เวทีเสวนา Game Changers for Energy Transition and Resilience ในงาน Powering Southeast Asia through 2050: Building a Sustainable and Energy-resilient ASEAN โดย MIT เปิดฉากด้วยการตั้งคำถามพื้นฐาน ที่เปลี่ยนวิธีมองเรื่องพลังงานทั้งระบบ
โดย Michael Short นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการด้านพลังงานนิวเคลียร์ระดับนานาชาติ ชวนผู้ฟังถอยออกมาจากกรอบเดิมที่มักผูก Energy Transition ไว้กับ 'ไฟฟ้า' เพียงอย่างเดียว
เขาชี้ให้เห็นว่า ในโลกความเป็นจริง พลังงานยังหมายถึงเชื้อเพลิงสำหรับการคมนาคม ความร้อนในภาคอุตสาหกรรม การบิน การเดินเรือ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่ไม่แพ้ระบบไฟฟ้า
“เรามักคิดว่าพลังงานกับไฟฟ้าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วไฟฟ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังงานทั้งหมด”

กรอบคิดนี้ทำให้เห็นชัดว่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานที่พึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และโครงข่ายรวมศูนย์ ไปสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่สามารถอาศัยโมเดลแบบรวมศูนย์เพียงอย่างเดียวได้
เพราะภูมิภาคนี้มีทั้งมหานครที่ใช้พลังงานหนาแน่น โครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และพื้นที่ห่างไกล เกาะ หรือชุมชนที่อยู่นอกระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ซึ่งต้องการรูปแบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและกระจายตัวมากกว่า
จากกรอบคิดระดับระบบ การสนทนาค่อย ๆ ขยับลงมาสู่คำถามเชิงปฏิบัติว่า นวัตกรรมพลังงานจะเกิดขึ้นได้จริงเพียงใด?
อธิป ตันติวรวงศ์ CEO ของ InnoPower บริษัทนวัตกรรมพลังงานสะอาด อธิบายว่า ภารกิจของบริษัทคือการเร่งนำนวัตกรรมพลังงานออกจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริงในตลาด ตลอดสองปีที่ผ่านมา InnoPower ทำงานร่วมกับองค์กรในไทยกว่า 200 แห่ง และสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนรวมได้ราว 2 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า
ประเด็นสำคัญที่คุณอธิปต้องการชี้ให้เห็นคือคือ ความยั่งยืนในวันนี้ไม่จำเป็นต้องแลกกับผลกำไรอีกต่อไป
“การทำเรื่องสีเขียวไม่ใช่ต้นทุนพิเศษแล้ว แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการทำกำไร”
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะไปได้ไกลเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับ 'คน' ที่ต้องออกแบบ ใช้งาน และดูแลระบบเหล่านั้น
รศ. ดร. นงลักษณ์ มีทอง จากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้ว่า การกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่คือหัวใจของระบบพลังงานใหม่ แต่หากขาดบุคลากรที่เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง ระบบพลังงานใหม่ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ
หลักสูตร Battery and New Energy Science จึงถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม และเตรียมคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น
เมื่อมองในระดับภูมิภาค คุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กรของ Bangchak เสนอว่าอาเซียนไม่จำเป็นต้องลอกเส้นทาง Energy Transition ของตะวันตก เพราะภูมิภาคนี้มีจุดแข็งเฉพาะตัวคือฐานเกษตรกรรมและวัตถุดิบชีวภาพจำนวนมาก
Bangchak เริ่มต้นจากการเก็บน้ำมันพืชใช้แล้วจากชุมชนรอบโรงกลั่น ก่อนต่อยอดสู่ธุรกิจชีวภาพ และล่าสุดคือการพัฒนาเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบินได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เธอเน้นว่าหากขาดนโยบายและกฎระเบียบที่สนับสนุน การลงทุนก็จะไม่สามารถขยายผลได้
“ต่อให้มีวัตถุดิบและเงินลงทุน แต่ถ้านโยบายไม่พร้อม ระบบก็เดินต่อไม่ได้”
ภาพเดียวกันนี้สะท้อนชัดในภาคการคมนาคม คุณ Prasana Ganesh รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ จาก Toyota Motor Asia ชี้ว่า การลดคาร์บอนในภาคยานยนต์ไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีเดียวได้ เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังซื้อแตกต่างกัน
Toyota จึงเลือกแนวทาง Multi-Pathway ที่เปิดให้หลายเทคโนโลยีเดินไปพร้อมกัน โดยมองว่ารถยนต์เป็นเพียง 'ตัวกลาง' ในการพาพลังงานไปใช้งาน สิ่งที่สำคัญกว่าคือแหล่งพลังงานที่อยู่เบื้องหลัง และการประเมินผลกระทบตลอดวงจรชีวิต
เมื่อบทสนทนาลงลึกถึงอุปสรรค ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ความท้าทายใหญ่ของอาเซียนไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือ การขาดความสอดประสานด้านนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ความแตกต่างด้านกฎระเบียบและการรับรู้ของสังคม ทำให้โครงการที่ต้องการความร่วมมือสูง เช่น ระบบพลังงานข้ามพรมแดน หรือโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เดินหน้าได้ยาก ขณะที่การที่แต่ละประเทศต้องการผลิตทุกอย่างเอง ก็ทำให้ขนาดตลาดไม่ใหญ่พอสำหรับการลงทุนระยะยาว
ในภาพของระบบพลังงาน คุณอธิป ย้อนกลับมาที่กรอบ “Energy Trilemma” ได้แก่ ความคุ้มค่า ความมั่นคง และความยั่งยืน โดยชี้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์ในอาเซียนวันนี้ตอบโจทย์ด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ยังขาดเสถียรภาพ
เขามองว่าเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาวและ Smart Grid จะเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนสามารถเป็นฐานพลังงานหลักได้จริงในอนาคต
คุณกลอยตาเสริมว่า หากรัฐไม่เปิดทางให้พลังงานสะอาดกระจายตัวได้มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านก็จะติดอยู่กับระบบรวมศูนย์ เธอยกตัวอย่างโครงการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-peer ที่ยังติดอยู่ใน Sandbox มาหลายปี เพราะกฎหมายไม่ขยับตามเทคโนโลยี
ประเด็นนี้สะท้อนว่าหากโครงสร้างกำกับไม่เปลี่ยน ประเทศอาจพลาดโอกาสดึงดูดการลงทุนจากองค์กรที่มีเป้าหมาย Net zero
ท้ายที่สุด เวทีนี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Energy Transition จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยี นโยบาย การลงทุน และความร่วมมือ เดินไปพร้อมกัน
อาเซียนอาจไม่มี 'สูตรลัด' สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่มีศักยภาพที่จะสร้างเส้นทางของตนเอง หากสามารถเชื่อมจุดแข็งที่แตกต่างของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนความหลากหลายให้กลายเป็นพลังร่วมของภูมิภาค
อ้างอิง: Game Changers for Energy Transition and Resilience, Powering Southeast Asia through 2050: Building a Sustainable and Energy-resilient ASEAN
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด