ทำไม Jeff Bezos ถึงบอกว่า ‘อย่าประนีประนอม’ ถ้าอยากให้ธุรกิจไปได้ไกล

ทำไม Jeff Bezos ถึงบอกว่า ‘อย่าประนีประนอม’ ถ้าอยากให้ธุรกิจไปได้ไกล

เวลาที่เรามีความเห็นไม่ตรงกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องในครอบครัว สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะทำเพื่อให้เรื่องจบลงด้วยดีคือการ ‘ยอมถอยคนละก้าว’ แล้วมาเจอกันตรงกลางที่เราเรียกว่าการประนีประนอม เพราะเชื่อว่านั่นคือทางออกที่ดีและยุติธรรม แต่สำหรับ Jeff Bezos มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon เขามองว่านี่คือวิธีการตัดสินใจที่อันตรายและแย่ที่สุด

ลองนึกภาพว่าคุณกับเพื่อนกำลังเถียงกันว่าเพดานห้องนี้สูงเท่าไหร่ เพื่อนบอกว่าน่าจะสูง 4 เมตร แต่คุณยืนยันว่ามันน่าจะสูงสัก 3 เมตร เถียงกันไปมาสุดท้ายคุณทั้งคู่ก็สรุปว่า สูง 3 เมตรครึ่ง จะได้เลิกเถียงกัน ซึ่งฟังดูเหมือนจะดี แต่สิ่งที่ควรทำจริงๆ คือการไปหยิบตลับเมตรมาวัดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยต่างหาก 

Jeff Bezos บอกว่าเหตุผลที่คนชอบ ‘พบกันครึ่งทาง’ เป็นเพราะใช้พลังงานน้อยดี ไม่ต้องเหนื่อยไปหาข้อมูล ไม่ต้องออกแรงไปพิสูจน์ความจริง แค่ยอมๆ กันไปเรื่องก็จบ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันไม่ใช่ความจริง และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างเรื่องการสร้างบ้าน สมมติว่าสามีอยากสร้างบ้านพร้อมกัน 4 หลังในรวดเดียวเพราะจะได้ส่วนลดค่าวัสดุและประหยัดค่าแรง แต่ภรรยากลับกังวลเรื่องเงินสดในมือเลยบอกว่าสร้างทีละหลังดีกว่า ถ้าคู่นี้เลือกทางสายกลางคือ ‘งั้นสร้างพร้อมกัน 2 หลังแล้วกัน’ ผลที่ได้คือพวกเขาจะไม่ได้ส่วนลดค่าวัสดุจำนวนมากอย่างที่สามีต้องการ แถมยังต้องแบกความเสี่ยงเรื่องเงินในกระเป๋ามากกว่าที่ภรรยาจะสบายใจ กลายเป็นว่าทางเลือกตรงกลางนี้ ‘พัง’ ทั้งสองฝ่าย คือทั้งเปลืองเงินและทั้งน่ากังวลใจไปพร้อมกัน

แล้วถ้าเป็นเรื่องอนาคตที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ล่ะ เช่น จะจ้างพนักงานคนนี้ดีไหมหรือจะเปิดสาขาใหม่ดีหรือเปล่า เรื่องพวกนี้ไม่มีตลับเมตรมาวัดล่วงหน้าได้ วิธีที่ Jeff Bezos ใช้และอยากให้ทุกคนลองนำไปใช้คือหลักการคือ ‘ไม่เห็นด้วย แต่พร้อมสนับสนุน’ (Disagree and Commit)

หลักการนี้คือการยอมรับว่าเรามีความเห็นต่างกัน แต่แทนที่จะมาทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งมักจะไม่ได้ผล แต่ถ้าทีมงานของคุณมั่นใจมากว่าโปรเจกต์นี้จะรุ่ง แต่คุณมองว่าไม่น่ารอด แทนที่คุณจะไปสั่งให้เขาลดขนาดโปรเจกต์ลงครึ่งหนึ่ง (ซึ่งอาจทำให้โปรเจกต์นั้นล้มเหลวแน่ๆ) ให้คุณพูดไปเลยว่า ‘ไม่เห็นด้วยนะ และมองเห็นความเสี่ยงหลายอย่าง แต่ในเมื่อพวกคุณมั่นใจ เราจะวางความเห็นต่างทิ้งไว้ แล้วจะสนับสนุนพวกคุณอย่างเต็มที่ 100% มาลองลุยกันให้สุดทางดูสักครั้ง’

การทำแบบนี้มีข้อดีคือ เมื่อเราเลือกทางใดทางหนึ่งอย่างสุดตัว เราจะได้คำตอบที่แท้จริงกลับมา ถ้ามันสำเร็จก็ถือว่าดีมาก แต่ถ้ามันล้มเหลว ก็จะรู้ชัดเจนว่ามันพลาดเพราะอะไร ไม่ใช่พลาดเพราะเราทำแบบกล้าๆ กลัวๆ หรือทำแบบครึ่งๆ กลางๆ จนแยกไม่ออกว่าที่พังเป็นเพราะไอเดียไม่ดี หรือเป็นเพราะเราสนับสนุนมันไม่พอ

ดังนั้นครั้งต่อไปที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ลองถามตัวเองก่อนว่าเราสามารถ ‘หาตลับเมตรมาวัด’ เพื่อหาความจริงได้ไหม ถ้าหาได้ ก็จงออกแรงหาความจริงนั้น อย่าขี้เกียจด้วยการยอมถอยคนละก้าว แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครรู้ จงเลือกทางใดทางหนึ่งให้สุด แล้วทุ่มเทไปกับมัน ดีกว่าการเลือกทางสายกลางที่ทำให้ทุกคนแพ้ไปพร้อมๆ กัน

อ้างอิง: inc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...

Responsive image

Ajay Banga ประธานธนาคารโลกชี้ เงินช่วยเหลือแก้จนได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งต้องแก้ด้วยงาน

สรุปเวที Civil Society Townhall: Ajay Banga ประธานธนาคารโลก เผยแนวทางแก้จนยุคใหม่ ปรับโฉมองค์กรอนุมัติงานเร็วขึ้น พร้อมดัน "สุขภาพจิต" และการสร้างงานเป็นศูนย์กลาง...