นักวิจัยฟินแลนด์พัฒนา ‘เรซินชีวภาพ’ จากเศษไม้ ทนทานกว่าเรซินจากปิโตรเลียมถึง 76% และรีไซเคิลได้ 100% แบบ Closed-loop

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับทางเลือกที่ดูเหมือนไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือการเลือกระหว่าง ประสิทธิภาพ กับ ความยั่งยืน วัสดุที่ทนทานและราคาถูกมักมาพร้อมกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูง ในขณะที่วัสดุจากธรรมชาติมักแพ้ทางด้านคุณสมบัติทางกลและต้นทุนการผลิต

แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oulu ประเทศฟินแลนด์ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าทางเลือกนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป พวกเขาพัฒนา เรซินชีวภาพ ที่ไม่เพียงแค่ "พอใช้ได้" แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าคู่แข่งจากน้ำมันในหลายมิติ และนั่นอาจเป็นจุดพลิกเกมที่อุตสาหกรรมวัสดุคอมโพสิตรอคอยมานาน

ทำไมเรซินโพลีเอสเตอร์และเรซินอีพ็อกซีถึงสำคัญขนาดนี้?

ก่อนจะเข้าใจว่านวัตกรรมนี้สำคัญแค่ไหน ต้องเข้าใจก่อนว่าวัสดุทั้งสองชนิดนี้อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากแค่ไหน

เรซินโพลีเอสเตอร์ คือสารยึดเกาะหลักในวัสดุคอมโพสิตเสริมแรงด้วยใยแก้ว พบได้ในทุกที่ตั้งแต่ตัวถังเรือและแผงรถยนต์ ไปจนถึงแผ่นหลังคา อ่างอาบน้ำ และอุปกรณ์สุขภัณฑ์ต่างๆ ส่วน เรซินอีพ็อกซี นั้นเป็นตัวเลือกหลักสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแกร่งสูงสุด ทั้งกาวโครงสร้าง สารเคลือบป้องกัน ใบพัดกังหันลม โครงสร้างเครื่องบิน ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬาระดับสูงอย่างไม้เทนนิสและจักรยานแข่ง

ตลาดเรซินคอมโพสิตระดับโลกมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์และกำลังเติบโตต่อเนื่องตามความต้องการในภาคพลังงานหมุนเวียนและการขนส่ง ทว่าวัสดุเหล่านี้ล้วนผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเกือบทั้งหมด

ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมเลี่ยงไม่ได้

ความท้าทายด้านความยั่งยืนของเรซินโพลีเอสเตอร์และเรซินอีพ็อกซีแบบเดิมมีอยู่สองระดับ

ระดับแรกคือ การผลิต เนื่องจากทั้งสองชนิดต้องอาศัยน้ำมันดิบเป็นสารตั้งต้น ใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต และปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเร่งลด Carbon Footprint เรซินฟอสซิลจึงกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของหลายอุตสาหกรรม

ระดับที่สองและร้ายแรงกว่าคือ การรีไซเคิล เพราะเมื่อเรซินบ่มตัวแล้ว โมเลกุลจะสร้างโครงข่ายเชื่อมขวางที่แน่นหนามาก ไม่สามารถหลอมซ้ำหรือละลายได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น การแยกเรซินออกจากเส้นใยแก้วหรือเส้นใยคาร์บอนที่ฝังอยู่ภายในเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน แพง และมีเพียงโรงงานเฉพาะทางบางแห่งเท่านั้นที่ทำได้ในระดับอุตสาหกรรม ผลก็คือวัสดุคอมโพสิตจำนวนมหาศาลทั่วโลกจบชีวิตในหลุมฝังกลบ

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง: เมื่อขี้เลื่อยกลายเป็นวัสดุประสิทธิภาพสูง

นี่คือจุดที่ทีมวิจัยจาก Oulu เข้ามาเปลี่ยนสมการ

สารตั้งต้นหลักของเรซินอีพ็อกซีแบบเดิมคือ ไดกลีซิดิลอีเทอร์ของบิสฟีนอล เอ ซึ่งเป็นสารที่สังเคราะห์จากปิโตรเคมี ทีมวิจัยแทนที่โครงหลักนี้ด้วย ไดอีพ็อกไซด์จากเฟอร์ฟูรัล ที่ได้จากการแปรรูปชีวมวลลิกโนเซลลูโลส หรือก็คือชีวมวลที่ประกอบด้วยเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน อย่างเช่น ขี้เลื่อยและฟางข้าว ที่เป็นของเสียจากอุตสาหกรรมป่าไม้และการเกษตร

เฟอร์ฟูรัลเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ได้จากการย่อยสลายเฮมิเซลลูโลสในชีวมวล และเมื่อนำไปผ่านกระบวนการเคมีเพิ่มเติมจะได้ไดอีพ็อกไซด์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของระบบเรซินอีพ็อกซีใหม่นี้ กุญแจสำคัญอยู่ที่โครงสร้างวงแหวนฟิวแรน ที่มีทั้งความแข็งแกร่งทางกลและคุณสมบัติที่ สามารถสลายตัวได้ทางเคมีเมื่อต้องการ

สำหรับเรซินโพลีเอสเตอร์ชีวภาพ ทีมวิจัยใช้แนวทางเดียวกันคือการทดแทนสารตั้งต้นฟอสซิลด้วยอนุพันธ์จากชีวมวลที่ให้สมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่า

ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ตัวเอง

  • ความแข็งแรงดึงสูงกว่าถึง 76% เมื่อเทียบกับเรซินโพลีเอสเตอร์เชิงพาณิชย์แบบเดิม ตามที่ Mikko Salonen นักวิจัยระดับปริญญาเอกประจำทีมเปิดเผย
  • วัสดุคอมโพสิตเสริมแรงด้วยใยแก้วที่ใช้เรซินอีพ็อกซีชีวภาพรุ่นใหม่ แสดงให้เห็นความแข็งแรงดัดและความเหนียวที่สูงกว่า เรซินอีพ็อกซีแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญในการทดสอบ
  • ที่สำคัญที่สุดในมิติความยั่งยืนคือ สามารถรีไซเคิลเชิงเคมีได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเรซินชีวภาพที่มีสมรรถนะสูง

"นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีเรซินชีวภาพประสิทธิภาพสูงที่สามารถรีไซเคิลเชิงเคมีได้สร้างระบบการผลิตวัสดุคอมโพสิตแบบวงกลมปิดอย่างแท้จริง อาจมีเรซินอีพ็อกซีชีวภาพอื่นๆ อยู่ แต่นี่เป็นการผสมผสานแรกที่รายงานว่าทำได้ทั้งสมรรถนะทางกลสูงและการรีไซเคิลเชิงเคมีพร้อมกัน" ทีมวิจัยระบุ

ความสามารถในการรีไซเคิลนี้หมายความว่าเมื่อใบพัดกังหันลมหรือตัวถังเรือสิ้นอายุการใช้งาน แทนที่จะจบลงที่หลุมฝังกลบ วัสดุเหล่านั้นสามารถนำกลับมาสกัดเป็นวัตถุดิบได้ใหม่ ซึ่งนั่นคือนิยามที่แท้จริงของ เศรษฐกิจหมุนเวียน ในโลกของวัสดุคอมโพสิต

ข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์ที่ทำให้นักลงทุนสนใจ

นวัตกรรมหลายอย่างติดกับดักที่ว่า "ดีแต่แพงเกินไปจะนำไปใช้จริง" แต่เรซินชีวภาพจาก Oulu มีข้อได้เปรียบในเชิงพาณิชย์อย่างน้อยสามด้านที่ต่างออกไป

ด้านต้นทุน Juha Heiskanen สมาชิกทีมวิจัยระบุชัดเจนว่า "เรซินชีวภาพจะไม่มีความแตกต่างด้านราคาอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเรซินฟอสซิล เพราะเมื่อสารเคมีแพลตฟอร์มชีวภาพถูกผลิตขึ้นแล้ว กระบวนการถัดไปสามารถใช้สายการผลิตของอุตสาหกรรมเคมีที่มีอยู่เดิมได้เลย" ซึ่งหมายความว่า ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่

ด้านวัตถุดิบ การใช้ขี้เลื่อยและฟางข้าวซึ่งเป็นของเสียที่มีอยู่มหาศาลและราคาถูก ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและลดปัญหาการจัดการวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรไปพร้อมกัน

ด้านห่วงโซ่คุณค่า Heiskanen ชี้ว่า "การยกระดับวัตถุดิบชีวภาพให้กลายเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงเปิดโอกาสสำคัญในการขยายเศรษฐกิจชีวภาพ" ซึ่งหมายถึงโอกาสในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตสารเคมี ไปจนถึงผู้ผลิตวัสดุคอมโพสิตขั้นสุดท้าย

มิติเชิงกลยุทธ์: ความมั่นคงด้านวัสดุและนโยบาย EU

งานวิจัยชิ้นนี้มีนัยสำคัญในระดับนโยบายด้วย โดยเฉพาะสำหรับยุโรปที่มีสำรองน้ำมันไม่ถึง 2% ของโลก การพึ่งพาเรซินฟอสซิลจากต่างประเทศไม่เพียงสร้างความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

เรซินชีวภาพที่ผลิตได้จากชีวมวลภายในประเทศจึงสอดคล้องกับเป้าหมายหลักสองประการของ EU ได้แก่ การพึ่งพาตนเองด้านวัสดุ และ เป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ตามกรอบนโยบาย Green Deal ของสหภาพยุโรป ซึ่งหมายความว่ามีแรงสนับสนุนเชิงนโยบายรอรับอยู่แล้ว หากเทคโนโลยีนี้พร้อมขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม

จากแล็บสู่โรงงาน

แม้ผลลัพธ์จะน่าตื่นเต้น แต่ต้องยอมรับตามความจริงว่างานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นทดสอบและพิสูจน์ผล การที่จะเห็นใบพัดกังหันลม ตัวถังเรือ หรือโครงสร้างเครื่องบินที่ทำจากวัสดุชีวภาพรีไซเคิลได้จริงในตลาดเชิงพาณิชย์คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ทีมวิจัยได้จดสิทธิบัตรครอบคลุมงานวิจัยทั้งหมดแล้ว 3 ฉบับ และกำลังอยู่ระหว่างการมองหาพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมเพื่อก้าวสู่การผลิตในระดับนำร่อง ผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Composites Part B: Engineering แล้ว

สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือใครจะเป็นพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมรายแรกที่กล้านำเทคโนโลยีนี้ไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ เพราะผู้ที่ทำได้เร็วที่สุดอาจเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมวัสดุคอมโพสิตทั้งอุตสาหกรรมได้เลย

ที่มา: University of Oulu, วารสาร Composites Part B: Engineering

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Rock Zero สตาร์ทอัพจาก MIT ปั้นวิธีสกัดลิเทียมต้นทุนต่ำสุดในโลก ด้วยน้ำยากัดกระจก ได้ทั้งลิเทียม อะลูมินา ซิลิกา

นักวิจัย MIT และสตาร์ทอัพ Rock Zero เปิดวิธีสกัดลิเทียมจากหินด้วยแอมโมเนียมฟลูออไรด์ ทำงานที่อุณหภูมิต่ำ ไม่ต้องเผาหินพันองศา ต้นทุนถูกลงราวครึ่งหนึ่ง ปล่อยคาร์บอนน้อยลง แถมได้อะลู...

Responsive image

สยามพิวรรธน์ × UNDP BIOFIN รวมพลังทุกภาคส่วน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องธรรมชาติ พร้อมเปิดตัว "NEXTOPIA Gaming" เปลี่ยนเกมให้กลายเป็นเงินทุนฟื้นฟูธรรมชาติ

สยามพิวรรธน์ × UNDP BIOFIN รวมพลังทุกภาคส่วนสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อธรรมชาติในระดับโลก เปิดพื้นที่ NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน ให้กลายเป็น Local-to-Global Hub แลกเปลี่ยนองค์ความร...

Responsive image

หลัง Net Zero ต้องรู้จัก 'ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)' เรื่องใหญ่ที่ภาคธุรกิจเลี่ยงไม่ได้

หลังจากที่ได้ยินคำว่า Net Zero กับ Carbon Credit บ่อยแล้ว อีกคำที่ภาคธุรกิจต้องโฟกัส คือ 'ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)' เพราะในอนาคตต้องทำรายงาน TNFD และเก็บ Biodiversity C...