ผู้นำที่เก่งที่สุดไม่ได้เริ่มจากกลยุทธ์ แต่เริ่มจากสิ่งที่ Michelle Obama เรียกว่า 'ความดีที่มีอยู่แล้ว' ในทีม

ในพิธีเปิด Obama Presidential Center, Michelle Obama อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ไม่ได้พูดถึงกลยุทธ์ธุรกิจ ตัวเลขผลประกอบการ หรือประสิทธิภาพการทำงานเลยแม้แต่คำเดียว แต่ Moshe Engelberg คอลัมนิสต์ด้านภาวะผู้นำของ Inc. ที่ได้ฟังกลับยกให้การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้เป็นบทเรียนผู้นำที่ชัดเจนที่สุดแห่งปี

แก่นของสิ่งที่ Michelle Obama สื่อสารไม่ใช่สูตรสำเร็จการบริหาร แต่เป็นคำถามที่ย้อนกลับมาที่ตัวผู้นำเองว่า เราพกสมมติฐานแบบไหนเข้าไปหาคนในทีม ระหว่าง 3 คู่เปรียบเทียบนี้ เราเลือกมองอะไรก่อนกัน คือมองเห็นความดีงามของคนก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว มองเห็นผลกระทบที่สร้างต่อผู้อื่นก่อนเสียงชื่นชมที่ตัวเองจะได้รับ และมองเห็นความเป็นคนก่อนตัวเลขผลงาน ฟังดูเรียบง่าย แต่ Moshe Engelberg ชี้ว่านี่คือรากฐานของภาวะผู้นำที่สร้างความไว้วางใจ ทำให้ทีมแข็งแรง และทิ้งมรดกที่อยู่ยาวกว่าตัวชี้วัดใดๆ

โค้ช NBA โยเกิร์ตกรีก และเด็กใน Harlem: สามเรื่องจริงของผู้นำที่เลือกมองเห็น 'คน' ก่อน

เพื่อขยายแนวคิดนี้ Moshe Engelberg หยิบตัวอย่างจริงมาเล่า 3 เรื่อง เรื่องแรกมาจากสนามบาสเกตบอล เมื่อ DeMar DeRozan ผู้เล่นระดับออลสตาร์ของลีก NBA ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวว่าพ่อเสียชีวิต เขาตั้งใจจะบินกลับบ้านที่ลอสแอนเจลิสเที่ยวแรกทันที แต่ก่อนจะออกเดินทาง Gregg Popovich เฮดโค้ชของทีมเดินเข้ามาหา แล้วนั่งร้องไห้อยู่กับลูกทีมคนนี้นานถึง 2 ชั่วโมง Moshe มองว่าแชมป์ NBA ทั้ง 5 สมัยของ Gregg Popovich สร้างขึ้นจากสิ่งนี้เอง คือการมองเห็นผู้เล่นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ก่อนที่จะมองพวกเขาเป็นทรัพย์สินของทีม

เรื่องที่สองคือ Hamdi Ulukaya ผู้ก่อตั้งแบรนด์โยเกิร์ตกรีก Chobani ที่ได้ยินว่ามีผู้ลี้ภัยในเมือง Utica ใกล้โรงงานกำลังต้องการงาน คนกลุ่มนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้และขับรถไม่เป็น แต่ Hamdi ตัดสินใจจ้างพวกเขาอยู่ดี วันนี้พนักงานของ Chobani ราว 30% เป็นผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัย ในจุดที่คนอื่นเห็นเป็นภาระด้านการจัดการ Hamdi เลือกเห็นเป็นคนที่มีศักยภาพ แล้วทุกอย่างที่เหลือก็ตามมาเอง

เรื่องสุดท้ายคือ Geoffrey Canada ผู้ก่อตั้ง Harlem Children's Zone องค์กรที่ตั้งอยู่บนความเชื่อเพียงข้อเดียวว่า เด็กๆ ในย่าน Central Harlem ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ระบบรอบตัวพวกเขาต่างหากที่เป็น ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าช่องว่างด้านผลการเรียนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นและแก้ไม่ได้ โครงการดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงรั้วมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมพื้นที่ 100 ช่วงตึกของ Geoffrey ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความเชื่อนั้นผิด

คำถามที่ผู้นำต้องกล้าถามตัวเอง ก่อนเดินเข้าห้องประชุมครั้งหน้า

จากทั้ง 3 เรื่อง Moshe Engelberg ชวนผู้นำทำการทดลองทางความคิดง่ายๆ คือลองสำรวจสมมติฐานที่ตัวเองใช้จริงๆ กับทีม ว่าลึกๆ แล้วเราเชื่อในแรงจูงใจ ความสามารถ และความดีพื้นฐานของพวกเขาแค่ไหน รวมถึงย้อนถามว่าเราเชื่อในความดีพื้นฐานของตัวเองมากน้อยเพียงใด เพราะความเชื่อเหล่านี้ส่งผลต่อวิธีที่เรานำทีมโดยตรง

คำถามที่ควรถามตัวเองมีสองข้อ ข้อแรกคือทุกครั้งที่เดินเข้าห้องประชุม เรานำทีมด้วยความไว้วางใจในความดีของพวกเขาจริงๆ หรือด้วยความหวาดระแวงที่แค่บริหารจัดการให้ดูเนียน และข้อที่สองคือครั้งสุดท้ายที่เรามองเห็นใครสักคนในทีมจริงๆ ไม่ใช่แค่เห็นสิ่งที่เขาส่งมอบ แต่เห็นว่าเขาเป็นใคร คือเมื่อไหร่

4 ก้าวสู่การนำทีมจากความเชื่อในความดี ที่เริ่มทำได้ในสัปดาห์นี้

Moshe เสนอขั้นตอนที่จับต้องได้ 4 ข้อ ข้อแรกคือเลือกสมมติฐานของตัวเองอย่างมีสติ ก่อนประชุมทีมครั้งถัดไป ให้เขียนประโยคเดียวว่า 'ฉันนำทีมนี้จากความเชื่อที่ว่าคนของฉันเป็นคนแบบ...' แล้วเติมให้จบอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง

ข้อที่สองคือจับสัญญาณความอยากของตัวเองให้ได้ ลองย้อนดูการตัดสินใจ 3 ครั้งล่าสุดที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ แล้วถามตรงๆ ว่าสัดส่วนเท่าไหร่มาจากความห่วงใยทีมจริงๆ และเท่าไหร่มาจากการปกป้องตัวเองหรือรักษาสถานะของตัวเอง

ข้อที่สามคือมองเห็นใครสักคนจริงๆ ภายในสัปดาห์นี้ เลือกคนในทีมมาหนึ่งคน แล้วถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับงานเลย จากนั้นฟังให้นานพอที่จะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเขาจริงๆ

และข้อสุดท้ายคือให้มรดกที่อยากทิ้งไว้เป็นตัวเปลี่ยนทิศการตัดสินใจสักเรื่อง หยิบการตัดสินใจที่ค้างอยู่บนโต๊ะสัปดาห์นี้มาหนึ่งเรื่อง แล้วถามว่าทางเลือกแบบไหนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของใครสักคนได้จริง แล้วเดินหน้าตามนั้น

นอกจากการบ้านส่วนตัวของผู้นำแล้ว Moshe Engelberg ยังแนะนำให้โยนคำถามหนึ่งเข้าไปในวงประชุมทีมด้วยว่า 'ช่วงเวลาไหนที่คุณรู้สึกว่ามีคนมองเห็นตัวตนของคุณจริงๆ ที่นี่ และช่วงเวลาไหนที่รู้สึกเหมือนตัวเองล่องหน สองประสบการณ์นั้นต่างกันตรงไหน' จากนั้นปล่อยให้บทสนทนาไหลไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพยายามควบคุมทิศทาง

ผู้นำไม่ต้องสร้างความดีขึ้นใหม่ แค่เลิกทำเหมือนมันไม่มีอยู่

บทสรุปที่ Moshe Engelberg ทิ้งไว้คือ Michelle Obama ไม่ได้เปิดตัวโมเดลภาวะผู้นำแบบใหม่บนเวที Obama Presidential Center แต่กำลังชี้กลับไปที่รากฐานซึ่งมีอยู่แล้วในตัวทุกคน แล้วถามว่าเรากล้านำทีมจากจุดนั้นจริงหรือเปล่า เพราะความดีงามมีอยู่จริงทั้งในทีมและในทุกคนที่ตื่นมาทำงาน ผู้นำไม่จำเป็นต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ แค่ต้องเลิกนำทีมราวกับว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่

ที่มา: Inc.

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

คุยกับ Richard Ireland CEO ของ GovWare พร้อมคำถามที่โรงพยาบาลไทยต้องมอง

Richard Ireland CEO ของ GovWare เล่าว่าทำไมธีม GovWare 2026 ยึดหลักการเดิมท่ามกลางความเร็วของ Agentic AI พร้อมบทเรียนสำหรับธนาคาร โรงพยาบาล และการรับมือมิจฉาชีพข้ามพรมแดนของไทย...

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...