะพรุน ที่ช่วยให้ชีวิตเบาลงโดยไม่ต้องฝืน...

Responsive image

ถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานได้ไหม? ดราม่าที่ ‘ไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟเลย’ แต่กำลังสะท้อนการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ในที่ทำงานยุค AI

ดราม่าถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานลามทั่วโซเชียล Beth Kowitt แห่ง Bloomberg Opinion ชี้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟ แต่คือการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ว่าใครจะกำหนดกฎของที่ทำงานยุค AI...

Responsive image

รู้จัก Fauxductivity หรือ 'ภาวะแกล้งยุ่ง’ ทำตัวงานล้น เพื่อให้ดูขยัน อันตรายจากการเน้น ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่าผลงาน

Fauxductivity หรือ ‘ภาวะแกล้งยุ่ง’ คือการที่พนักงานสร้างภาพว่าทำงานหนัก แต่ไม่ได้มีเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอัน...