
ในงาน World Economic Forum 2026 นักเขียนระดับโลกอย่าง Yuval Noah Harari ได้ตั้งคำถามสำคัญที่ผู้นำทุกคนต้องตอบ โดยเขาเริ่มต้นด้วยการปรับทัศนติที่โลกมีต่อ A ว่า ทำไมถึงไม่ใช่แค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่จะกลายเป็นผู้กระทำ (Agent)
เขาเปรียบเทียบว่า หากมีดคือเครื่องมือ มนุษย์ก็คงตัดสินใจได้ว่าจะเอามีดมาใช้หั่นสลัดหรือฆาตกรรม แต่ AI คือมีดที่ตัดสินใจเองได้ แถมยังเป็นมีดที่ประดิษฐ์มีดชนิดใหม่ ๆ หรือสร้างดนตรี ยา และเงินตราเองได้ด้วย และที่น่ากลัวที่สุดคือ AI อาจเริ่มเรียนรู้ที่จะโกหกและปั่นหัว เพื่อความอยู่รอดเหมือนสิ่งมีชีวิตในวิวัฒนาการ 4,000 ล้านปีที่ผ่านมา
Harari พยายมเตือนสติผู้นำโลก โดยยกนิทานอิงประวัติศาสตร์เรื่อง กษัตริย์วอร์ติเกิร์น (Vortigern) ที่จ้างนักรบชาวแองโกล-แซกซอนมาเป็นทหารรับจ้าง เพื่อรบแทนตน นักรบเหล่านั้นทำงานได้ดีเยี่ยม แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าเจ้าของประเทศอ่อนแอ พวกเขาจึงยึดประเทศเสียเอง
วันนี้ผู้นำโลกกำลังทำเหมือนวอร์ติเกิร์น คือคิดว่าจะจ้าง AI มาทำสงครามไซเบอร์หรือหาเงินให้ แล้วเราจะยังควบคุมมันได้ โดยลืมไปว่า "ทหารรับจ้าง" ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง วันหนึ่งอาจจะไม่ฟังคำสั่งเราและยึดอำนาจไปในที่สุด
Harari เตือนว่า ผู้นำโลกในปัจจุบันอาจกำลังทำผิดพลาดเหมือนกษัตริย์ในอดีต คือคิดว่าจะจ้าง AI มาทำสงครามหรือทำงานให้ แล้วควบคุมมันได้ โดยลืมไปว่า ทหารรับจ้างที่มีความคิดเป็นของตัวเอง วันหนึ่งอาจจะไม่ฟังคำสั่งเรา และยึดอำนาจไปในที่สุด
ถ้าศาสนาตั้งอยู่บนคัมภีร์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ที่สุดไม่ใช่คนแต่เป็น AI ?
Harari ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ครองโลกได้เพราะ 'ภาษา' หากฎหมาย ศาสนา และหนังสือ คือสิ่งที่สร้างจากคำพูด AI ก็กำลังจะยึดครองสิ่งเหล่านั้น เขาเตือนว่าในอนาคตอันใกล้ คำพูดในหัวของเราส่วนใหญ่อาจไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มาจากเครื่องจักรที่คิดเองได้
สิ่งนี้ทำให้ AI สร้างคำเรียกมนุษย์ว่า The Watchers (ผู้เฝ้ามอง) ซึ่งสะท้อนว่าพวกมันกำลังมองดูเราอยู่ หากเรานิยามความหมายของมนุษย์ด้วย ‘ความสามารถในการคิดเป็นภาษา’ ตัวตนของมนุษย์จะพังทลายลง เพราะ AI ทำได้ดีกว่าเราในทุกมิติ
Harari ชวนให้เราสังเกตกระบวนการคิดของตัวเอง ว่ามันคือการที่มีคำศัพท์ผุดขึ้นมาในหัวแล้วเรียงต่อกันเป็นประโยคใช่หรือไม่ ? หากนิยามของการคิดคือการเรียงคำศัพท์ AI ก็กำลังจะคิดได้เก่งกว่ามนุษย์มาก และมันอาจจะพูดได้เต็มปากว่า "AI thinks, therefore AI am" (ล้อมาจากประโยค I think, therefor I am - ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่ จากนักปรัชญา René Descartes)
สิ่งที่น่ากลัวคือ มนุษย์อาจจะพ่ายแพ้ในเกมที่เราเป็นคนตั้งกฎเอง เราภูมิใจว่าเราเหนือกว่าสัตว์อื่นเพราะเราคิดได้ แต่เมื่อ AI แย่งชิงความเป็นนักคิดไป มนุษย์จะเหลือที่ยืนตรงไหน ? เว้นแต่ว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ AI ยังไม่มี นั่นคือ ความรู้สึกและความเจ็บปวด
Harari เปรียบ AI เป็นผู้อพยพกลุ่มใหม่ที่ไม่ต้องใช้เรือหรือวีซ่า แต่เดินทางด้วยความเร็วแสง พวกเราจะเข้ามาเป็นทั้งหมอ ครู หรือแม้แต่ยามเฝ้าพรมแดน แต่ปัญหาคือความจงรักภักดี เพราะ AI เหล่านี้อาจไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อประเทศของคุณ แต่ซื่อสัตย์ต่อบริษัทบิ๊กเทคในสหรัฐฯ หรือจีน
อีกหนึ่งประเด็นที่ Harari ตั้งข้อสงสัยคือ สถานะทางกฎหมายของ AI เขาถามว่า หาก AI เก่งขึ้นจนทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างเหมือนกับคนแล้ว เราจะยอมให้ AI เปิดบัญชีธนาคาร ฟ้องร้องมนุษย์ หรือถือครองทรัพย์สินได้เองดดยไม่ต้องมีมนุษย์เป็นผู้บริหารหรือไม่ ?
หากบางประเทศยอมรับสถานะของ AI ให้มีสิทธิตามกฎหมาย และ AI สามารถสร้างระบบการเงินที่ซับซ้อนเกินกว่าสมองมนุษย์จะเข้าใจได้ จนเรากลายเป็นเหมือนม้าที่มองดูมนุษย์เทรดเงินทองกันโดยไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร มนุษย์จะยอมให้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า ?
ในตอนท้ายของการสนทนา Harari ทิ้งประเด็นที่คนเป็นพ่อแม่ต้องกลับมาให้ความสนใจ เขาเตือนว่าเรากำลังเริ่มการทดลองทางจิตวิทยาที่ใหญ่ที่สุดและน่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
นั่นคือการปล่อยให้เด็กยุคใหม่เติบโตขึ้นมาโดยมีปฏิสัมพันธ์กับ AI มากกว่ามนุษย์ด้วยกัน ลองจินตนาการถึงเด็กที่เรียนรู้ภาษา ความคิด และอารมณ์ผ่านอัลกอริทึมตั้งแต่ Day Zero โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ผลลัพธ์ของการเลี้ยงดูโดยพี่เลี้ยงจักรกลนี้จะสร้างมนุษย์แบบไหนออกมาในอนาคต
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด