ในโลกของการทำงาน เรากลัวการถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี แต่ในโลกของประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่ระบบปฏิบัติการของโลกกำลังเข้าสู่ภาวะพังทลาย ระบบที่เราเชื่อใจมาตลอด 80 ปี แต่ในวันนี้วลีที่ว่า “The World Order is Broken” กำลังกลายเป็นจริง
ที่งาน Munich Security Conference 2026 เหล่าผู้นำโลกพากันยอมรับว่า “ระเบียบโลกที่สร้างขึ้นหลังปี 1945 ได้พังทลายลงแล้วอย่างเป็นทางการ” ฉากหน้าที่เคยฉาบไว้ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศกำลังกะเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อแท้ของความสัมพันธ์ระดับโลกที่ว่า #อำนาจคือความถูกต้อง หรือ Might is Right
ล่าสุด Dalio ได้ออกมาเขียนบทความที่สั่นสะเทือนแวดวงภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เพื่อบอกว่าปีนี้โลกถึงคราวต้องยกเครื่องครั้งใหญ่ และเรากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหนกัน

Ray Dalio เริ่มต้นด้วยการหยิบยกภาพบรรยากาศจากเวทีความมั่นคงมิวนิกปี 2026 ที่เหล่าผู้นำโลกต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ระเบียบโลกเดิมนั้นล่มสลายลงแล้ว ในพจนานุกรมของ Dalio สิ่งนี้ถูกนิยามว่าเป็น Stage 6 ของวัฏจักรใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความระส่ำระสายพุ่งถึงขีดสุด กฎกติกาเดิมใช้ไม่ได้ผล และมหาอำนาจกำลังประจันหน้ากันเพื่อเขียนระเบียบโลกใหม่ขึ้นมา
เขาอธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีธรรมชาติที่ต่างจากความสัมพันธ์ภายในประเทศ เพราะในระดับโลกเราไม่มีตำรวจหรือศาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จจริง ๆ เมื่อมหาอำนาจขัดแย้งกัน กฎหมายระหว่างประเทศจึงมักจะพ่ายแพ้ให้กับอำนาจดิบเสมอ
หากประเทศหนึ่งมีเงินและกำลังทหารมากกว่าองค์กรกลาง ประเทศนั้นจะเป็นคนเขียนกฎใหม่ด้วยตัวเอง นี่คือยุคที่ "ความแข็งแกร่งคือความถูกต้อง" และเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่การเมืองระดับมหาอำนาจจะตัดสินชะตากรรมของมนุษยชาติมากกว่าข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ และนี่คือสัจธรรมที่กำลังเกิดขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคือ สงคราม
Dalio อธิบายว่า ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ภาวะสงครามที่มีการยิงกันจริง จะเห็นว่ามหาอำนาจได้เริ่มทำสงครามกันมานับทศวรรษแล้วผ่านสมรภูมิ 5 มิติที่ซับซ้อน ได้แก่
ซึ่งถ้าเราไล่ดูตามลำดับขั้น ก็จะเห็นว่าในทุก ๆ สงครามมักมีรูปแบบการเริ่มต้นที่ไม่ต่างกัน มันมักเริ่มต้นจากสงครามการค้าที่ใช้กำแพงภาษีบีบคั้นกัน ตามมาด้วยสงครามเทคโนโลยีที่ใครคุมนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง AI หรือชิปได้ คนนั้นจะเป็นเจ้าของความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจไล่ตามทัน
จากนั้นจะขยายผลสู่สงครามภูมิรัฐศาสตร์ผ่านการแย่งชิงพื้นที่อิทธิพลและพันธมิตร และก้าวไปสู่สงครามทุนที่รุนแรงด้วยการอายัดสินทรัพย์หรือตัดขาดจากระบบการเงินโลก
Dalio ย้ำเตือนว่าสมรภูมิเหล่านี้มักจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ผลประโยชน์คอขาดบาดตายถูกคุกคาม เมื่อนั้นสงครามทางทหารจึงจะเกิดขึ้นเพื่อตัดสินว่าใครคือผู้ชนะที่แท้จริงในระเบียบโลกหน้า
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน Dalio พาเราย้อนกลับไปมองทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกเคยเผชิญกับ Pattern เดียวกับปัจจุบันเป๊ะ ๆ เขาเล่าว่าเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำและหนี้ท่วมท้น ความเหลื่อมล้ำจะบีบให้สังคมแตกแยกและผลักดันให้คนโหยหาผู้นำที่ใช้อำนาจเด็ดขาด
ในปี 1930 หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กพังทลาย ผู้คนตกงานและสิ้นเนื้อประดาตัว ความรู้สึกไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นทุกระแหง เมื่อคนรวยยังรวยอยู่ แต่คนจนไม่มีข้าวกิน สังคมจะเกิดการเลือกข้างที่รุนแรง และในที่สุดคนจะยอมสละเสรีภาพ เพื่อแลกกับปากท้อง
ช่วงแรก (1939-1942) หุ้นเยอรมนีพุ่งกระฉูด เพราะตอนนั้นกองทัพนาซีดูเหมือนจะชนะและยึดครองโลกได้ ใครถือหุ้นตอนนั้นคงคิดว่าตัวเองรวยมหาศาล แต่เมื่อสงครามพลิกผัน ตลาดหุ้นของฝั่งที่แพ้อย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นถูกสั่งปิดถาวร เงินที่คุณเห็นในพอร์ตกลายเป็นแค่ตัวเลขที่ถอนไม่ได้ และเมื่อตลาดเปิดใหม่ในอีกหลายปีต่อมา มูลค่ามันแทบจะเหลือศูนย์
แต่หุ้นสหรัฐฯ และอังกฤษ กลับพุ่งทะยานหลังสงครามจบ เพราะพวกเขาเป็นคนเขียนกติกาโลกใหม่ ใครที่ถือสินทรัพย์ฝั่งผู้ชนะจึงรอดและรวยขึ้นกว่าเดิม และบทเรียนที่เจ็บที่สุดคือเรื่อง เงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน Dalio อธิบายว่าเมื่อเกิดสงคราม รัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาลแต่ไม่มีรายได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ พิมพ์เงินเพิ่ม
เมื่อเงินถูกพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ ค่าของเงินจะลดลง หนี้ที่คุณเคยเก็บไว้ (เช่น พันธบัตร) จะกลายเป็นเศษกระดาษเพราะซื้ออะไรไม่ได้เลย ในช่วงเวลานั้น สินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง เช่น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ จะเป็นสิ่งเดียวที่รักษามูลค่าไว้ได้ เพราะมันไม่สามารถถูกพิมพ์ออกมาได้ตามใจชอบเหมือนเงินกระดาษ
ปรัชญาความยิ่งใหญ่ที่ Dalio ตกผลึกมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์หลายร้อยปีคือเรื่องของปืนและเนยเขาอธิบายว่าประเทศที่แข็งแกร่งและอยู่รอดได้นานที่สุดคือประเทศที่สามารถหาเงินมาจ่ายให้ทั้งปืน ซึ่งคือแสนยานุภาพทางการทหารเพื่อป้องกันศัตรูภายนอก
และเนย ซึ่งคือคุณภาพชีวิตและสวัสดิการเพื่อความสงบภายใน หากประเทศไหนมุ่งเน้นแต่กองทัพจนประชาชนอดอยาก หรือมุ่งเน้นแต่ความสบายจนไร้การป้องกัน ประเทศนั้นจะล่มสลายจากภายในหรือถูกปล้นจากภายนอกในที่สุด
Dalio ย้ำว่ามหาอำนาจส่วนใหญ่ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะฝีมือการรบ แต่พ่ายแพ้เพราะบริหารการเงินล้มเหลวจนเงินหมดก่อนคู่แข่ง นี่คือกับดักที่มหาอำนาจในปัจจุบันกำลังเผชิญเมื่อต้องแบกรับภาระทั้งหนี้มหาศาลและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นทุกทิศทาง
บทสรุปที่ Dalio ฝากไว้ให้คนรุ่นเราคือหลักการใช้อำนาจอย่างมีสติในยุคเปลี่ยนผ่าน เขาเตือนว่าความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการรนหาที่ตายในสงครามที่ไม่มีทางชนะ และการรู้จักเจรจาเพื่อรักษาหัวใจสำคัญไว้ คือทางเลือกที่ฉลาดกว่าการสู้เพื่อรักษาหน้าตาแล้วพินาศทั้งกองทัพ
เขาเปรียบอำนาจเหมือนมีดที่ซ่อนไว้ การแสดงอำนาจหรือข่มขู่พร่ำเพรื่อจะเร่งให้ศัตรูหวาดระแวงและสร้างพลังมาทำลายเราเร็วขึ้น ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ผู้ที่โจมตีได้แรงที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักใช้ Soft Power เพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบ Win-Win และที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นผู้ที่ทนต่อความเจ็บปวดได้นานกว่าคนอื่น
เพราะในท้ายที่สุด เมื่อระเบียบเก่าพังลง ผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เท่านั้นที่จะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์หน้าถัดไป
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด