โลกต้องการพลังงานมากขึ้น แต่ไม่อาจปล่อยคาร์บอนเพิ่ม ‘MIT Climate Project’ ภารกิจปฏิรูประบบพลังงานโลก เมื่อเทคโนโลยีเดิมพาโลกไปไม่ถึงทางรอด

บนเวที Powering Southeast Asia through 2050: Building a Sustainable and Energy-resilient Asean ที่จัดขึ้นโดย MIT Evelyn Wang รองอธิการบดี MIT ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ พาเราย้อนกลับไปในวันที่โลกเคยเผชิญ ‘ทางตันของระบบเดิม’ มาแล้วครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และมนุษยชาติก็รอดมาได้ด้วยการผสานการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เข้ากับการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถขยายใช้งานได้จริงในวงกว้าง วันนี้โลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนเดียวกันอีกครั้ง เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศบีบให้เราต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเป็นจุด ๆ

นี่คือแก่นของ 'MIT Climate Project' โครงการออกแบบอนาคตโดยเริ่มจากระดับ ‘ชุมชน’ เพื่อสร้างผลกระทบที่ขยายไปได้ในระดับโลก

MIT Climate Project คือโครงการปฏิรูประบบพลังงานโลก ที่ตั้งเป้าแยกการใช้พลังงานออกจากการปล่อยคาร์บอน โดยมุ่งพัฒนา 4 ระบบหลัก ตั้งแต่ชายฝั่งไปจนถึงภาคเกษตรกรรม พร้อมผลักดัน Spin-off อย่าง Commonwealth Fusion Systems, VEIR, Form Energy และอีกหลายบริษัทที่กำลังร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้โลก

บทเรียนจาก 'วิกฤตปุ๋ย' เมื่อ 100 ปีก่อน

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 โลกเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่แหล่งปุ๋ยธรรมชาติอย่างมูลนกทะเลกำลังจะหมดลง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 1909 เมื่อ Fritz Haber ค้นพบวิธีสังเคราะห์แอมโมเนียจากไนโตรเจนในบรรยากาศ และ Carl Bosch นำเทคโนโลยีนี้ไปขยายสเกลสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

นวัตกรรมดังกล่าวช่วยหล่อเลี้ยงผู้คนนับพันล้านชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็วางรากฐานให้โลกพึ่งพาพลังงานเข้มข้นและปล่อยคาร์บอนมหาศาลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

“เรากำลังเผชิญจุดเปลี่ยนลักษณะเดียวกันอีกครั้ง” Evelyn Wang รองอธิการบดี MIT ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ชี้ชัด “เทคโนโลยีที่มีอยู่พาเราไปได้แค่ครึ่งทาง ไม่ต่างจากมูลนกเมื่อศตวรรษที่แล้ว มันไม่พอ”

ในมุมมองของ MIT เทคโนโลยีที่โลกใช้อยู่ในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากมูลนกทะเลในอดีต ที่ช่วยพยุงระบบได้ในช่วงหนึ่ง แต่ไม่อาจรองรับโจทย์ระดับโลกในระยะยาวได้อย่างแท้จริง ความท้าทายของยุคนี้คือการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจาก AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไม่ผูกการเติบโตนั้นเข้ากับการปล่อยคาร์บอน

คำตอบของปัญหานี้จึงไม่ใช่การปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเทคโนโลยีเดิม หากแต่คือการสร้าง ความก้าวหน้าที่เปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาไปโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับที่กระบวนการ Haber–Bosch เคยทำให้โลกก้าวข้ามทางตันมาแล้วครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

‘ชุมชน’ คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง

แกนหลักของ MIT Climate Project เริ่มจากความเชื่อพื้นฐานว่า ผลกระทบที่แท้จริงเกิดขึ้นในระดับชุมชน เพราะที่นั่นคือจุดที่ผู้คน โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และธรรมชาติมาบรรจบกัน และเป็นพื้นที่ที่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านปรากฏให้เห็นจริง

การออกแบบอนาคตจึงต้องเชื่อม ‘ระดับโลก’ เข้ากับ ‘ระดับท้องถิ่น’ เพื่อสร้างทั้งความยืดหยุ่นในพื้นที่ และการลดผลกระทบในระดับโลกไปพร้อมกัน ผ่าน ระบบบูรณาการ (integrated systems) แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีเดี่ยว ๆ ที่แก้ปัญหาเฉพาะจุด และอาศัยการผสาน วิทยาศาสตร์ที่กล้าเสี่ยง เข้ากับ วิศวกรรมที่ขยายสเกลได้จริง

เป้าหมายสูงสุดของโครงการคือการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นทั้งต่อมนุษย์และโลก

4 ระบบเป้าหมายหลัก จากชายฝั่งถึง Data center

MIT Climate Project มุ่งเป้าไปที่ 4 ระบบสำคัญที่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จะสร้างแรงกระเพื่อมในระดับโลก

1. ความยืดหยุ่นชายฝั่ง (Coastal Resilience) 

ชุมชนชายฝั่งกำลังเผชิญภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพายุที่รุนแรง โครงการจึงผสานโซลูชันจากธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริด และระบบติดตามข้อมูล เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน

2. ลดคาร์บอนท่าเรือและการขนส่งทางเรือ (Decarbonizing Ports & Shipping) 

ท่าเรือคือหัวใจของการค้าโลก แต่ก็เป็นแหล่งปล่อยมลพิษขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยนวัตกรรมเชื้อเพลิงสะอาด การใช้ไฟฟ้า และโซลูชันที่เชื่อมโยงเครือข่ายขนส่งหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน

3. ศูนย์ข้อมูลและ AI ที่ยั่งยืน (Data Centers & AI) 

ความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูงกำลังกดดันระบบไฟฟ้าอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Data Center แห่งอนาคตจึงต้องพึ่งพาพลังงานสะอาด ประสิทธิภาพการคำนวณ และการจัดการความร้อนรุ่นใหม่

4. เกษตรกรรมยุคใหม่ (Reinventing Agriculture) 

ภาคเกษตรเป็นทั้งแหล่งปล่อยคาร์บอน มลพิษทางน้ำ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป้าหมายคือการคิดใหม่ทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3 โดเมนเทคโนโลยี โครงสร้างใหม่ของระบบพลังงานและอาหารโลก

MIT Climate Project มองว่า การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศไม่อาจพึ่งพาเทคโนโลยีชิ้นเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องออกแบบโครงสร้างหลักของระบบใหม่ทั้งชุด ผ่านการพัฒนาใน 3 โดเมนที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่เดียว ตั้งแต่แหล่งพลังงาน การส่งและกักเก็บ ไปจนถึงเคมีและเกษตรกรรม

1. แหล่งพลังงานปฐมภูมิ 

คำถามพื้นฐานที่สุดของยุคนี้คือ "เราจะผลิตพลังงานมหาศาลโดยไม่ปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร?" MIT มองว่าพลังงานสะอาดในอนาคตต้องไม่ใช่แค่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเสถียร ขยายสเกลได้ และรองรับอุตสาหกรรมทั้งระบบ

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ พลังงานฟิวชัน ซึ่ง Commonwealth Fusion Systems กำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าฟิวชันระดับกริดขนาด 400 เมกะวัตต์ สามารถจ่ายไฟให้บ้านได้ราว 150,000 หลัง โดยใช้แม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงเพื่อสร้าง 'ดวงอาทิตย์จำลอง' ในขนาดที่เล็กลง หากสำเร็จ ฟิวชันจะเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด เสถียร และผลิตได้ต่อเนื่อง

อีกแนวคิดหนึ่งคือ ไฮโดรเจนจากกระบวนการธรณีวิทยา ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในเปลือกโลก และอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีต้นทุนแข่งขันได้ หากสามารถสำรวจและนำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรม

2. การส่งและกักเก็บพลังงาน 

แม้จะผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้น แต่หากส่งไปไม่ได้หรือเก็บไว้ใช้ไม่ได้ ระบบก็ยังล้มเหลวอยู่ดี นี่คือเหตุผลที่ MIT เรียกโดเมนนี้ว่า Energy Superhighway

VEIR กำลังพัฒนา ท่อส่งไฟฟ้าตัวนำยิ่งยวด ที่ส่งพลังงานได้มากกว่าสายไฟทั่วไป 5–10 เท่า ในพื้นที่เท่าเดิม เปิดทางให้พลังงานหมุนเวียนจากพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่เมืองใหญ่โดยไม่ติดคอขวด

ขณะเดียวกัน Form Energy ก็พัฒนา แบตเตอรี่เหล็ก–อากาศ ที่อาศัยหลักการ 'การเกิดสนิมแบบย้อนกลับ' ใช้วัสดุราคาถูกและเก็บพลังงานได้นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ เหมาะสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะยาวในระดับระบบไฟฟ้า

MIT ยังมองถึง โลจิสติกส์ไฮโดรเจน ผ่านการใช้ตัวพาอินทรีย์เหลวที่ขนส่งได้อย่างปลอดภัยในอุณหภูมิห้อง และอาศัยโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงเดิมเพื่อลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน

3. การลดคาร์บอนจากเคมีและเกษตรกรรม 

ภาคเคมีและเกษตรเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่ที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาหาร ปุ๋ย และวัสดุอุตสาหกรรม

ตัวอย่างเช่น Pivot Bio ใช้จุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อส่งไนโตรเจนให้พืชโดยตรงในไร่นา ลดการผลิตและขนส่งปุ๋ยคาร์บอนสูง หรือ Adas Energy ที่ผลิตแอมโมเนียโดยการฉีดไนโตรเจนลงในชั้นหินใต้ดินที่มีเหล็กอุดมสมบูรณ์ ช่วยลดทั้งพลังงานและการปล่อยคาร์บอนเมื่อเทียบกับกระบวนการเดิม

นอกจากนี้ MIT ยังพัฒนา ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนคาร์บอนจากอากาศให้กลายเป็นสารเคมีอุตสาหกรรม เปิดทางให้คาร์บอนกลับมาเป็นวัตถุดิบ แทนที่จะเป็นของเสีย

จากแล็บสู่โลกจริง

MIT Climate Project ย้ำชัดว่า อนาคตจะไม่เกิดจากงานวิจัยในห้องแล็บเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ผ่านโครงการนำร่องและการสาธิตในโลกจริง เพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ความสำเร็จจะไม่ถูกวัดเพียงตัวเลขการลดการปล่อยคาร์บอน หากยังรวมถึงผลลัพธ์ด้านสุขภาพ การลดของเสีย ความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และการฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว

สิ่งที่ MIT Climate Project สะท้อนอย่างชัดเจนคือ เราไม่อาจพึ่งพาการปรับปรุงเล็กน้อยของเทคโนโลยีเดิมได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับที่กระบวนการ Haber–Bosch เคยเปิดความเป็นไปได้ใหม่ทั้งระบบเมื่อกว่าศตวรรษก่อน โลกในวันนี้ต้องการความก้าวหน้าที่เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง และดังที่ Evelyn Wang ทิ้งท้ายไว้ว่า

“เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอคอย แต่มันคือสิ่งที่เราต้องลงมือสร้าง”

อ้างอิง: Future of Energy: Building Human and Planetary Well-Being through Innovation, POWERING SOUTHEAST ASIA THROUGH 2050: 
BUILDING A SUSTAINABLE AND ENERGY-RESILIENT ASEAN

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

พลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ ‘Small Modular Reactors’ ทางรอดวิกฤตพลังงานที่อาเซียนต้องจับตามอง

เจาะลึก SMRs (Small Modular Reactors) นวัตกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ทางรอดวิกฤตพลังงานอาเซียน ลดพื้นที่เสี่ยง ปลอดภัยสูง สร้างไฮโดรเจนได้ โดย Prof. Michael Short จาก MIT...

Responsive image

‘แบตเตอรี่ไม้’ ชาร์จซ้ำได้ไม่เสื่อมสภาพ เปลี่ยนเนื้อไม้เป็นตัวเก็บไฟ ใช้จริงในรถจิ๋ว-รถยกของ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยังเผชิญโจทย์ใหญ่ทั้งเรื่องต้นทุนและความยากในการหาแร่ธาตุ เช่น ลิเธียม โคบอลต์และนิกเกิล ซึ่งทำให้การผลิตแบตเตอรี่ยังไม่ยั่งย...

Responsive image

วิสัยทัศน์ Bill Gates และผู้นำระดับโลก ถึงอนาคตสาธารณสุขที่เท่าเทียม

สรุปวิสัยทัศน์ Bill Gates และ OpenAI กับก้าวสำคัญในการใช้ AI ปฏิวัติสาธารณสุขโลก เมื่อความจำเป็นบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาต้อง 'ก้าวกระโดด' แซงหน้าโลกตะวันตกในวันที่งบประมาณกู้ชีพเริ่ม...