Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 ได้แก่ ‘เหนื่อยจนแทบขาดใจ’ สะท้อนวิกฤตคนทำงานที่กำลังหมดไฟ เมื่อ AI บุกและเศรษฐกิจบีบ

Glassdoor

หากต้องนิยามบรรยากาศการทำงานตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ด้วยคำสั้นๆ เพียงคำเดียว Glassdoor แพลตฟอร์มรีวิวองค์กรชื่อดังระดับโลกฟันธงว่าไม่มีคำไหนเหมาะสมไปกว่า ‘Fatigue’ หรือ ‘ความเหนื่อยล้า’ อีกแล้ว

นี่ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงานหนักเพียงชั่วข้ามคืน แต่มันคือสภาวะถังน้ำมันรั่วของแรงงานทั่วโลก ที่ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่หลายลูกพร้อมกัน ทั้งนโยบายเรียกตัวกลับออฟฟิศ (RTO) แบบบังคับ, มหกรรมการเลิกจ้างที่ยังไม่จบสิ้น และการหางานใหม่ที่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

ตัวเลขแห่งความอ่อนล้า

จากการวิเคราะห์ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Glassdoor ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2025 พบว่ามีการพูดถึงคำว่า ‘Fatigue’ เพิ่มขึ้นถึง 41% เมื่อเทียบกับปี 2024 ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ Daniel Zhao หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor ชี้ว่า มันคือผลพวงของการที่ตลาดแรงงานไม่ทำงานกับคนทำงาน การเติบโตของค่าตอบแทนที่ชะงักงันสวนทางกับค่าครองชีพ ทำให้พนักงานจำนวนมากเริ่มรู้สึกขมขื่นกับทิศทางชีวิตของตัวเอง

ความเหนื่อยล้าปี 2025 ไม่ได้มาจากแค่เรื่องงาน แต่มาจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ 

  • คำว่า Inauguration หรือพิธีสาบานตน ถูกพูดถึงเพิ่มขึ้น 875% สะท้อนความกังวลต่อนโยบายภาครัฐ
  • ภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองแต่เงินเฟ้อพุ่ง กลายเป็นฝันร้ายที่พูดถึงกันเพิ่มขึ้น 3 เท่า
  •  การมาของ AI Agents ทำให้คำศัพท์ใหม่อย่าง ‘Agentic’ ถูกพูดถึงพุ่งกระฉูดถึง 2,244% นี่คือความกลัวลึกๆ ว่าเทคโนโลยีไม่ได้มาช่วย แต่มาแทนที่

ปรากฏการณ์ ‘Job Hugging’ และกับดักความสัมพันธ์

สภาพตลาดเช่นนี้ก่อให้เกิดเทรนด์ที่น่ากังวลอย่าง ‘Job Hugging’ หรือการที่พนักงานกอดเก้าอี้ตัวเองไว้แน่นแม้จะเกลียดงานนั้นแค่ไหนก็ตาม เพราะกลัวการออกไปเผชิญโลกความจริงข้างนอก สภาวะจำยอมนี้แหละคือเชื้อเพลิงชั้นดีของอาการ Burnout ยิ่งอยู่นาน ยิ่งหมดไฟ ยิ่งรู้สึกติดกับดักทั้งในเนื้องานและเส้นทางอาชีพ

Daniel Zhao ชี้ประเด็นที่น่าสนใจว่า ในขณะที่พนักงานกำลังคิดไม่ตกเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง แต่ผู้นำองค์กรกลับพยายามเร่งเครื่องเรื่องประสิทธิภาพ (Efficiency) กับ ผลิตภาพ (Productivity) ผ่านการใช้ AI และกฎระเบียบที่เข้มงวด ‘มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่นายจ้างบีบเค้นประสิทธิภาพ แต่กลับละเลยที่จะสร้างความรู้สึกทุ่มเทในงาน ถ้าพนักงานไม่รู้สึกว่าความทุ่มเทจะนำมาซึ่งรางวัลที่คุ้มค่า ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ผลิตภาพที่ลดลงอยู่ดี’ Daniel Zhao กล่าว

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าทางออกไม่ใช่การฝืนวิ่งต่อ แต่คือการ ‘Set Boundaries’ หรือกำหนดขอบเขตใหม่ สำหรับคนหางาน อย่าสู้อย่างโดดเดี่ยว หา Community เพื่อแลกเปลี่ยนและซัพพอร์ตจิตใจ และ สำหรับคนทำงาน อย่าลดความสำคัญของงานที่ไม่ส่งผลต่อการเติบโต และเริ่มมองหาการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อกู้คืนอำนาจในการควบคุมชีวิตตัวเองกลับมา

ปี 2025 อาจเป็นปีแห่งความเหนื่อยล้า แต่การยอมรับว่าเราเหนื่อยคือก้าวแรกของการแก้ไข ก่อนที่ไฟในการทำงานจะมอดดับไปตลอดกาล

ที่มา: CNBC

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานได้ไหม? ดราม่าที่ ‘ไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟเลย’ แต่กำลังสะท้อนการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ในที่ทำงานยุค AI

ดราม่าถือกาแฟเย็นไปสัมภาษณ์งานลามทั่วโซเชียล Beth Kowitt แห่ง Bloomberg Opinion ชี้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟ แต่คือการชิงอำนาจระหว่างหัวหน้ากับ Gen Z ว่าใครจะกำหนดกฎของที่ทำงานยุค AI...

Responsive image

รู้จัก Fauxductivity หรือ 'ภาวะแกล้งยุ่ง’ ทำตัวงานล้น เพื่อให้ดูขยัน อันตรายจากการเน้น ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่าผลงาน

Fauxductivity หรือ ‘ภาวะแกล้งยุ่ง’ คือการที่พนักงานสร้างภาพว่าทำงานหนัก แต่ไม่ได้มีเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอัน...

Responsive image

รับมือคนประเภท Energy Vampire ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งเหมือนโดนดูดพลัง รู้จัก 6 สัญญาณและวิธีรับมือ

Energy Vampire คือคนที่ทำให้เราหมดพลังทุกครั้งที่ต้องอยู่ด้วย มักมาในรูปแบบคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ชอบพูดแต่เรื่องตัวเอง หรือดึงเราไปพัวพันกับปัญหาของเขาซ้ำ ๆ...