
ถ้าย้อนไปดูตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจะเห็นว่าออกมาค่อนข้างดี เพราะมีอัตราการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานคงที่อยู่ที่ 4.3%
หากมองแบบผิวเผินตลาดแรงงานเหมือนกำลังไปได้สวย แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่าคนที่เพิ่งตกงานหรือเด็กจบใหม่รู้สึกว่าการหางานในตอนนี้เป็นเรื่องที่สาหัส เพราะสัดส่วนของคนที่ว่างงานเกินครึ่งปีพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่วนเด็กจบใหม่ก็มีอัตราการว่างงานสูงมากกว่าคนทั่วไปอีก จึงทำให้เกิดคำถามว่าถ้าตำแหน่งงานในตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้น แล้วทำไมคนถึงยังหางานไม่ได้ ?
เมื่อคนเก่าไม่ยอมออก คนใหม่ก็เข้าไม่ได้
เหตุผลหลักที่ทำให้การหางานเป็นเรื่องยาก ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของคนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลจากฝั่งนายจ้างระบุว่าแม้จะมีการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้น แต่อัตราการจ้างงานจริง ๆ กลับไม่ได้เพิ่มตาม
สาเหตุที่เป็นแบบนี้มีนักเศรษฐศาสตร์อธิบายไว้ว่าเป็นเพราะคนที่ทำงานอยู่เลือกที่จะ ‘กอดงาน' ของตัวเองไว้ ทำให้อัตราการลาออกของพนักงานต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ประกอบกับอัตราการเลิกจ้างในภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งหมดก็อยู่ในระดับที่ต่ำมากเช่นกัน เมื่อไม่มีคนลาออกและไม่มีการเลิกจ้าง บริษัทจึงไม่จำเป็นต้องรับคนใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้อัตราการจ้างงานลดลงไปถึง 419,000 ตำแหน่ง
และเมื่อคนเก่าไม่ออก ตำแหน่งที่จะเปิดให้คนหน้าใหม่หรือคนว่างงานเข้าไปแทนจึงมีน้อยลงตามไปด้วย สถานการณ์นี้ทำให้คนที่ยังมีงานทำอยู่รู้สึกปลอดภัย แต่สำหรับคนที่กำลังหางาน นี่อาจเป็นความจริงที่โหดร้าย เพราะประตูที่จะแทรกตัวเข้าไปในองค์กรถูกปิดแคบลงเรื่อย ๆ ทำให้ต้องใช้เวลาหางานนานขึ้นจนกลายเป็นการว่างงานระยะยาว
อีกหนึ่งเหตุผลคือภาพรวมการเลิกจ้างงานที่ดูเหมือนจะน้อย ไม่ได้แปลว่าทุกสายงานจะปลอดภัยเหมือนกันหมด เพราะหากมองลึกลงไปจะพบว่าการเลิกจ้างไปกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อมากกว่า โดยเฉพาะสายเทคฯ สายเดียวที่มีการประกาศเลิกจ้างไปแล้วกว่าแสนตำแหน่งในปีนี้ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 66%
ในทางกลับกันงานที่เพิ่มขึ้นมาหลักแสนตำแหน่งที่เราเห็น กลับไปกระจุกตัวอยู่ในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม บริการ สาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการเติบโตนี้เป็นผลมาจากการเตรียมรับฤดูกาลท่องเที่ยวและโครงสร้างประชากรสูงวัยที่ต้องการบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ความไม่สมดุลนี้ทำให้คนที่ตกงานจากสายเทคฯ หรือสายธุรกิจทั่วไปอาจไม่สามารถข้ามสายไปทำงานบริการหรือสาธารณสุขที่กำลังเปิดรับคนได้ทันที ทำให้ตัวเลขการจ้างงานโดยรวมอาจดูดี แต่คนตกงานก็ยังคงหางานไม่ได้อยู่ดี เพราะทักษะไม่ตรงกับอุตสาหกรรมที่กำลังโต
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้การหางานยากขึ้น สายงานที่สามารถใช้ AI ทดแทนได้ง่ายอย่างกลุ่มการเงินมีตัวเลขการจ้างงานหดตัวลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่แท้จริงของ AI อาจไม่ได้มาในรูปแบบของการที่หุ่นยนต์เข้ามานั่งทำงานแทนมนุษย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เหตุผลลึกๆ เป็นเรื่องของการบริหารงบประมาณของบริษัท
เมื่อองค์กรธุรกิจต่างตื่นตัวและต้องการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI พวกเขาจึงเลือกที่จะโยกย้ายเงินไปทุ่มซื้อซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ แทน และเมื่อนำงบไปลงทุนกับเทคโนโลยีแล้ว เงินที่จะนำมาใช้สำหรับการจ้างพนักงานใหม่จึงถูกหั่นทิ้งไปโดยปริยาย แม้ว่าบริษัทจะยังต้องการแรงงานคนอยู่ แต่งบในการจ้างงานมันไม่มีแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการจ้างงานยังดูดี แต่คนที่กำลังหางานกลับรู้สึกว่าการได้งานใหม่ยากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อสถานการณ์ของตลาดแรงงานเป็นแบบนี้ ทางรอดเดียวของคนทำงานและเด็กจบใหม่คือการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ ‘เงินทุนของบริษัทกำลังไหลไป’ ข้อมูลจากรายงานของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นภาพว่านิยามของคำว่าคนเก่งในสายตานายจ้างกำลังเปลี่ยนไปทักษะ Hard Skill ที่เคยเป็นที่ต้องการสูงในอดีตอย่างการเขียนโปรแกรม ความสามารถด้านภาษา กำลังถูกลดความสำคัญลง เหตุผลหลักเป็นเพราะเมื่อองค์กรลงทุนกับเทคโนโลยีไปแล้ว พวกเขาสามารถใช้ AI เข้ามาจัดการงานที่มีรูปแบบตายตัวเหล่านี้ได้รวดเร็วและประหยัดกว่าการจ้างคนมานั่งทำ
ดังนั้น สิ่งแรกที่คนทำงานต้องทำคือการอัปเกรดตัวเองให้กลายเป็นคนที่ ‘ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้’ เพราะในเมื่อบริษัทนำงบไปทุ่มกับ AI เราก็ต้องเป็นคนที่ดึงศักยภาพของ AI ออกมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ทักษะอย่างความรู้ด้าน AI และ Big Data รวมถึงความรู้เท่าทันเทคโนโลยี จึงกระโดดขึ้นมาเป็นทักษะแกนหลักที่ตลาดต้องการสูงสุดเมื่อมองไปถึงปี 2030
นอกจากนี้ทักษะเกิดใหม่ที่องค์กรกำลังเริ่มแย่งตัวกัน cybersecurity, Environmental stewardship หรือ Design and user experience ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจสำหรับคนที่พร้อมจะเปลี่ยนสายงานเพื่อหนีจากอุตสาหกรรมที่กำลังหดตัว
แต่แค่ใช้เครื่องมือเป็นยังไม่พอ สิ่งที่ทำให้คนทำงานรอดพ้นจากการถูกเลิกจ้างในระยะยาวคือ ‘ทักษะความเป็นมนุษย์’ ที่เทคโนโลยีมาแทนไม่ได้ เมื่อบริษัทต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทักษะการจัดการตัวเองอย่างความยืดหยุ่น การปรับตัวไว ล้มแล้วลุกให้เป็น และการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จึงกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดี เพราะองค์กรต้องการคนที่พร้อมจะลุยไปกับความไม่แน่นอน นอกจากนี้ทักษะทางความคิด อย่างการคิดเชิงวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองภาพรวมเชิงระบบ ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะต่อให้ AI จะเก่งแค่ไหนในการหาคำตอบ แต่มันก็ยังต้องการมนุษย์ที่ ‘ตั้งคำถามเป็น’ และนำข้อมูลมาต่อยอดในเชิงกลยุทธ์อยู่ดี
ท้ายที่สุดในยุคที่งานไม่ได้หายไปแต่แค่เปลี่ยนหน้าตา คนทำงานจึงต้องเลิกยึดติดประสบการณ์แบบเดิมๆ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความรู้ด้านเทคโนโลยีควบคู่ไปกับทักษะทางสังคมและการคิดวิเคราะห์
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด