ปิดแจ้งเตือน แล้วชีวิตดีขึ้นยังไง ? ฟังจาก Jamie Dimon ชายที่บริหารพนักงานกว่า 3 แสนคนทั่วโลก

(และคำถามที่ตามมาคือ… ถ้าไม่รับแจ้งเตือนเลย จะทำงานทันคนอื่นไหม?)

ในยุคที่มือถือคือหัวใจของการทำงาน ทั้งอีเมล ข้อความ Teams Slack Zoom และอีกสารพัดแอปที่เด้งเตือนตลอดวัน การปิดแจ้งเตือนอาจฟังดูเหมือนตัดขาดจากโลก แต่สำหรับ Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase หนึ่งในผู้นำองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขากลับมองต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เขาเลือกจะไม่อ่านข้อความระหว่างวัน และที่สำคัญคือปิดแจ้งเตือนทุกอย่างบนมือถือ“ผมไม่มีการแจ้งเตือน ถ้าคุณส่งข้อความมาระหว่างวัน ผมอาจจะไม่อ่านเลย” – Jamie Dimon, CEO JPMorgan Chase

ปิดแจ้งเตือน = ปิดสิ่งรบกวน

Dimon บอกว่าเขาไม่พกโทรศัพท์ไปไหนมาไหนในออฟฟิศ และจะเก็บมันไว้ในห้องทำงานเสมอ เพราะเวลาประชุม เขาอยากให้สมองอยู่ตรงนั้นแบบ 100%

ตอนผมเดินในตึกหรือเข้าประชุม โทรศัพท์จะอยู่ในออฟฟิศ ผมอ่านข้อมูลมาก่อนแล้ว และผมโฟกัสเต็มที่กับการพูดคุย ไม่ให้ตัวเองถูกรบกวนด้วยเสียงแจ้งเตือนหรืออีเมล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซีอีโอคนนี้พูดถึงมารยาทในการทำงาน Dimon เคยพูดบนเวที Fortune’s Most Powerful Women Summit ว่า “ถ้าคุณเปิด iPad อยู่ตรงหน้าผม แล้วผมเห็นว่าคุณกำลังดูอีเมล ผมจะบอกให้คุณปิดมันเดี๋ยวนี้”

เขาเชื่อว่าการประชุมควรมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน และการไถมือถือระหว่างนั้นคือสัญญาณว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติทีม หรือใช้เวลาของทุกคนอย่างคุ้มค่า

Dimon ยังเป็นหนึ่งในผู้นำองค์กรที่ ไม่ปลื้มวัฒนธรรมทำงาน Work From Home โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนรุ่นใหม่อย่างชาว Gen Z ชอบทำงานผ่าน Zoom มากกว่ามานั่งโต๊ะในออฟฟิศ ครั้งหนึ่งเคยมีคลิปเสียงหลุดจากการประชุมภายในของ JPMorgan ที่ Dimon ตำหนิลูกน้องว่า

“อย่ามาบอกผมว่าทำงานจากบ้านวันศุกร์มันเวิร์ก... ผมโทรหาหลายคนในวันศุกร์ แล้วไม่มีใครรับเลย”

เขายังพูดตรง ๆ ว่าผู้จัดการบางคนอู้งานระหว่างประชุมออนไลน์ เปิดกล้องไว้แต่แอบดูอีเมล ส่งข้อความ หรือไม่สนใจเนื้อหาเลย “สิ่งเหล่านี้ทำให้ประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ลดลง และมันก็เสียมารยาทด้วย” Dimon เสริม

โลกของ Always On

ในหลายองค์กรโดยเฉพาะสายเทคหรือสตาร์ตอัป วัฒนธรรม Always On หรือพร้อมตลอดเวลากลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็น

  • ผู้จัดการคาดหวังว่าทีมจะตอบข้อความในไม่กี่นาที
  • ลูกค้าคาดหวังคำตอบทันทีแม้จะเป็นเวลาหลังเลิกงาน
  • บางบริษัทวัดความเร็วในการตอบสนองเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลงานจริงๆ

ผลคือ… โทรศัพท์ที่ควรช่วยให้เราทำงานสะดวกขึ้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ผูกมัดเราให้ไม่สามารถหลุดจากงานได้เลย

มีงานวิจัยของ Harvard Business Review ที่ระบุว่า คนทำงานในออฟฟิศโดยเฉลี่ย ถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนหรือสื่อดิจิทัลทุก ๆ 6 นาที และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ… หลังจากถูกรบกวนหนึ่งครั้ง สมองของเราต้องใช้เวลาราว 20–25 นาที กว่าจะกลับมาโฟกัสได้เท่าเดิม

ลองคิดดูว่า ถ้าคุณได้รับ Slack เด้ง 10 ครั้งต่อชั่วโมง นั่นแปลว่าวันทั้งวันคุณแทบไม่มีเวลาทำงานแบบเต็มสมาธิเลย

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้บริหารอย่าง Dimon ถึงเลือกตัดขาดจากโทรศัพท์ชั่วคราว เพื่อให้ได้เวลาทำงานแบบลงลึกที่มีคุณภาพจริงๆ

แต่ในโลกจริง การปิดแจ้งเตือนอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะในมุมของพนักงานทั่วไป หรือทีมที่ต้องทำงานแบบ Cross-functional ตลอดเวลา การหายจากระบบก็อาจสร้างปัญหาได้เหมือนกัน เช่น พลาดการแจ้งเตือนด่วนจากลูกค้า, ไม่เห็นข้อความเปลี่ยนเวลาประชุม, หรือทำให้ทีมรู้สึกว่าเข้าถึงยาก

โดยเฉพาะในยุคของ Hybrid Work ที่ทีมกระจายกันทำงานทั้งในออฟฟิศและจากที่บ้าน การสื่อสารผ่านโทรศัพท์และแอปมันจึงกลายเป็น lifeline ที่สำคัญ

วิธีคิดแบบใหม่ไม่ต้อง Always On แต่ต้อง Always Intentional

สิ่งที่หลายองค์กรเริ่มทำ (และควรทำมากขึ้น) คือ นิยามใหม่ของคำว่าพร้อม ไม่ใช่พร้อมตลอดเวลา แต่คือ พร้อมในเวลาที่เหมาะสม แนวทางที่หลายคนใช้แล้วได้ผล เช่น

  • ตั้ง Notification Zone ปิดแจ้งเตือนระหว่างเวลาทำงานที่ต้องลงลึก เช่น 9.00–11.00 น. และเปิดเช็กเฉพาะช่วงพัก
  • ตั้ง Expectation กับทีม บอกกันตรงๆ ว่าจะตอบข้อความในช่วงเวลาไหนบ้าง เพื่อลดความกดดันในการตอบทันที
  • ใช้ระบบการจัดตารางสื่อสาร (Communication Schedule) เช่น มี No Meeting Friday หรือ Focus Hour
  • เลือกช่องทางให้เหมาะกับบริบท เช่น เรื่องเร่งด่วนโทรหา เรื่องทั่วไปใช้แชต หรืออีเมล

การมีวินัยในการเลือกตอบ ไม่ได้หมายถึงการละเลย แต่มันคือการควบคุมเวลาและสมาธิของตัวเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Jamie Dimon อาจเป็นตัวอย่างสุดโต่งของการปิดแจ้งเตือนเพื่อรักษาสมาธิ แต่ในโลกการทำงานจริง ๆ ของเรา มันไม่ใช่เรื่องของปิด หรือเปิดอย่างเดียว มันคือเรื่องของการออกแบบวิธีสื่อสารให้สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและชีวิต

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

แนะนำ 10 หนังสือเด็ด ที่นักลงทุนต้องอ่านในปี 2026 ตั้งแต่ AI จนถึงจิตวิทยาการเงินที่ต้องรู้

รวมรายชื่อหนังสือน่าอ่านปี 2026 จาก Morningstar ครบทุกรสทั้งการลงทุน AI จิตวิทยา และประวัติศาสตร์การเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักลงทุนและผู้นำธุรกิจก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง...

Responsive image

‘ทำเรื่องเดิมให้ดีที่สุด’ สูตรลับสร้างธุรกิจที่คนมองข้าม

ค้นพบความลับของการเติบโตทางธุรกิจที่ไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่คือ 'ความน่าเชื่อถือ' (Reliability) และการลงมือทำที่ไร้ที่ติ เจาะลึกกลยุทธ์สร้าง Customer Experience ที่ช่วยเพิ่มรายได้และม...

Responsive image

Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 ได้แก่ ‘เหนื่อยจนแทบขาดใจ’ สะท้อนวิกฤตคนทำงานที่กำลังหมดไฟ เมื่อ AI บุกและเศรษฐกิจบีบ

Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 คือ ‘Fatigue’ สะท้อนภาวะคนทำงานหมดไฟจากพิษเศรษฐกิจและ AI Disruption พร้อมเจาะลึกเทรนด์ Job Hugging ที่คนจำใจกอดงานแน่น...