AI โต คนของเราต้องรอด! รัฐสภาสิงคโปร์มีมติเอกฉันท์ ยันเศรษฐกิจยุค AI ต้องโตควบคู่การจ้างงาน ย้ำจะไม่มีภาวะ Jobless Growth ในประเทศ

ในโลกที่เทคโนโลยี AI กำลังหมุนไปเร็วกว่ากฎหมายและทักษะของมนุษย์ คำถามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ AI เก่งแค่ไหน แต่เป็น "ในวันที่เศรษฐกิจพุ่งทะยานเพราะ AI คนทำงานจะยังมีที่ยืนอยู่ไหม?"

ล่าสุด สิงคโปร์ ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค ได้ขยับตัวครั้งสำคัญที่คนในแวดวง Tech และ Policy ทั่วโลกต้องจับตามอง เมื่อรัฐสภาสิงคโปร์มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองญัตติประวัติศาสตร์อย่าง สิงคโปร์จะไม่มีสภาวะ Jobless Growth หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไร้การจ้างงานในยุค AI

สัญญาณเตือนจากกลไกตลาด AI ไม่ได้มาพร้อมความมั่งคั่งของทุกคน

จุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวนี้มาจาก ญัตติภาคสมาชิก (Private Member's Motion) ที่เสนอโดยกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อแรงงาน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่ภาคส่วนนี้ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเด็นในสภาด้วยตนเอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "ความกังวลของแรงงาน" ได้มาถึงจุดพีคจนไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป

นายอึ้ง ชี เมง (Ng Chee Meng) เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแห่งชาติ (NTUC) ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจและตรงไปตรงมาว่า หากปล่อยให้การพัฒนา AI เป็นไปตามยถากรรมหรือกลไกตลาดเสรีเพียงอย่างเดียว ผลกำไรและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนั้น "อาจจะไม่ตกมาถึงมือคนทำงานโดยอัตโนมัติ"

ในโลกของทุนนิยมที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด AI คือเครื่องมือที่ลดต้นทุนได้ดีเยี่ยม แต่ในมุมของสังคมวิทยา หากประสิทธิภาพนั้นแลกมาด้วยการเลิกจ้างงานขนานใหญ่ ความมั่งคั่งของประเทศก็จะกลายเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ ที่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของประชาชน

การอภิปรายอย่างเข้มข้นตลอด 2 วันในรัฐสภาสิงคโปร์ไม่ได้เป็นเพียงการบ่นถึงผลกระทบ แต่เป็นการมองหาโซลูชันที่เรียกว่า Inclusive Progress หรือความก้าวหน้าที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

หัวใจสำคัญที่สิงคโปร์กำลังพยายามทำคือการเปลี่ยนผ่านจากการทดแทนแรงงาน ไปสู่การเสริมศักยภาพแรงงาน โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนหลักผ่านมาตรการต่างๆ เช่น

  • การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า: การระบุว่าทักษะใดกำลังจะล้าสมัย และทักษะใดที่เป็นที่ต้องการในอนาคต
  • การอุดหนุนการ Upskilling: เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานวัยกลางคนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะปรับตัวตามเทคโนโลยีไม่ทัน
  • สัญญาประชาคมใหม่: การสร้างความเชื่อมั่นว่าผลกำไรที่บริษัทได้รับจากการใช้ AI จะต้องถูกแบ่งสันปันส่วนกลับมาสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

บทเรียนจากสิงคโปร์สู่สายตาโลก

มติเอกฉันท์ในครั้งนี้เป็นมากกว่าเรื่องของเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือการประกาศจุดยืนทางจริยธรรมของประเทศ สิงคโปร์กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การจะเป็นผู้นำด้าน Tech ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทอดทิ้งแรงงาน

ความสำเร็จของญัตตินี้คือการสร้างฉันทามติร่วมกันว่า ต่อจากนี้ไปไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด มนุษย์จะยังคงเป็นศูนย์กลางของนโยบายเศรษฐกิจเสมอ

อ้างอิง: bloomberg

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

คุยกับ Richard Ireland CEO ของ GovWare พร้อมคำถามที่โรงพยาบาลไทยต้องมอง

Richard Ireland CEO ของ GovWare เล่าว่าทำไมธีม GovWare 2026 ยึดหลักการเดิมท่ามกลางความเร็วของ Agentic AI พร้อมบทเรียนสำหรับธนาคาร โรงพยาบาล และการรับมือมิจฉาชีพข้ามพรมแดนของไทย...

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...