พันล้านก่อน 35 เรียนรู้วิธีคิดนักธุรกิจ Gen Y จาก 3 แบรนด์ดังของไทย

หัวข้อบนเวทีวันนั้นชื่อ How to build a billion baht brand before turning 35 คนดำเนินรายการอย่างคุณโบ๊ท-ไผท ผดุงถิ่น ขึ้นพูดติดตลกตั้งแต่ประโยคแรกว่าตัวเองอายุ 40 ปลาย ๆ ต้องมาสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่อายุน้อยกว่าตัวเองเกือบสิบปี

แขกรับเชิญในเซสชั่นนี้ คือ คุณคริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี ผู้ก่อตั้ง PRAMY แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงที่ปิดยอดขายปีล่าสุดไป 1,700 ล้านบาทด้วยอายุบริษัทแค่ 4-5 ปี ในอายุเพียง 29 ปี, นายแพทย์ยุวพงศ์ สุทธินันท์ เจ้าของ Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์และอาหารเสริมที่โตมาถึง 3,200 ล้านบาทในปีที่ 5 และ คุณตอน-ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว ผู้ก่อตั้งยืดเปล่า แบรนด์เสื้อผ้าที่ขยายจนมี 93 สาขาทั่วประเทศในปีที่ 8 ทีทั้งคู่อายุเพียง 35 ปีเท่านั้น

นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวของทั้งสามคนน่าฟังยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาไม่ได้โตมากับโลกที่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ใช้ตั้งแต่วันแรก แต่เป็นรุ่นที่เห็นการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจแบบดั้งเดิมมาสู่โลกดิจิทัลด้วยตาตัวเอง แล้วต้องคิดเองทั้งหมดว่าจะจับจังหวะนั้นยังไง วิธีคิดที่พาพวกเขามาถึงหลักพันล้านบาทก่อนอายุ 35 จึงเป็นบทเรียนที่คนทำธุรกิจรุ่นไหนก็หยิบไปใช้ได้ ไม่ใช่แค่คนรุ่นเดียวกัน

วิธีคิดเรื่องจุดเริ่มต้น คือ ลงมือทำก่อนแม้แผนยังไม่สมบูรณ์

ทั้งสามคนเริ่มธุรกิจแบบไม่มีสูตรสำเร็จ และแทบไม่มีใครรู้ตัวว่ากำลังเริ่มสิ่งที่จะกลายเป็นธุรกิจพันล้าน

คุณคริส (PRAMY) ครอบครัวทำโรงงาน OEM รับผลิตอาหารสัตว์อยู่แล้ว ตัวเขาเองเพิ่งเรียนจบและทำงานสาย Consult มาก่อน จึงลองมาทำแบรนด์ของตัวเอง เพจ Facebook ตอนเปิดตัวมีอยู่แค่ 3-4 โพสต์ ยังไม่มีพรีเซนเตอร์ ไม่มีอะไรหวือหวา เขายิงแอดจากมือถือของตัวเอง โดยที่ไม่รู้ผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง แล้วก็มีคนทักเข้ามาซื้อจริง ๆ เขายอมรับว่างานสาย Consult สอนให้วางแผนกลยุทธ์เก่งก็จริง แต่รายละเอียดการทำแบรนด์มันมากกว่าการวางแผน ทั้งงานทำหลังบ้าน เขียนแอด ออกแบบ Packaging

นายแพทย์ยุวพงศ์ (Dr.PONG) เปิดคลินิกความงามมาตั้งแต่ก่อนโควิด ลูกค้ากลุ่มแรกคือคนไข้ที่มาที่คลินิกแล้วซื้อสกินแคร์ที่ขายเสริมไปด้วย เขาสังเกตว่าลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อซ้ำสูงมาก เพราะขายตรงจากคลินิกโดยไม่ผ่านห้างและไม่ต้องเสียค่า GP ทำให้ใส่วัตถุดิบต้นทุนสูงได้เต็มที่ ลูกค้าจึงใช้แล้วเห็นผลจริง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาตอนโควิดที่คลินิกต้องปิด พนักงานไม่มีงานทำ เขาสังเกตว่าคนใส่หน้ากากอนามัยกันจนเป็นสิวเยอะมาก จึงพัฒนาผ้าหน้ากากที่มีเส้นใย Anti-Bacterial ต้านเชื้อ C.acne ตัวการก่อสิว คนใส่แล้วสิวหายจริงและเห็นโลโก้ทุกวัน นั่นคือจุดที่แบรนด์เริ่มถูกจดจำในวงกว้าง

คุณตอน (ยืดเปล่า) เป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าที่จตุจักรมาก่อน ที่ไปหาผ้ามาตัดเย็บแล้วลองเปิดขายดูโดยไม่รู้จักคำว่า Product Market Fit ด้วยซ้ำ จนไปเปิดแผงที่ Union Mall ขนาดแค่ 5 ตารางเมตร แล้วขายได้เดือนละล้านบาท ขยายไปที่ Future Park ชั้น 3 ขนาด 10 ตารางเมตร ก็ยังขายได้ล้านกว่าบาทเท่ากัน พอสังเกตว่าลูกค้าทั้งสองที่เป็นกลุ่มนักศึกษาเหมือนกัน เขาถึงรู้ตัวว่าเจอกลุ่มเป้าหมายที่ใช่แล้ว คือกลุ่มนักศึกษาและ First Jobber

จุดร่วมของทั้ง 3 คือไม่มีใครเริ่มจากงานวิจัยตลาดหรือแผนธุรกิจหนา ๆ แต่เริ่มจากการลงมือขายจริงแล้วฟังสัญญาณจากตลาดก่อน

ยุคขายออนไลน์ ต้องไปในที่ที่คนอื่นยังไม่เห็นค่า

ถ้าถามว่าอะไรทำให้ยอดขายพุ่งข้ามระดับ คำตอบของทั้งสามคนคล้ายกันเกินคาด นั่นคือจังหวะที่เลือกช่องทางถูกก่อนคนอื่นจะแห่ตามมา

PRAMY เกาะ TikTok ตั้งแต่วันที่แบรนด์ใหญ่ยังไม่กล้าเล่น คุณคริสเล่าว่าช่วงที่เริ่มธุรกิจ 4-5 ปีก่อน มีแบรนด์อาหารสัตว์เพียง 2-3 % เท่านั้นที่ลงทุนทำการตลาดออนไลน์จริงจัง และตอนนั้น TikTok เพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จัก แบรนด์ใหญ่ยังมองว่าเป็นแค่แอปคนเต้น เขาจึงทุ่มงบการตลาดหลักหมื่นบาทลงไปที่นั่นก่อนใคร พร้อมจับกระแส Pet Humanization ที่คนเริ่มเลี้ยงสัตว์เหมือนลูกหลังโควิด ปิดปีแรกได้ 200 ล้านบาท 

ต่อมาราวปีที่ 2 PRAMY เริ่มใช้พรีเซนเตอร์เป็นคนแรกของเขา นั่นคือคุณ Jeff Satur ซึ่งตอนนั้นก็เพิ่งเริ่มรับงานพรีเซนเตอร์เป็นแบรนด์แรกเหมือนกัน ทั้งคู่จึงโตไปพร้อมกัน นอกจากนี้ PRAMY ยังวางเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์สายสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ยุคที่ TikTok เพิ่งเริ่ม เริ่มจากอินฟลูที่มีผู้ติดตามหลักหมื่น ตอนนี้บางคนเติบโตจนมีผู้ติดตามถึง 5-6 ล้านคนแล้ว และยังอยู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ต้น

Dr.PONG ยอมขาดทุนเพื่อซื้อส่วนแบ่งตลาด สินค้าตัวแรกที่ทำให้แบรนด์ติดตลาดคือ Astaxanthin สารสกัดจากยี่ห้อ AstaReal ที่ญี่ปุ่นขายกันในปริมาณเท่ากันอยู่ที่กระปุกละ 1,000 บาท คุณหมอยุวพงศ์ตัดสินใจตัดราคาลงมาเหลือ 400 บาทตั้งแต่วันแรกที่ขยายตลาดในไทย ทั้งที่รู้ว่าแทบขาดทุน เพราะเขาขายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าคลินิกของตัวเองโดยไม่ผ่านหน้าร้านที่โดนหักค่า GP เขาจึงมีพื้นที่ให้ต่อรองกับซัพพลายเออร์ทีหลังเพื่อเอา Economy of Scale กลับมาบริหารต้นทุนอีกที

กลยุทธ์แบบ Loss Leader นี้ทำให้ทั้งลูกค้าและแบรนด์ได้ประโยชน์พร้อมกัน และเป็นจุดที่ทำให้เขาตัดสินใจจ้างพรีเซนเตอร์คนดังเป็นครั้งแรกในเวลาไล่เลี่ยกัน

ยืดเปล่าขยายสาขาตอนคนอื่นหด ช่วงโควิดปี 2564 ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปกำลังปิดตัว ยืดเปล่ากลับเปิดสาขาเพิ่มจากที่มีอยู่แค่ 5 สาขา เป็นเดือนละ 1-2 สาขาต่อเนื่องตลอดทั้งปี แล้วปีถัดมาคือ 2565 ก็ยังขยายเพิ่มอีกกว่า 20 สาขา เพราะห้างต่าง ๆ ต้องการผู้เช่าในช่วงที่ร้านอื่นทยอยปิด จึงยอมลดค่าเช่าและให้ทำเลดี ๆ คุณตอนใช้จังหวะนั้นรีแบรนด์และขยายพร้อมกัน กลายเป็นปีที่บริษัทโตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่คนอื่นโตยากที่สุด

3 เรื่องนี้บอกอะไรเหมือนกัน คือคนที่ชนะในรอบนี้คือคนที่กล้าลงทุนในช่องทางที่คนอื่นยังไม่เห็นค่า ก่อนที่ต้นทุนของช่องทางนั้นจะแพงขึ้นตามจำนวนคนแย่งกันเล่น

วิธีคิดเรื่องความล้มเหลว ให้ตลาดเป็นคนสอน ไม่ใช่อีโก้ตัวเอง

การโตเร็วมีราคาที่ต้องจ่าย และแต่ละคนก็จ่ายไปคนละแบบ

คุณคริสเจอปัญหาคลาสสิกของการพัฒนาสินค้าใหม่ เขาเล่าว่าทุกครั้งที่ถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร คำตอบที่ได้มักจะเป็น "อยากได้ทุกอย่างที่ดีที่สุด" แต่พอเอาสินค้าที่ตอบโจทย์นั้นออกไปขายจริงกลับไม่มีคนซื้อ เพราะสิ่งที่คนพูดตอนถูกถามกับสิ่งที่คนควักเงินซื้อจริงเป็นคนละเรื่องกัน 

PRAMY มีสินค้าหลายตัวที่ต้องเลิกผลิตไปเพราะขายไม่ออก และเขาบอกว่าวิธีเช็กง่าย ๆ ว่าสินค้าตัวไหนไปรอดหรือไม่รอด ให้ดูจาก Shelf Life ถ้าปล่อยให้สินค้าอยู่บนชั้นจนใกล้หมดอายุโดยไม่มีคนซื้อ นั่นคือสัญญาณชัดว่าต้องเลิกผลิต บทเรียนที่ได้คือต้องเก็บ Data พฤติกรรมจริงจากลูกค้าหลายแสนราย ผ่านทั้งการทำเกมสะสมข้อมูลแมวและการซื้อข้อมูลขนาดตลาด ไม่ใช่แค่ฟังคำตอบจากแบบสอบถาม

ยืดเปล่าเจอปัญหาเงินสดจากการขยายเร็วเกินไป คุณตอนบอกตรง ๆ ว่าตัวเองเป็นสายลงทุนแบบออลอินเสมอ ปัญหาที่หนักที่สุดของเขาไม่ใช่เรื่องคนแต่คือเรื่องเงินสดและ Supply Chain เพราะยืดเปล่าตั้งราคาถูกกว่าคู่แข่งตั้งแต่วันแรก แต่ก็ยังต้องคุมคุณภาพให้ดีกว่า ทำให้ต้องบริหารต้นทุนทั้งไซส์ สี SKU และแหล่งผ้าให้มีประสิทธิภาพสูงมากเพื่อให้สมการนี้เป็นไปได้

พอขยายสาขาแบบปูพรมในช่วงโควิด เงินสดก็สะดุดเป็นวงจร ช่วงหนึ่งของขาดตลาดเพราะ Supply Chain ตามไม่ทันความต้องการ พอเร่งผลิตจนของล้นสต็อก ก็ต้องมาเทขายลดราคาจนแบรนด์เสียภาพลักษณ์ บทเรียนที่ได้แปลกกว่าที่คิดคือบางครั้ง "ของขาดตลาดนิดหน่อย" กลับดีกว่าของล้น เพราะสร้างความรู้สึกว่าต้องรีบซื้อก่อนหมด ลูกค้าแย่งกันซื้อทำให้สินค้าดูมีความ Exclusive มากขึ้น

Dr.PONG เจอปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดคือชื่อแบรนด์ถูกอ่านผิด คนจำนวนมากเรียกแบรนด์ว่า "ดร.ป๋อง" แทนที่จะเป็น "ดร.พงศ์" ถ้าเป็นเอเจนซี่มืออาชีพคงแนะนำให้เปลี่ยนชื่อทันทีเพราะกลัวลูกค้าสะดุด แต่คุณหมอยุวพงศ์เลือกเอาความสับสนนั้นมาเป็นจุดขาย ปล่อยให้คนถกเถียงกันเองว่าสรุปชื่อจริงคืออะไร กลายเป็นคอนเทนต์ที่มี Engagement เองโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม 

แต่เขาก็เจอบทเรียนอีกด้านของการสื่อสารเหมือนกัน ตอนขึ้น Billboard ที่มีทั้งโลโก้และหน้าพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลี ผลรีเสิร์ชภายหลังพบว่ามีคนถึง 30% ที่ยังเข้าใจว่า Dr.PONG เป็นแบรนด์เกาหลี เพราะนักการตลาดมักอยากใส่ข้อมูลให้ลูกค้ารู้ทุกอย่างในป้ายเดียว ทั้งที่ความจริงแล้วคนดูป้ายโฆษณาแค่ 2-3 วินาที ยิ่งใส่ข้อมูลเยอะยิ่งจำอะไรไม่ได้เลย

วิธีคิดเรื่องการโต จากขายของ สู่การสร้างสินทรัพย์ของตัวเอง

พอยอดขายผ่านหลักพันล้าน ทั้ง 3 แบรนด์เริ่มขยับจากการขายสินค้า ไปสู่การสร้างสินทรัพย์ที่เป็นของตัวเอง

Dr.PONG ทุ่มเงินหลักร้อยล้านบาทต่อปีให้ทีม R&D มีการตั้งทีมวิจัย และเข้าซื้อกิจการ Nabsolute สตาร์ตอัป Biotech จากคณะเภสัชฯ จุฬาฯ ที่พัฒนาเทคโนโลยีช่วยนำพาสารเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกส่งออกไปให้โรงงานในเกาหลีใต้ใช้ผลิตให้แบรนด์เกาหลี กลายเป็นธุรกิจ B2B ที่แยกออกมาสร้างรายได้อีกทาง

นอกจากนี้ยังเปลี่ยนจากการส่งสินค้าไปทดสอบกับแล็บภายนอกที่ต้องจ่ายปีละสิบล้านบาท มาเปิดทำการทดสอบเองกับอาสาสมัครสัปดาห์ละเป็นร้อยคน ทำให้ทดสอบสินค้าได้ละเอียดและถี่ขึ้นมาก

ด้านโครงสร้างรายได้ ตอนนี้ Dr.PONG ยังเป็น E-commerce Based Company ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากออนไลน์ ส่วนหน้าร้านมี 47 สาขาตามห้าง บวกกับคลินิกอีก 2 แห่ง โดยตั้งใจคุมกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ให้อยู่ต่ำแค่ประมาณ 9% ทั้งที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 35-40% ของราคาขาย (เทียบกับมาตรฐานธุรกิจ Beauty ทั่วไปที่ต้นทุนวัตถุดิบมักอยู่แค่ 10-15%) เพราะต้องการรักษาความเป็น Startup ที่เน้นขยายตลาดมากกว่ากอบโกยกำไรระยะสั้น พร้อมกับพัฒนาแอปพลิเคชันของตัวเองเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าโดยตรง ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่ปรับค่าธรรมเนียมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

PRAMY ใช้จุดแข็งของประเทศไทยในฐานะฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก ผลักดันแบรนด์ตัวเองออกไปขายต่างประเทศ โดยชูจุดขาย Made in Thailand ที่ตลาดโลกให้ความเชื่อมั่นอยู่แล้ว เพราะไทยผลิตให้แบรนด์อาหารสัตว์ระดับท็อปของอเมริกาและยุโรปมานาน คำสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากผู้นำเข้าที่ติดต่อเข้ามาเองผ่านอีเมลและงานแฟร์ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทยอยู่แล้ว สัดส่วนส่งออกตอนนี้ยังไม่ถึง 10% ของรายได้ แต่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่องจนผลิตแทบไม่ทัน

ยืดเปล่าขยายจากสินค้าเดียวไปเป็นหลาย Segment จากเสื้อยืดที่เริ่มอิ่มตัวในตลาด Red Ocean คุณตอนสังเกตว่าลูกค้าซื้อเพราะเชื่อในแบรนด์และคุณภาพ ไม่ได้ซื้อแค่เพราะเป็นเสื้อยืด จึงขยายไปกลุ่ม Polo กลุ่มเสื้อผ้าทำงาน และกลุ่ม Sport Brand เพื่อไม่ให้ตลาดเดิมแคบเกินไปจนโตต่อไม่ได้ ควบคู่กับการขยายสาขาจนตอนนี้มี 93 สาขาทั่วประเทศ และสัดส่วนรายได้จากออนไลน์กับออฟไลน์อยู่ที่ประมาณ 50 ต่อ 50

วิธีคิดที่ฝากทิ้งท้ายให้คนรุ่นถัดไป

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำสั้น ๆ ที่แต่ละคนฝากไว้บนเวที

  • คุณตอน: หาตลาดที่ใหญ่พอและมี Pain Point จริง แล้วทำสินค้าที่ต่างจากคู่แข่งชัดเจน เจอปัญหาไม่ต้องท้อ เพราะปัญหาจะวนกลับมาทุกปีอยู่ดี ให้ลองลุยไปก่อนสัก 5 ปี
  • นายแพทย์ยุวพงศ์: ให้ความสำคัญกับวินัยและแรงจูงใจของตัวเองมากกว่าขนาดตลาดที่เลือกตอนแรก เพราะถ้าไฟยังไม่ดับ ต่อให้ตลาดแรกเล็กเกินไปก็ยังหาตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าได้ และย้ำว่ายุคนี้คือยุคที่บริษัทเล็กมีโอกาสแข่งกับบริษัทใหญ่ได้มากกว่าเดิม เพราะมี AI ช่วยคิดและช่วยทำงานที่แต่ก่อนต้องใช้ทีมใหญ่
  • คุณคริส: หา Pain Point ที่ใหญ่พอ อย่าไปติดกับปัญหาส่วนตัวที่แคบเกินไป ถ้าล้มก็อย่าเสียเวลากับการล้ม ให้ลุกให้ไวแล้วเดินต่อ และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI มาช่วยงานด้าน Data และการวิเคราะห์ เพราะมือของคนเดียวสู้เทคโนโลยีที่ทำงานแทนได้ในระดับสากลไม่ได้

ถ้ามามองให้ลึก สิ่งที่ได้จากเรื่องราวของทั้ง 3 ผู้ก่อตั้ง คือ การเป็น Gen Y ที่โตมาในจุดเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย วัยเด็กพวกเขาเห็นธุรกิจยุคเก่า เช่น โรงงาน OEM คลินิก หรือแผงขายของจตุจักร แต่พอเริ่มทำธุรกิจ โลกดิจิทัลอย่าง Facebook, TikTok และ E-commerce ก็เข้ามาเปลี่ยนกติกาลงสิ้นเชิง

การอยู่ตรงกลางของการเปลี่ยนผ่านนี้หล่อหลอมวิธีคิดที่เป็นเอกลักษณ์ พวกเขาไม่ได้เกิดมาพร้อมเครื่องมือดิจิทัล จึงเลือก ลงมือทำก่อนวางแผน เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกจริงมากกว่ารอสูตรสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ จึง กล้าเดิมพันกับช่องทางใหม่ ที่คนอื่นมองข้าม เพราะเห็นกับตาว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เปลี่ยนเกมได้จริง

ธุรกิจพันล้านของ Gen Y จึงไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่มาจากการเก็บบทเรียนจากสองฝั่งมาตกผลึก จนได้วิธีคิดที่ "รัดกุมแบบคนรุ่นเก่า และกล้าเสี่ยงแบบคนรุ่นใหม่"

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ถอดบทเรียน T-Beauty จาก ศรีจันทร์ และ MizuMi กับข้อได้เปรียบที่แบรนด์ระดับโลกลอกไม่ได้

รวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอ ศรีจันทร์ และ วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ซีอีโอ Mizuhada Group ถอดบทเรียน T-Beauty บนเวที Techsauce Global Summit 2026 ตั้งแต่ 11,000 แบรนด์ในสนามเดียวกัน อากาศร้อน...

Responsive image

จาก Solopreneur สู่ Enterprise System ถอดสมการการขยายธุรกิจของ Paloy Studio ให้ทะลุขีดจำกัดหลักร้อยล้าน

เจาะลึกกลยุทธ์ Paloy Studio จากเงิน 1,500 บาท สู่ยอดขาย 12 ล้านในไลฟ์เดียว ถอดบทเรียน Live Commerce การสร้างทีม และวิธีปั้นแบรนด์ให้รอดในยุค AI...

Responsive image

สิงคโปร์ออกแผน ‘ช่วยเลี้ยงจนอายุ 17’ รัฐอัดฉีดเงินช่วย 1.8 ล้าน / ลูก 1 คน

สิงคโปร์แก้เกมประชากรลด อัดฉีดสวัสดิการเลี้ยงลูกรวม 2 ล้านบาท เพิ่มวันลา 24 วัน และกดค่า Daycare เหลือสี่พัน เจาะลึกนโยบายดันคนรุ่นใหม่กล้ามีลูก...