‘เพราะว่า’ คำที่ผู้นำต้องหัดพูด ท่าไม้ตายที่ทำให้ทุกคนฟัง

ทำไมคำว่า ‘เพราะว่า’ ถึงมีมนต์ขลังในที่ทำงาน และเป็นท่าไม้ตายที่ทำให้ทุกคนต้องฟังสิ่งที่คุณพูด

พลังของคำว่า ‘เพราะว่า’ ที่ไม่ใช่แค่การเชื่อมประโยค

ถ้าหากคำพูดคืออาวุธในการโน้มน้าวคน คำว่า ‘เพราะว่า’ ก็คือท่าไม้ตายสำคัญที่ทำให้คนฟังและเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด  

เนื่องจากการพูดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และตามด้วยคำว่า ‘เพราะว่า’ มันเป็นเหมือนการให้เหตุผลกับสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อ เช่น พูดสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ต้องการบรรลุเป้าหมายไหน เมื่อคำพูดนั้น คำสั่งนั้น หรือคำขอร้องนั้น มีเหตุและผลมารองรับก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น 

ซึ่งในโลกนี้มีน้อยคนมากที่จะยอมทำตามคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม เพราะโดยพื้นฐานองมนุษย์มักต้องการที่จะรับรู้ถึงจุดประสงค์และเป้าหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว คำว่า ‘เพราะว่า’ เลยเป็นเหมือนกุญแจที่ปลดล็อกความต้องการพื้นฐานเหล่านั้น

หนังสือชื่อ ‘Magic Words’ ของ Jonah Berger เน้นย้ำว่า คำพูดสามารถส่งผลต่อจิตใจของผู้คนได้ มันจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่มักถูกใช้โน้มน้าว หรือจูงใจผู้คนมากที่สุด และถ้าใช้คำพูดที่ถูกต้องก็จะสามารถโน้มน้าวคนได้สำเร็จ

ในฐานะผู้นำต้องให้ความสำคัญกับ ‘เพราะว่า’

ในปี 1978 นักจิตวิทยาชื่อ Ellen Langer พบว่าเมื่อผู้คนได้รับเหตุผล แม้ว่าจะเป็นเพียงเหตุผลธรรมดาก็ตาม พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะทำตามคำขอมากขึ้น ซึ่งเขาชี้ว่าในฐานะผู้นำองค์กรคำว่า ‘เพราะว่า’ มีความสำคัญอย่างมาก

เนื่องจากคำนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบอกสมาชิกในทีมว่าต้องทำอะไรเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขาเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น ข้อมูลที่มากขึ้น และรายละเอียดเพิ่มเติมว่าทำไมพวกเขาจึงควรทำสิ่งเหล่านี้ 

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสั่งทีมให้  “ไปทำรายงานนี้ให้เสร็จภายในวันศุกร์” อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการพูดว่า “จัดทำรายงานนี้ให้เสร็จภายในวันศุกร์ เพราะว่าข้อมูลเหล่าจำเป็นต้องใช้ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา” 

เห็นได้ชัดว่าประโยคที่ 2 ให้ความรู้สึกสำคัญมากกว่า เร่งด่วน และแสดงให้เห็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องทำตามคำขอเหล่านั้น อีกเกร็ดเล็กน้อยของการเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นผู้นำของคุณ 

อ้างอิง: forbes

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ยิ่งคนไทยแข็งแรง ธุรกิจประกันยิ่งไปรอด คณิตศาสตร์ชุดใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวงการประกันสุขภาพ

อัตราส่วนค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันสุขภาพไทยกำลังไต่สู่ 89% ในปี 2026 พร้อมเงินเฟ้อทางการแพทย์ 10.8% ทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนจากการจ่ายค่ารักษา มาเป็นการลงทุนให้คนไม่ป่วย เปิดแนวค...

Responsive image

รู้จักศิลปะของ ‘การไม่ทำอะไร’ ทำไมคนทำงานควรพักจากงานบ้าง ก่อนจะหมดไฟ

ชาวอิตาลีมีคำว่า il dolce far niente หมายถึงความสุขจากการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนั่งเฉย ๆ จนงานไม่เสร็จ แต่คือการปล่อยให้ตัวเองมีช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้สมองได้พ...

Responsive image

14 หนังสือที่ J.P. Morgan แนะนำให้อ่านในปี 2026 ตั้งแต่เบื้องหลังไอเดียเปลี่ยนโลก AI ไปจนถึงศิลปะ มรดกโลก และ สุขภาพสมอง

J.P. Morgan เปิด Summer Reading List 2026 คัด 14 เล่มจากหลายร้อยเล่มที่ที่ปรึกษาลูกค้าทั่วโลกเสนอชื่อ ครอบคลุมภาวะผู้นำ AI ภูมิรัฐศาสตร์ ศักยภาพมนุษย์ สุขภาพสมอง ศิลปะ และมรดกโลก...