ผลวิจัย 60 ปีเผยสาเหตุหลัก ของ Burnout คือ ‘หน้าที่จับฉ่าย’ ทำหลายอย่าง แต่ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องเหนื่อยเดาใจเสมอ

Burnout คือหนึ่งในมหากาพย์ปัญหาของคนทำงานที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไหน ยุคสมัยใด หรือเปลี่ยนผ่านไปกี่ปี ก็ยังคงตามหลอกหลอนเราอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้... ก็ยังไม่มีใครค้นพบสูตรสำเร็จในการป้องกันหรือวิธีรักษาเยียวยาที่แท้จริง ไม่ว่ารูปแบบการทำงานของโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่ ‘ภาวะหมดไฟ’ ก็ยังคงฝังรากลึกและอยู่คู่กับโลกออฟฟิศมาโดยตลอด

ผู้นำหลายคนพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการอัดฉีดสวัสดิการ แจก Voucher นวดสปา อัปเกรดแพ็กเกจ Wellness แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงการบรรเทาอาการชั่วคราว ก่อนที่พนักงานจะกลับมาหมดไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเป็นเพราะเรากำลังรักษาผิดจุดมาโดยตลอด

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งใหญ่ที่ศึกษาพิมพ์เขียวของคนทำงานย้อนหลังกว่า 60 ปี จากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 800,000 คนทั่วโลก ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ตัวการอันดับหนึ่งที่ทำลาย Performance และขับไล่ Talent ให้ออกจากองค์กร ไม่ใช่ภาระงานที่ล้นมือ และไม่ใช่ความขัดแย้งในออฟฟิศ แต่คือสิ่งที่เรียกว่า Role Ambiguity ความคลุมเครือในบทบาทหน้าที่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อบ้าน ๆ ว่า หน้าที่จับฉ่าย สั่งงานแบบเบลอ ๆ สั่งวันนี้จะเอาเมื่อวาน แต่พนักงานไม่เคยรู้เลยว่าตกลงหัวหน้าคาดหวังอะไรกันแน่

พลังงานสมองที่เสียไปกับการ ‘เดาใจ’ คือต้นทุนที่มองไม่เห็น

พนักงานที่ตื่นมาทำงานทุกวันด้วยความระแวงและวิตกกังวล พวกเขาไม่รู้เลยว่างานที่กำลังทำอยู่แบบไหนถึงเรียกว่า ดีหรือผ่านเกณฑ์ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองมีสิทธิ์เคาะจบเลยไหมหรือต้องรอถามใครก่อน หรือแม้กระทั่งไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังหลังขดหลังแข็งทำอยู่ทุกวัน มันช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายใหญ่ของบริษัทตรงไหน ?

ธรรมชาติของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่กับความไม่แน่นอน พอออฟฟิศไม่เคลียร์ฟังก์ชันงานให้ชัด สมองของพนักงานก็ไม่ได้พัก เพราะต้องเจียดพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเดาใจ และประเมินสถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา

แทนที่จะได้ใช้สมองและศักยภาพที่มีไปกับการคิดงานสร้างสรรค์ วางกลยุทธ์ หรือแก้ปัญหาหน้างาน พนักงานกลับต้องมาเสียพลังงานชีวิตไปกับการเดาทางองค์กรแบบไร้ทิศทาง

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ พนักงานจะดูยุ่งหน้าดำคร่ำเครียดตลอดเวลา แต่กลับไม่มีงานที่เป็นชิ้นเป็นอันออกมาเลย และพอหัวหน้ามองไม่เห็นต้นตอเงียบ ๆ นี้ ก็มักจะแก้ปัญหาแบบผิด ๆ ด้วยการควบคุมให้หนักกว่าเดิม เช่น เรียกประชุมถี่ขึ้น ตั้งระบบลงเวลาถี่ยิบ เข้ามาจับตาดูทุกฝีก้าว หรือลงไปล้วงลูก ซึ่งในมุมของพนักงาน มันยิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟและเร่งวันหมดไฟให้เร็วขึ้น

ความคลุมเครือในหน้าที่ มันไม่ใช่แค่เรื่องพนักงานกับหัวหน้าคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่มันเกิดจากสภาพแวดล้อมและวิธีทำงานของโลกยุคนี้ที่เปลี่ยนไปเร็วมาก จนระบบของออฟฟิศปรับตัวตามไม่ทัน พนักงานเลยต้องมารับกรรม ตกอยู่ในสภาวะงงซ้ำงงซ้อน

1. นโยบาย RTO (บังคับกลับเข้าออฟฟิศ)

สมมติว่าช่วงโควิดที่ผ่านมา เรานั่งทำงานที่บ้าน ส่งงานตรงเวลา ผลงานปังเป้าแตกมาโดยตลอด แต่อยู่มาวันหนึ่ง บริษัทออกกฎว่า ทุกคนต้องกลับมานั่งที่ออฟฟิศสัปดาห์ละ 4 วัน พอพนักงานถามว่ากลับมาทำไม ในเมื่ออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เท่ากัน? คำตอบที่ได้มักจะเป็นคำกว้าง ๆ เช่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร หรือเพื่อความสามัคคี

พอย้ายกลับมาออฟฟิศแบบไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน พนักงานจะเริ่มสับสนกับชีวิตประจำวันทันที เช่น วันนี้ต้องตื่นตี 5 ฝ่ารถติดเพื่อมานั่งเปิด Zoom คุยกับคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ หรือเปล่า? งานพิมพ์เอกสารส่งอีเมลธรรมดา ๆ ต้องมานั่งทำที่ออฟฟิศไหม? แล้วถ้าวันไหนมีธุระตอนเย็นจะขอแวบไปทำแล้วกลับไปปั่นงานต่อที่บ้านเหมือนเมื่อก่อนได้หรือเปล่า? กติกาชีวิตมันเบลอไปหมดจนกลายเป็นความอึดอัดสะสมได้

2. AI Disruption (โยน AI มาให้ใช้ แต่ไม่แบ่งงาน)

บริษัทไปซื้อโปรแกรม AI มา แล้วประกาศในที่ประชุมว่า จากนี้ไปออฟฟิศเราจะนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงานนะ ทุกคนลองเอาไปใช้ดู แล้วก็เงียบหายไป ไม่มีใครมาจัดระเบียบให้ใหม่

พนักงานจะเริ่มเลิ่กลั่กแล้วว่า สรุปแล้ว Job Description ที่เซ็นสัญญาตอนเข้ามาทำงานยังเหมือนเดิมไหม? เช่น ปกติเรามีหน้าที่นั่งเขียนรายงานสัปดาห์ละ 3 วัน ตอนนี้ต้องโยนข้อมูลให้ AI เขียน แล้วเรามานั่งตรวจคำผิดใช่ไหม

แล้วถ้า AI มันเขียนเสร็จใน 5 นาที เวลาที่เหลือเราต้องทำอะไรต่อเพื่อให้คุ้มเงินเดือน ที่สำคัญที่สุดคือ ลึก ๆ ทุกคนจะระแวงว่า ที่หัวหน้าบอกให้เราสอน AI ทำงานเนี่ย จริง ๆ คือเขากำลังจะหลอกให้เราเทรนระบบเพื่อมา Layoff ในอนาคตหรือเปล่า จนมันกลายเป็นการทำงานไฮบริดท่ามกลางความหวาดระแวง

3. Layoffs ที่เนียนโยนงานให้คนข้างหลัง

บริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายเลยจ้างเพื่อนในทีมออกไป 2 คน หรือมีคนลาออกแล้วบริษัทเลือกที่จะไม่รับคนใหม่เข้ามาแทน จากนั้นหัวหน้าก็เดินมาบอกคุณว่า "ช่วงนี้ช่วย ๆ กันหน่อยนะ ฝากดูงานตรงนี้เพิ่มอีกนิดนึง"

ซึ่งคำว่า ช่วย ๆ กันหน่อย หรือดูเพิ่มอีกนิด ในความเป็นจริงมันคืองานเต็มเวลาของคน 2 คนที่หายไปเน้น ๆ ตัวเราคนเดียวแต่ต้องรับบทแบกงาน 3 ตำแหน่งพร้อมกัน โดยที่ชื่อตำแหน่งยังเหมือนเดิม เงินเดือนเท่าเดิม และที่แย่ที่สุดคือ ไม่มีใครมาขีดเส้นให้ชัดเจนว่า ขอบเขตงานใหม่ของเราควรจะไปสิ้นสุดตรงไหน พนักงานเลยต้องทำงานแบบหัวหมุน ทำทุกอย่างที่ขวางหน้าจนไม่รู้ว่าตกลงหน้าที่หลักที่แท้จริงของตัวเองคืออะไรกันแน่

วิธีแก้ไม่ใช่ ‘สวัสดิการ’ แต่คือ ‘ความชัดเจน’

สิ่งที่บริษัทต้องทำในตอนนี้ ไม่ใช่การพาทีมไปกินหมูกระทะ จัดทริปเอาท์ติ้ง หรือซื้อเก้าอี้เพื่อสุขภาพมาแจก แต่คือการสร้างความชัดเจน ให้เกิดขึ้นในเนื้องาน ผ่าน 3 ข้อสำคัญที่ต้องจับเข่าคุยกันให้เคลียร์

  • บอกความสำเร็จให้เป็นรูปธรรม เลิกสั่งงานด้วยคำพูดลอย ๆ แต่บอกมาเลยว่าอีก 6 เดือนข้างหน้า งานที่เรียกว่าสำเร็จหน้าตาต้องเป็นแบบไหน มีตัวชี้วัดอะไรที่จับต้องได้บ้าง (สถาบันระดับโลกอย่าง Gallup เคยทำสำรวจแล้วพบว่า มีพนักงานไม่ถึงครึ่ง หรือแค่ 47% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่าองค์กรคาดหวังอะไรจากตัวเองจริง ๆ)
  • ขีดเส้นอำนาจให้ชัด บอกพนักงานไปเลยว่า เรื่องระดับไหนที่เขามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจหน้างานได้เลย และเรื่องไหนที่ต้องรออนุมัติ การขีดเส้นตรงนี้จะช่วยลดภาระทางสมองของพนักงาน ไม่ต้องมานั่งคิดสะระตะหรือเกร็งทุกครั้งที่จะขยับตัวทำอะไร
  • ให้กรอบการจัดลำดับความสำคัญ ในยุคที่แผนธุรกิจเปลี่ยนรายสัปดาห์ ทีมต้องมีแนวคิดและกติกาเดียวกันในการประเมินร่วมกันว่า เมื่องานทุกอย่างประเดประดังเข้ามา อะไรคือสิ่งที่ด่วนและสำคัญต้องทำก่อน และอะไรที่รอได้ ลูกน้องจะได้มีหลักยึดและเดินหน้าต่อได้ทันที โดยไม่ต้องหยุดชะงักรอคำสั่งทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลง

ถ้าคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นจัดระเบียบยังไง ลองกลับไปใช้เครื่องมืออย่าง RACI Chart:

  • R (Responsible): ใครเป็นคนลงมือทำ
  • A (Accountable): ใครเป็นคนอนุมัติและรับผิดชอบหลัก
  • C (Consulted): ใครที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษา
  • I (Informed): ใครที่ต้องรอรับทราบข้อมูลผลลัพธ์

การเคลียร์บทบาทแบบนี้จะช่วยปิดช่องว่างของการทำงานซ้ำซ้อนและตัดปัญหาเรื่องการเกี่ยงงานกันได้อย่างเด็ดขาด

เพราะเมื่อคนทำงานรู้แน่ชัดว่าเป้าหมายคืออะไร ขอบเขตและสิทธิ์ของตัวเองอยู่ตรงไหน พวกเขาจะเลิกเอาพลังงานชีวิตไปทิ้งกับการนั่งเดาใจองค์กร และหันมาโฟกัสกับการปล่อยพลังสร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

อ้างอิง: inc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก Capybara Mode แนวคิดการทำงานที่โฟกัสหน้าที่ของตัวเอง ไม่ขอเป็นเดอะแบกให้ใคร

Capybara Mode คือการทำงานแบบ ‘ชิว แต่ไม่ชุ่ย’ ซึ่งเรายังคงทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่และดีที่สุดเหมือนเดิม และพร้อมยื่นมือช่วยคนอื่นถ้าเรายังไหว แต่จะไม่ก้มหน้ารับทุกงานที่โดนโยนม...

Responsive image

MIT เปิดลิสต์หนังสือน่าอ่านของปี 2026 รวม 43 เล่มจากปลายปากกาอาจารย์และบุคลากร MIT

MIT เปิดลิสต์หนังสือน่าอ่านรับซัมเมอร์ 2026 รวม 43 เล่มจากอาจารย์และบุคลากร MIT ที่ตีพิมพ์ช่วงกรกฎาคม 2025 ถึงมิถุนายน 2026 ครอบคลุมนิยาย บทกวี วิทยาศาสตร์ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจ ...

Responsive image

รู้จัก ‘Disciplined Entrepreneurship’ Framework จาก MIT ที่กำลังเปลี่ยนวิธีสร้าง Startup ในยุค AI

รู้จัก Disciplined Entrepreneurship Framework จาก MIT แนวทางสร้าง Startup อย่างเป็นระบบผ่าน 24 ขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าใจลูกค้า เลือกตลาด ไปจนถึงการใช้ AI Platform อย่าง Orbit Jetpac...