
เคยรู้สึกไหมว่างานที่เคยทำได้ดีและเคยสนุกกลับกลายเป็นงานที่ทำไปวัน ๆ จนเริ่มไม่รู้สึกอะไรแล้ว ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งงาน คนที่ทำงาน และโต๊ะทำงานเดิม ๆ แต่ความรู้สึกของเรากลับเปลี่ยนไปจากที่เคยมีแรงทำงาน กลายเป็นเบื่อ ไม่อยากเริ่มงานและเริ่มตั้งคำถามว่าหรือจริง ๆ แล้วเราควรไปทำอย่างอื่น ความรู้สึกแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า Career Rut หรือภาวะที่รู้สึกติดอยู่กับเส้นทางการทำงานเดิมจนไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังได้เรียนรู้หรือเติบโต
ภาวะนี้เกิดขึ้นได้กับคนทำงานแทบทุกคนในช่วงหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อทำงานเดิมมานาน ทำงานเดิมซ้ำ ๆ จนรู้สึกว่าตัวเองเชี่ยวชาญมากพอแล้ว แต่กลับไม่มีอะไรใหม่ให้เรียนรู้หรือท้าทายอีกและปัญหาคือหลายครั้งเราไม่ได้รู้ตัวทันทีว่าอยู่ใน Career Rut แต่จะค่อย ๆ สังเกตเห็นจากพฤติกรรมและความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
สาเหตุหนึ่งของภาวะ Career Rut คืองานขาดความท้าทาย พอเราทำงานเดิม ๆ มานานจนเชี่ยวชาญ งานก็กลายเป็นแค่ความเคยชินที่ไม่ได้พัฒนาทักษะอะไรใหม่จนความเบื่อหน่ายเริ่มก่อตัว
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าวงจรนี้เริ่มจากความไม่ท้าทาย นำไปสู่ความสบาย ความเคยชินและจบลงที่ความเบื่อ ซึ่งหลายครั้งมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเพิ่งประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่หวังไว้ด้วยซ้ำ เพราะพอรู้สึกว่าทำเป็นหมดแล้วก็เลยไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เราต้องพยายามอีกต่อไป
วิธีรับมือกับคือต้องหาโอกาสไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติม อาจจะลองขยับไปจับงานส่วนอื่นหรือไปเรียนรู้ทักษะที่ฉีกออกไปจากหน้าที่ประจำเดิม ๆ ดูก็ได้
การที่เราไม่อยากตื่นไปทำงานเช้าวันจันทร์เป็นครั้งคร่าวถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องปกติแต่ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นบ่อยจนเริ่มเครียด หงุดหงิด หมดพลังหรือถึงขั้นอยากหาเรื่องลาป่วยตั้งแต่วันอาทิตย์ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเรากำลังติดอยู่ในงานที่หมดไฟไปแล้ว
ประเด็นสำคัญมันจึงไม่ใช่แค่การเกลียดวันจันทร์ แต่มันคือความรู้สึกไม่อยากไปทำงานที่วนลูปเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ
อีกสัญญาณที่เห็นได้ชัดเลยคือผลงานเริ่มดรอปลง งานที่เคยทำผ่านฉลุยก็เริ่มมีข้อผิดพลาด ส่งงานเลท หรือทำแบบขอไปที บางคนจนถึงขั้นสูญเสียความมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่าพอเราติดอยู่ในภาวะนี้เราอาจเผลอแสดงพฤติกรรมที่เป็นบ่อนทำลายตัวเองในการทำงานโดยไม่รู้ตัว เพื่อหนีความจริงที่ว่างานนี้มันไม่ได้ตอบโจทย์เราอีกต่อไปแล้ว พูดง่าย ๆ คือมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกเบื่ออยู่ข้างใน แต่มันเริ่มลามออกมากระทบทั้งพฤติกรรมและผลงานของเราจริง ๆ
จากคนที่เคยชอบเสนอไอเดีย กลายเป็นไม่อยากพูด ไม่ออกความเห็นและไม่สนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไงหรือเริ่มหันไปเลือกวิธีทำงานที่ง่ายและเร็วที่สุด โดยไม่แคร์เรื่องคุณภาพเหมือนแต่ก่อน อาการแบบนี้เรียกว่าความเฉยชามันคือความรู้สึกที่ปล่อยไหล ทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่อยากทุ่มเทแรงกายแรงใจอะไรเพิ่มอีกแล้ว ลองสังเกตตัวเองดูนะถ้าเมื่อก่อนเราเคยอินและใส่ใจกับงาน แต่วันนี้ความคิดกลับเหลือแค่ว่า ‘ทำ ๆ ไปให้มันจบ ๆ ก็พอ’ นี่แหละคืออีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
บางครั้งเราอาจคิดว่าตัวเองยังทำงานได้ปกติและเก็บอาการเก่ง แต่คนที่ทำงานด้วยกันทุกวันมักจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่เราจะรู้ตัวซะอีก
ถ้าช่วงนี้คนในทีมทักบ่อย ๆ ว่าเป็นอะไรหรือเปล่าหรือโอเคไหม นั่นอาจแปลว่าอารมณ์และพฤติกรรมของเรามันเปลี่ยนไปจนคนรอบข้างสัมผัสได้ ที่สำคัญถ้าคุณเริ่มรู้สึกหลบหน้าคนในทีม ไม่อยากเจอ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเรากำลังไม่มีความสุขกับงาน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
Career Rut ไม่ได้สูบพลังแค่ความรู้สึก แต่หลายคนถึงขั้นเหนื่อยล้าทางร่างกายไปด้วย งานที่เคยทำได้ชิล ๆ กลับต้องใช้พลังฮึดเยอะมากในการเริ่มทำแต่ละชิ้น อาการเหมือนต้องลากตัวเองให้ผ่านไปวัน ๆ เพื่อรอเวลาเลิก เผลอ ๆ ความเหนื่อยแบบนี้มันหนักกว่าตอนที่เราโหมทำงานที่ชอบซะอีก
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายไว้ว่าธรรมชาติคนเราต้องการความท้าทายและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พอเราต้องมาติดอยู่ในจุดที่หมดโอกาสเติบโตแล้ว เราเลยรู้สึกเหมือนโดนดูดพลังออกไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าช่วงนี้คุณรู้สึกเหนื่อยกับงานผิดปกติ ทั้งที่ปริมาณงานก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ลองถอยกลับมาทบทวนดูว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้มันยังมีอะไรให้เราได้เรียนรู้หรือท้าทายตัวเองอยู่อีกไหม
ลองนึกถึงงานที่คุณเคยตั้งตารอ แต่จู่ ๆ กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันอีกแล้ว การที่เราเลิกอินกับสิ่งที่เคยชอบ ถือเป็นอีกสัญญาณเตือนว่าเรากำลังรู้สึก 'ติดแหง็ก' อยู่กับอะไรเดิม ๆ เพราะเอาเข้าจริงปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวงานเสมอไป แต่เป็นความรู้สึกของเราที่มีต่องานต่างหากที่กำลังเปลี่ยนไป
ถ้าช่วงนี้คุณเผลอเข้าเว็บหางานบ่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้กะจะลาออกจริงจัง นี่แหละคืออาการของคนที่กำลังรู้สึกติดแหง็กกับงาน
ใจเราอาจจะแอบคิดว่า 'ได้งานใหม่ก็คงดี' เพราะมันดูเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด แต่เอาเข้าจริง การรีบย้ายงานอาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีเสมอไป เพราะถ้าเรายังไม่รู้เลยว่าตัวเองเบื่ออะไร ไม่โอเคตรงไหนหรือจริง ๆ แล้วต้องการอะไรจากการทำงานกันแน่ เปลี่ยนงานไปก็อาจจะหนีไม่พ้นลูปเดิม
สิ่งที่ควรทำก่อนคือ ถอยกลับมามองที่ทำงานปัจจุบันดูก่อนว่ายังมีโปรเจกต์อะไรน่าสนใจหรือมีมุมไหนที่เราพอจะขยับขยายหรือปรับเปลี่ยนได้บ้างไหม
แต่ถ้ามองแล้วไม่มีจริง ๆ ลองเริ่มสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ตัวเองดูก่อน เช่น
วิธีพวกนี้จะช่วยเปิดมุมมองให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ และได้ทบทวนตัวเองให้ชัวร์ก่อนที่จะตัดสินใจยื่นใบลาออกจริง ๆ
พอแน่ใจแล้วว่าไม่อยากทนอยู่กับลูปเดิมแบบนี้ต่อไป สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การรีบหว่านเรซูเม่สมัครงานไปทั่ว แต่คือการหันกลับมาสำรวจตัวเองก่อนว่า เรามีดีอะไรและอยากไปทางไหน ลองเช็กลิสต์เรื่องพวกนี้ดู
จากนั้นค่อยมาวางแผนว่าสเต็ปต่อไปต้องทำอะไรบ้าง ที่สำคัญอย่าลืมทบทวนมุมมองที่เรามีต่อตัวเองด้วย เพราะบางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่เก่ง แต่เราอาจจะแค่ลืมมองเห็น 'คุณค่า' ในสิ่งที่เรามีไปแล้วต่างหาก
เมื่อภาพตัวเองเริ่มชัด ค่อยเริ่มหาคอนเนกชัน ลองไปพูดคุยและบอกให้คนรอบตัวรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรในก้าวต่อไป เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่แค่การหนีออกจากงานเก่าให้ได้แต่มันคือการทำให้ชัวร์ว่าเราจะไม่หนีจากหลุม Career Rut เดิม ไปตกหลุม Career Rut ใหม่ในที่ทำงานอื่น
ท้ายที่สุดแล้วภาวะ Career Rut ไม่ได้แปลว่าเราต้องลาออกเสมอไป เพราะบางทีสิ่งที่เราโหยหาอาจไม่ใช่งานใหม่ แต่เป็นความท้าทายใหม่ ๆ หรือโอกาสที่ได้ทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม
คีย์สำคัญจึงไม่ใช่การรีบวิ่งหนีงานที่น่าเบื่อ แต่คือการทำความเข้าใจให้ได้ก่อนว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เราเบื่อ และจริง ๆ แล้วเราอยากให้ชีวิตการทำงานเดินหน้าไปทางไหนต่อ
อ้างอิง: fastcompany
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด