10 วิธีการคุยกับหัวหน้าเรื่องสุขภาพใจ

หลายคนอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะต้องพูดเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงาน ยิ่งสถานการณ์ใน 2 ปีที่ผ่านมาทำให้ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงขึ้นและเริ่มมีผลต่อชีวิตประจำวัน ทำให้การใช้ชีวิตในสภาวะปกติที่รวมไปถึงการทำงานเริ่มสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายคนจนไม่สามารถทนอยู่ได้ บางคนจึงหันไปพึ่งจิตแพทย์ที่แม้ว่าตามทฤษฎีจะช่วยได้ แต่หลายปัญหาโดยเฉพาะในส่วนของที่ทำงานก็ต้องอาศัยการคุยกับหัวหน้างานเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วถ้าหากหัวหน้าทุกคนมีการรับฟัง ทำความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจโดยไม่ตัดสินไปก่อน ก็คงทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจมากขึ้น และสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถร่วมกันทำให้เกิด work life balance และลดความเครียดลงได้

mental health problem

ทั้งนี้ จากสภาวะโรคระบาดก็ทำให้หลายบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตที่ดีของพนักงาน และวิธีการดังต่อไปนี้จะช่วยให้คุณได้วางแผนก่อนเข้าไปคุยกับบริษัทหรือหัวหน้าของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

1. รู้สิทธิพื้นฐานในที่ทำงานของตัวเอง รวมไปถึงนโยบายที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตพนักงานของบริษัท 

2. ปรึกษากับฝ่ายที่ดูแลเรื่องสุขภาพของบริษัท ภายใต้กฎหมายกำกับการดูแลตามสิทธิพื้นฐาน เช่น การอำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต

3. วางแผนการสื่อสารที่จะคุยกับหัวหน้า โดยการลิสต์ในสิ่งที่จะพูด และสิ่งที่อยากถาม

4. ทบทวนสิ่งที่จะคุย เพราะการคุยในครั้งนี้จะเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกหลายส่วน คุณจะได้รู้ว่าส่วนไหนที่คุณไม่อยากถ่ายทอด อาจจะคัดเลือกสิ่งจำเป็นที่ต้องบอกให้หัวหน้างานรับรู้ เพื่อนำไปปรับให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

5. แชร์เฉพาะสิ่งที่สบายใจ ไม่จำเป็นต้องแชร์อาการของความเจ็บป่วยให้บริษัทฟัง แค่บอกว่าเกี่ยวกับสุขภาพจิตหรืออาการป่วยทางจิต ไม่ควรสาธยายรายละเอียดอื่นเกินความจำเป็น

6. ถ้ามีอะไรที่ทำให้กังวลหรือไม่สบายใจเป็นพิเศษ ลองอธิบายเป็นคำพูดง่าย ๆ เช่น เกิดอะไรขึ้น หรือใครพูดอะไร และอะไรที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น ถ้าจำเป็นก็อธิบายว่าหลังเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อการทำงานยังไง

7. แจ้งให้เจ้านายทราบว่าอะไรที่ทำแล้วมีความสุขในที่ทำงาน (หาให้เจอ) แล้วลองปรับเปลี่ยนงานที่เหมาะกับความสนใจและความสามารถ ก็จะสามารถลดความเครียดลงได้

8. พูดคุยกันแบบซึ่ง ๆ หน้าและให้ความจริงจังกับสถานการณ์นี้ แม้จะต้องเป็นการคุยแบบ virtual หรือแม้ว่าคุณจะสนิทกับหัวหน้างานจนสามารถคุยกันแบบไม่เป็นทางการ ที่สำคัญคือต้องมีเวลาให้กัน คนเล่าต้องมีเวลาเล่า และคนฟังต้องมีเวลาฟัง 

9. บอกเล่าเหตุการณ์และขอแนวทางแก้ไข เพราะหัวหน้าไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วคุณต้องการอะไร

10. ถามถึงการ follow up ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลังจากการคุยกันครั้งนี้ยังไงบ้าง

ยิ่งบริษัทให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ความหลากหลาย และคำนึงถึงการร่วมงานกัน ก็จะต้องมีแผนการที่จะช่วยพนักงานในเรื่องของสุขภาพจิต ที่ไม่ใช่แค่ความผิดปกติทางกายภาพ เพราะสุขภาพจิตของทุกคนไม่ว่าจะเป็นอาการที่แสดงออกมาเลยหรือไม่ก็มีความสำคัญต่อตัวพนักงานไปจนถึงระดับองค์กร

อ้างอิง : fastcompany.com



ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

แนะนำ 10 หนังสือเด็ด ที่นักลงทุนต้องอ่านในปี 2026 ตั้งแต่ AI จนถึงจิตวิทยาการเงินที่ต้องรู้

รวมรายชื่อหนังสือน่าอ่านปี 2026 จาก Morningstar ครบทุกรสทั้งการลงทุน AI จิตวิทยา และประวัติศาสตร์การเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักลงทุนและผู้นำธุรกิจก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง...

Responsive image

‘ทำเรื่องเดิมให้ดีที่สุด’ สูตรลับสร้างธุรกิจที่คนมองข้าม

ค้นพบความลับของการเติบโตทางธุรกิจที่ไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่คือ 'ความน่าเชื่อถือ' (Reliability) และการลงมือทำที่ไร้ที่ติ เจาะลึกกลยุทธ์สร้าง Customer Experience ที่ช่วยเพิ่มรายได้และม...

Responsive image

Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 ได้แก่ ‘เหนื่อยจนแทบขาดใจ’ สะท้อนวิกฤตคนทำงานที่กำลังหมดไฟ เมื่อ AI บุกและเศรษฐกิจบีบ

Glassdoor เผยคำแห่งปี 2025 คือ ‘Fatigue’ สะท้อนภาวะคนทำงานหมดไฟจากพิษเศรษฐกิจและ AI Disruption พร้อมเจาะลึกเทรนด์ Job Hugging ที่คนจำใจกอดงานแน่น...