ในโลกที่เราคิดว่าเชื่อมต่อกันง่ายที่สุดผ่านปลายนิ้ว ความจริงที่น่าเจ็บปวดจากรายงาน 2026 Edelman Trust Barometer กลับบอกเราว่า มนุษย์ในปี 2026 กำลังสร้าง ‘เกราะกำบัง’ ที่หนาที่สุดในประวัติศาสตร์
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเราแค่ไม่พอใจกันเหมือนเมื่อก่อน แต่มันคือภาวะ Insularity หรือการปิดกั้นตัวเอง เพื่อเข้าสู่โลกใบเล็กที่ปลอดภัยที่สุด โลกที่ประกอบไปด้วยคนที่คิดเหมือนเรา เชื่อข้อมูลชุดเดียวกับเรา และมีค่านิยมเดียวกับเราเท่านั้น
บทความนี้จึงขอพาคุณไปสำรวจรายงาน 2026 Edelman Trust Barometer เกี่ยวกับเรื่องราวของ ‘ผู้คน’ ในวันที่ความเชื่อใจหรือ Trust กลายเป็นสกุลเงินที่หาได้ยากยิ่งกว่าทองคำ

ภาพที่น่าตกใจที่สุดของปีนี้คือการที่ประชากรโลกถึง 70% ตกอยู่ในภาวะปิดกั้นตัวเอง โดยคนกลุ่มนี้ยอมรับว่าพวกเขาไม่เต็มใจหรือลังเลที่จะเชื่อใจคนที่มีค่านิยมหรือการใช้ชีวิตที่ต่างจากตนเอง กำแพงที่สูงขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิกฤตข้อมูลข่าวสารที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้คนถึง 65% หวาดระแวงว่ากลุ่มอำนาจจากต่างชาติกำลังจงใจปล่อยข้อมูลเท็จเพื่อสร้างความแตกแยกภายในประเทศ ส่งผลให้เราเลือกปิดประตูรับข่าวสารจากฝั่งตรงข้าม โดยมีเพียง 39% เท่านั้นที่ยังคงเปิดรับข้อมูลจากแหล่งที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างจากตนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
เมื่อผู้คนเริ่มขังตัวเองอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของตัวเอง ความเชื่อมั่นในสถาบันระดับชาติจึงพังทลายลง ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่นในผู้นำรัฐบาล (-16 จุด) และสื่อกระแสหลัก (-11 จุด) ไปอย่างมหาศาล
จึงอาจสรุปได้ว่า โลกในวันนี้จึงไม่ได้หมุนรอบความจริงที่เป็นสากล แต่หมุนรอบ 'ความจริง' ที่สอดคล้องกับความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น
ความเชื่อมั่นในปีนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลอย่างเดียว แต่มันมีเรื่อง ‘ฐานะ’ เข้ามาเกี่ยว จากสถิติพบว่าคนที่มีรายได้สูงมีดัชนีความเชื่อมั่นในสถาบันต่าง ๆ เช่น รัฐบาล, ธุรกิจ, สื่อ, NGO อยู่ในระดับสูงถึง 63 จุด ในขณะที่คนรายได้น้อย มีดัชนีความเชื่อมั่นเพียง 48 จุด ซึ่งถือว่าสอบตกในเกณฑ์ความไว้วางใจ ช่องว่างนี้เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2012 ช่องว่างความเชื่อใจระหว่างสองกลุ่มนี้มีเพียง 6 จุด แต่ในปี 2026 นี้พุ่งสูงเป็น 15 จุด ซึ่งมากกว่าเท่าตัว
กรณีที่ชัดที่สุด คือ ในสหรัฐอเมริกาที่คนรวยและคนจนมีความเชื่อมั่นต่างกันถึง 29 จุด
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่นิสัยคน แต่อยู่ที่ความกังวลเรื่องปากท้อง คนที่มีรายได้น้อยถึง 54% รู้สึกหวาดกลัวว่าพวกเขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากเทคโนโลยี AI ในขณะที่คนรายได้สูงมีความกังวลเรื่องนี้เพียง 31% เท่านั้น ซึ่งอาจมองได้ว่า สำหรับคนรวย AI คือ เครื่องมือเพิ่มกำไร แต่สำหรับคนรายได้น้อย AI คือ เครื่องจักรที่จะมาแย่งงาน ความรู้สึกที่ต่างกันแบบสุดขั้วนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถเชื่อใจระบบเศรษฐกิจหรือบริษัทเทคโนโลยีได้เหมือนเดิม
เมื่อคนรู้สึกว่างานไม่มั่นคงและระบบไม่ได้ช่วยพวกเขา ผลที่ตามมาคือความสิ้นหวัง คนทั่วโลกเพียง 32% เท่านั้นที่ยังเชื่อว่ารุ่นลูกหลานจะมีชีวิตที่ดีกว่าปัจจุบัน
เมื่อโลกภายนอกดูวุ่นวายและน่ากลัว กระแสชาตินิยมจึงกลับมาทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางใจอย่างรุนแรง รายงานพบว่าคนหันไปเชื่อมั่นบริษัทในประเทศตัวเองมากกว่าแบรนด์ต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในแคนาดา (ต่างกัน 31 จุด), เยอรมนี (29 จุด) และญี่ปุ่น (29 จุด)
ที่น่าสนใจคือ คนถึง 34% บอกว่าพวกเขายินดีที่จะสนับสนุนให้มีบริษัทต่างชาติในประเทศน้อยลง แม้จะต้องแลกกับการที่ราคาสินค้าจะแพงขึ้นหรือมีตัวเลือกน้อยลงก็ตาม นี่คือโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ข้ามชาติที่ต้องเปลี่ยนจากการสื่อสารแบบคนนอกมาเป็นเพื่อนบ้านที่เข้าใจและลงทุนกับชุมชนท้องถิ่นอย่างจริงจังเพื่อกู้ความเชื่อใจกลับมา
ในขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและสื่อมวลชนระดับชาติพุ่งดิ่งลง สถาบันที่กลับมาเป็นฮีโร่ในสายตาผู้คนกลับเป็น ‘นายจ้าง’ ซึ่งได้รับคะแนนความเชื่อใจสูงถึง 78%
ทำไมคนถึงเชื่อใจเจ้านายมากกว่านักการเมือง ?
เพราะในยุคที่โลกปิดกั้น เรามักจะเชื่อใจ ‘คนใกล้ตัว’ มากขึ้น ความเชื่อใจในเพื่อนบ้าน ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานต่างพุ่งสูงขึ้น (+11 จุด) องค์กรในวันนี้จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำกำไร แต่ต้องสวมบทบาทเป็น Trust Broker หรือนายหน้ากู้ความเชื่อใจ โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในที่ทำงานให้พนักงานที่คิดต่างกันได้กลับมาคุยกัน และสร้างเป้าหมายร่วมกันให้พนักงานรู้สึกว่าเรายังเป็นพวกเดียวกัน
คนในยุคนี้อยากเห็นผู้นำแบบไหน ?
ในช่วงที่โลกเราต่างคนต่างอยู่ ผู้คนไม่ได้มองว่าความเก่งของ CEO วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เขาวัดกันที่ความใจกว้างในการรับฟังครับ ผลสำรวจ พบว่า คนส่วนใหญ่ถึง 75% บอกว่า CEO จะได้ใจพวกเขาไปเต็ม ๆ หากยอมปรึกษาคนที่มีภูมิหลังและค่านิยมหลากหลายก่อนจะเคาะการตัดสินใจเรื่องสำคัญ เพราะการฟังแค่คนหน้าเดิม ๆ หรือคนที่คิดเหมือนกันไปหมดนั้น ซื้อใจคนยุคนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
และแทนที่จะเพิกเฉยหรือต่อต้านกลุ่มคนที่มาวิจารณ์ คนถึง 74% อยากเห็น CEO กล้าลงมานั่งคุยกับกลุ่มคนที่ไม่ชอบหรือมีทัศนคติลบต่อบริษัทอย่างมีเหตุมีผล การทำแบบนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือความโปร่งใสที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทพร้อมจะแก้ไขและรับฟังความกังวลของสังคมจริง ๆ
อ้างอิง: edelman
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด