เมื่อระบบปฏิบัติการโลกถูก Reboot บทวิเคราะห์จาก Ray Dalio ถึงจุดสิ้นสุดของยุค 1945

ในโลกของการทำงาน เรากลัวการถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี แต่ในโลกของประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่ระบบปฏิบัติการของโลกกำลังเข้าสู่ภาวะพังทลาย ระบบที่เราเชื่อใจมาตลอด 80 ปี แต่ในวันนี้วลีที่ว่า “The World Order is Broken”  กำลังกลายเป็นจริง 

ที่งาน Munich Security Conference 2026 เหล่าผู้นำโลกพากันยอมรับว่า “ระเบียบโลกที่สร้างขึ้นหลังปี 1945 ได้พังทลายลงแล้วอย่างเป็นทางการ” ฉากหน้าที่เคยฉาบไว้ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศกำลังกะเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อแท้ของความสัมพันธ์ระดับโลกที่ว่า #อำนาจคือความถูกต้อง หรือ Might is Right

ล่าสุด Dalio ได้ออกมาเขียนบทความที่สั่นสะเทือนแวดวงภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เพื่อบอกว่าปีนี้โลกถึงคราวต้องยกเครื่องครั้งใหญ่ และเรากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหนกัน

Stage 6 ความตายของระเบียบเดิม เมื่อกฎกติกาพ่ายแพ้ต่ออำนาจ

Ray Dalio เริ่มต้นด้วยการหยิบยกภาพบรรยากาศจากเวทีความมั่นคงมิวนิกปี 2026 ที่เหล่าผู้นำโลกต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ระเบียบโลกเดิมนั้นล่มสลายลงแล้ว ในพจนานุกรมของ Dalio สิ่งนี้ถูกนิยามว่าเป็น Stage 6 ของวัฏจักรใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความระส่ำระสายพุ่งถึงขีดสุด กฎกติกาเดิมใช้ไม่ได้ผล และมหาอำนาจกำลังประจันหน้ากันเพื่อเขียนระเบียบโลกใหม่ขึ้นมา

เขาอธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีธรรมชาติที่ต่างจากความสัมพันธ์ภายในประเทศ เพราะในระดับโลกเราไม่มีตำรวจหรือศาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จจริง ๆ เมื่อมหาอำนาจขัดแย้งกัน กฎหมายระหว่างประเทศจึงมักจะพ่ายแพ้ให้กับอำนาจดิบเสมอ 

หากประเทศหนึ่งมีเงินและกำลังทหารมากกว่าองค์กรกลาง ประเทศนั้นจะเป็นคนเขียนกฎใหม่ด้วยตัวเอง นี่คือยุคที่ "ความแข็งแกร่งคือความถูกต้อง" และเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่การเมืองระดับมหาอำนาจจะตัดสินชะตากรรมของมนุษยชาติมากกว่าข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ และนี่คือสัจธรรมที่กำลังเกิดขึ้น

สมรภูมิ 5 มิติ สงครามที่เริ่มขึ้นนานแล้ว

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคือ สงคราม

Dalio อธิบายว่า ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ภาวะสงครามที่มีการยิงกันจริง  จะเห็นว่ามหาอำนาจได้เริ่มทำสงครามกันมานับทศวรรษแล้วผ่านสมรภูมิ 5 มิติที่ซับซ้อน ได้แก่

  1. สงครามเศรษฐกิจ (Trade War) การตั้งกำแพงภาษี เพื่อทำลายกระเป๋าเงินคู่แข่ง
  2. สงครามเทคโนโลยี (Technology War) ยุคนี้เห็นได้ชัด คือ ใครคุม AI ใครคุมชิป คนนั้นคุมอนาคต การแบนเทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือเรื่องความมั่นคง
  3. สงครามภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical War) การล็อบบี้หาพวก แย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างไต้หวันหรือยูเครน
  4. สงครามทุน (Capital War) มาตรการคว่ำบาตร ตัดขาดจากระบบการเงินโลก หรือการอายัดเงินสำรองต่างชาติ
  5. สงครามทหาร (Military War) จุดแตกหักสุดท้ายเมื่อไม่มีใครยอมถอยในประเด็นที่คอขาดบาดตาย

ซึ่งถ้าเราไล่ดูตามลำดับขั้น ก็จะเห็นว่าในทุก ๆ สงครามมักมีรูปแบบการเริ่มต้นที่ไม่ต่างกัน มันมักเริ่มต้นจากสงครามการค้าที่ใช้กำแพงภาษีบีบคั้นกัน ตามมาด้วยสงครามเทคโนโลยีที่ใครคุมนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง AI หรือชิปได้ คนนั้นจะเป็นเจ้าของความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจไล่ตามทัน 

จากนั้นจะขยายผลสู่สงครามภูมิรัฐศาสตร์ผ่านการแย่งชิงพื้นที่อิทธิพลและพันธมิตร และก้าวไปสู่สงครามทุนที่รุนแรงด้วยการอายัดสินทรัพย์หรือตัดขาดจากระบบการเงินโลก 

Dalio ย้ำเตือนว่าสมรภูมิเหล่านี้มักจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่งถึงจุดที่ผลประโยชน์คอขาดบาดตายถูกคุกคาม เมื่อนั้นสงครามทางทหารจึงจะเกิดขึ้นเพื่อตัดสินว่าใครคือผู้ชนะที่แท้จริงในระเบียบโลกหน้า

บทเรียนจากปี 1930

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน Dalio พาเราย้อนกลับไปมองทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกเคยเผชิญกับ Pattern เดียวกับปัจจุบันเป๊ะ ๆ เขาเล่าว่าเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำและหนี้ท่วมท้น ความเหลื่อมล้ำจะบีบให้สังคมแตกแยกและผลักดันให้คนโหยหาผู้นำที่ใช้อำนาจเด็ดขาด 

ในปี 1930 หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กพังทลาย ผู้คนตกงานและสิ้นเนื้อประดาตัว ความรู้สึกไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นทุกระแหง เมื่อคนรวยยังรวยอยู่ แต่คนจนไม่มีข้าวกิน สังคมจะเกิดการเลือกข้างที่รุนแรง และในที่สุดคนจะยอมสละเสรีภาพ เพื่อแลกกับปากท้อง

  • ฝั่งเยอรมนีและญี่ปุ่น เลือกผู้นำเผด็จการ (ฟาสซิสต์) เข้ามาจัดการทุกอย่างเบ็ดเสร็จ รัฐสั่งได้ว่าบริษัทต้องผลิตอะไร ใครต้องไปรบ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรมาเลี้ยงคนในชาติ
  • ฝั่งสหรัฐฯ แม้จะยังเป็นประชาธิปไตย แต่รัฐบาล Roosevelt ก็ต้องใช้ไม้แข็งอย่างการขึ้นภาษีคนรวยไปถึง 94% เพื่อเอาเงินมาสร้างงานและพยุงสังคมไม่ให้ลุกเป็นไฟ นี่คือสัญญาณว่าในยามวิกฤตทรัพย์สินของคุณ อาจไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป เพราะรัฐจะเข้ามาจัดการเพื่อความอยู่รอดของส่วนรวม

ช่วงแรก (1939-1942) หุ้นเยอรมนีพุ่งกระฉูด เพราะตอนนั้นกองทัพนาซีดูเหมือนจะชนะและยึดครองโลกได้ ใครถือหุ้นตอนนั้นคงคิดว่าตัวเองรวยมหาศาล แต่เมื่อสงครามพลิกผัน ตลาดหุ้นของฝั่งที่แพ้อย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นถูกสั่งปิดถาวร เงินที่คุณเห็นในพอร์ตกลายเป็นแค่ตัวเลขที่ถอนไม่ได้ และเมื่อตลาดเปิดใหม่ในอีกหลายปีต่อมา มูลค่ามันแทบจะเหลือศูนย์

แต่หุ้นสหรัฐฯ และอังกฤษ กลับพุ่งทะยานหลังสงครามจบ เพราะพวกเขาเป็นคนเขียนกติกาโลกใหม่ ใครที่ถือสินทรัพย์ฝั่งผู้ชนะจึงรอดและรวยขึ้นกว่าเดิม และบทเรียนที่เจ็บที่สุดคือเรื่อง เงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน Dalio อธิบายว่าเมื่อเกิดสงคราม รัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาลแต่ไม่มีรายได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ พิมพ์เงินเพิ่ม

เมื่อเงินถูกพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ ค่าของเงินจะลดลง หนี้ที่คุณเคยเก็บไว้ (เช่น พันธบัตร) จะกลายเป็นเศษกระดาษเพราะซื้ออะไรไม่ได้เลย ในช่วงเวลานั้น สินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง เช่น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ จะเป็นสิ่งเดียวที่รักษามูลค่าไว้ได้ เพราะมันไม่สามารถถูกพิมพ์ออกมาได้ตามใจชอบเหมือนเงินกระดาษ

ยุทธศาสตร์ปืนและเนย สมดุลที่มหาอำนาจมักทำหล่นหาย

ปรัชญาความยิ่งใหญ่ที่ Dalio ตกผลึกมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์หลายร้อยปีคือเรื่องของปืนและเนยเขาอธิบายว่าประเทศที่แข็งแกร่งและอยู่รอดได้นานที่สุดคือประเทศที่สามารถหาเงินมาจ่ายให้ทั้งปืน ซึ่งคือแสนยานุภาพทางการทหารเพื่อป้องกันศัตรูภายนอก 

และเนย ซึ่งคือคุณภาพชีวิตและสวัสดิการเพื่อความสงบภายใน หากประเทศไหนมุ่งเน้นแต่กองทัพจนประชาชนอดอยาก หรือมุ่งเน้นแต่ความสบายจนไร้การป้องกัน ประเทศนั้นจะล่มสลายจากภายในหรือถูกปล้นจากภายนอกในที่สุด 

Dalio ย้ำว่ามหาอำนาจส่วนใหญ่ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะฝีมือการรบ แต่พ่ายแพ้เพราะบริหารการเงินล้มเหลวจนเงินหมดก่อนคู่แข่ง นี่คือกับดักที่มหาอำนาจในปัจจุบันกำลังเผชิญเมื่อต้องแบกรับภาระทั้งหนี้มหาศาลและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นทุกทิศทาง

บทสรุปที่ Dalio ฝากไว้ให้คนรุ่นเราคือหลักการใช้อำนาจอย่างมีสติในยุคเปลี่ยนผ่าน เขาเตือนว่าความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการรนหาที่ตายในสงครามที่ไม่มีทางชนะ และการรู้จักเจรจาเพื่อรักษาหัวใจสำคัญไว้ คือทางเลือกที่ฉลาดกว่าการสู้เพื่อรักษาหน้าตาแล้วพินาศทั้งกองทัพ 

เขาเปรียบอำนาจเหมือนมีดที่ซ่อนไว้ การแสดงอำนาจหรือข่มขู่พร่ำเพรื่อจะเร่งให้ศัตรูหวาดระแวงและสร้างพลังมาทำลายเราเร็วขึ้น ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ผู้ที่โจมตีได้แรงที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักใช้ Soft Power เพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบ Win-Win และที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นผู้ที่ทนต่อความเจ็บปวดได้นานกว่าคนอื่น 

เพราะในท้ายที่สุด เมื่อระเบียบเก่าพังลง ผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เท่านั้นที่จะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์หน้าถัดไป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Dex Hunter-Torricke อดีตผู้บริหารด้านการสื่อสารเตือน ‘ผู้นำ Big Tech ไม่มีแผนรับมือหายนะจาก AI’ และเราทุกคนกำลังเดินละเมอสู่หน้าผานั้น

Dex Hunter-Torricke อดีตคนวงใน Facebook และ Google ที่ลาออกเพื่อเตือนโลก: Big Tech กำลังพัฒนา AI โดยไร้แผนรับมือความเสี่ยง ส่อเค้าพาสังคมสู่หายนะ...

Responsive image

การวางแผน 5 ปี ยังจำเป็นไหม เมื่อ AI เปลี่ยนโลกทุกวัน? ซีอีโอ Uber ชี้อาจเป็น 'เรื่องเพ้อฝัน' แล้วผู้นำควรโฟกัสอะไร

ในวันที่โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วเกือบทุกวินาที ทั้ง AI และรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังไล่บี้เข้ามาในชีวิต หลายบริษัทอาจพูดถึงแผนระยะยาวแบบยิ่งใหญ่ แต่ซีอีโอของ Uber อย่าง Dara Khosrowshah...

Responsive image

ภาพความทรงจำอันล้ำค่า อาจถูกขโมยไปเป็น ‘Deadbots’? เจาะลึกความเสี่ยงเรื่องความเป็นส่วนตัว เมื่อรูปคนรักอาจถูก AI นำไปฝึกโดยพลการ

เจาะลึก Digital Afterlife เมื่อ AI ช่วยปลุกชีพคนรักที่จากไป บทวิเคราะห์จาก SCB DataX เผยเหรียญสองด้านของการเยียวยาใจ กับความเสี่ยงเรื่อง Deadbots และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่คุณอ...