จากวันที่โดนตัดงบ สู่สตาร์ทอัพ Deep Tech ระดับหมื่นล้าน เบื้องหลัง ‘Fusion Energy’ ของ MIT ที่จะเปลี่ยนโลกพลังงานไปตลอดกาล

Dennis Whyte

พลังงานฟิวชัน (Fusion Energy) เปรียบเสมือนจอกศักดิ์สิทธิ์ของวงการวิทยาศาสตร์มาเกือบศตวรรษ การจำลองปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์มาไว้บนโลกเพื่อผลิตพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดและปราศจากกากกัมมันตรังสี คือความฝันสูงสุดที่มนุษยชาติเฝ้ารอ แต่ความฝันนั้นดูเลือนลางและห่างไกลความเป็นจริงมาโดยตลอด เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณที่สูงลิบลิ่ว จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่ MIT ซึ่งเริ่มต้นจาก "วิกฤต" ที่เกือบทำให้โครงการต้องล่มสลาย

วิกฤตศรัทธาและทางแยกของ Dennis Whyte

Dennis Whyte เริ่มต้นเส้นทางนี้ที่ MIT ในอาคารอิฐสีแดงซึ่งเคยเป็นโรงงานผลิตคุกกี้ Oreo ของบริษัท National Biscuit Company มาก่อน ภายในห้องแล็บแห่งนี้มีเตาปฏิกรณ์รูปทรงโดนัทที่เรียกว่า ‘Tokamak’ ซึ่งอาศัยสนามแม่เหล็กในการกักเก็บพลาสมาที่มีความร้อนสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้สัมผัสกับผนังเตาจนปฏิกิริยาสิ้นสุดลง แม้เครื่องมือของ MIT จะเคยทำสถิติโลกด้านแรงดันพลาสมา แต่ปัญหาใหญ่คือแม่เหล็กทองแดงแบบเดิมนั้นร้อนเร็วเกินไปและใช้พลังงานมหาศาลจนไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

ในปี 2013 Dennis Whyte ต้องเผชิญกับทางแยกครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประกาศตัดงบประมาณสนับสนุนโครงการ Alcator C-Mod หรือเตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่ทีมวิจัยทุ่มเททำมานานหลายปี ในเวลานั้น วงการฟิวชันโลกกำลังมุ่งความสนใจไปที่โครงการขนาดยักษ์อย่าง ITER ในฝรั่งเศส ที่ใช้งบประมาณกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์และกินเวลาก่อสร้างหลายทศวรรษ ทำให้ Dennis Whyte เกิดคำถามว่า ฟิวชันจำเป็นต้องใหญ่โตและแพงเสมอไปหรือไม่ หรือเขาควรจะล้มเลิกความตั้งใจนี้แล้วไปทำอย่างอื่นที่เห็นผลเร็วกว่า

จุดเปลี่ยนจาก 'เทปม้วนเล็ก' สู่พลังงานมหาศาล

ท่ามกลางความมืดมน Dennis Whyte กลับมองเห็นแสงสว่างจากวัสดุชนิดใหม่ที่เรียกว่า ReBCO (Rare-earth barium copper oxide) ซึ่งเป็นตัวนำอุณหภูมิสูงที่มีลักษณะเป็นแผ่นเทปบาง ๆ คล้ายเทปวิดีโอ VCR ต่างจากแม่เหล็กทองแดงแบบดั้งเดิมที่เทอะทะและกินไฟมหาศาล เทป ReBCO มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถสร้างสนามแม่เหล็กทรงพลังได้ในขนาดที่เล็กกว่ามาก และไม่ต้องแช่เย็นจนเกือบถึงจุดศูนย์สัมบูรณ์เหมือนเทคโนโลยีเก่า ซึ่งการค้นพบนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Dennis Whyte เชื่อว่าเขาสามารถย่อส่วนเตาปฏิกรณ์ฟิวชันให้เล็กลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้

ด้วยความเชื่อมั่นในวัสดุใหม่นี้ Dennis Whyte จึงตัดสินใจท้าทายนักศึกษาปริญญาเอกในชั้นเรียนของเขา ให้ลองฉีกตำราเดิม ๆ แล้วออกแบบเตาปฏิกรณ์ฟิวชันขนาดเล็กที่ใช้เทป ReBCO เป็นแกนหลัก ผลลัพธ์ที่ได้คืองานออกแบบโมเดลที่ชื่อว่า "ARC" ซึ่งย่อมาจาก Affordable (ราคาจับต้องได้ แข่งขันกับโรงไฟฟ้าถ่านหินได้), Robust (ทนทาน ซ่อมบำรุงง่าย) และ Compact (ขนาดเล็กกว่า ITER ถึง 40 เท่า) ผลการคำนวณชี้ว่าเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กนี้ สามารถผลิตพลังงานออกมาได้มากกว่าที่ใส่เข้าไปถึง 13 เท่า ซึ่งหากทำได้จริง นี่จะไม่ใช่แค่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่คือโมเดลธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของโลกได้

กำเนิด Commonwealth Fusion Systems และการระดมทุนระดับโลก

เมื่อมั่นใจว่าทฤษฎีบนกระดาษมีความเป็นไปได้ Dennis Whyte และทีมวิจัยจึงตัดสินใจก้าวออกจากกรอบของสถาบันการศึกษา ด้วยการ Spin-off ก่อตั้งสตาร์ทอัพในชื่อ Commonwealth Fusion Systems (CFS) ในปี 2018 เพื่อระดมทุนจากเอกชนแทนการรอคอยงบประมาณรัฐที่ล่าช้า ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างพลังงานสะอาดที่ใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์ภายในทศวรรษหน้า ทำให้ CFS กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates และ Jeff Bezos จนสามารถระดมทุนได้กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 7 หมื่นล้านบาท เพื่อเปลี่ยนพิมพ์เขียวให้กลายเป็นความจริง

นาทีประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโลก

ทฤษฎีและการระดมทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บทพิสูจน์ที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 5 กันยายน 2021 ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ทีมงาน CFS ใช้เวลาหลายปีในห้องแล็บเพื่อสร้างแม่เหล็กต้นแบบจากเทป ReBCO ความยาวกว่า 270 กิโลเมตร และทำการทดสอบครั้งประวัติศาสตร์ วินาทีที่ทีมงานเร่งกระแสไฟเข้าสู่ขดลวดแม่เหล็กขนาดกะทัดรัด ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการ เมื่อพวกเขาสามารถสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มข้นถึง 20 เทสลา ซึ่งทรงพลังกว่าเครื่อง MRI ทั่วไปอย่างมหาศาล

แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดไม่ใช่แค่ความแรงของสนามแม่เหล็ก แต่คือ 'ประสิทธิภาพพลังงาน' ในขณะที่เทคโนโลยีเก่าต้องใช้พลังงานไฟฟ้าถึง 200 ล้านวัตต์เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กในระดับใกล้เคียงกัน แต่แม่เหล็ก ReBCO ของ CFS กลับใช้พลังงานเพียง 30 วัตต์ เท่านั้นในการคงสภาพสนามแม่เหล็กไว้ ตัวเลขนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ฟิวชันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป Bob Mumgaard ซีอีโอของ CFS เปรียบเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "Kitty Hawk Moment" หรือช่วงเวลาประวัติศาสตร์เทียบเท่ากับวันที่พี่น้องตระกูลไรท์นำเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน CFS กำลังเดินหน้าสร้าง SPARC (เตาปฏิกรณ์สาธิต) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2025 และวางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้า ARC เพื่อขายไฟฟ้าจริงในปี 2030

เรื่องราวของ Dennis Whyte และ Commonwealth Fusion Systems กำลังบอกเราว่า อนาคตของพลังงานสะอาดอาจไม่ได้เกิดจากสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์ แต่เกิดจากการกล้าที่จะคิดต่าง และการนำ Deep Tech มาผสานกับความเร็วของโลกธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นทางรอดของมนุษยชาติในที่สุด

ที่มา: MIT Technology Review

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

โลกต้องการพลังงานมากขึ้น แต่ไม่อาจปล่อยคาร์บอนเพิ่ม ‘MIT Climate Project’ ภารกิจปฏิรูประบบพลังงานโลก เมื่อเทคโนโลยีเดิมพาโลกไปไม่ถึงทางรอด

MIT Climate Project โครงการใหญ่ของ MIT ที่ตั้งเป้าปฏิรูประบบพลังงานโลก แยกการเติบโตออกจากการปล่อยคาร์บอน ด้วยบทเรียนจากวิกฤตปุ๋ยในอดีต สู่การออกแบบระบบพลังงาน อาหาร และโครงสร้างพื้...

Responsive image

พลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ ‘Small Modular Reactors’ ทางรอดวิกฤตพลังงานที่อาเซียนต้องจับตามอง

เจาะลึก SMRs (Small Modular Reactors) นวัตกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ทางรอดวิกฤตพลังงานอาเซียน ลดพื้นที่เสี่ยง ปลอดภัยสูง สร้างไฮโดรเจนได้ โดย Prof. Michael Short จาก MIT...

Responsive image

‘แบตเตอรี่ไม้’ ชาร์จซ้ำได้ไม่เสื่อมสภาพ เปลี่ยนเนื้อไม้เป็นตัวเก็บไฟ ใช้จริงในรถจิ๋ว-รถยกของ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยังเผชิญโจทย์ใหญ่ทั้งเรื่องต้นทุนและความยากในการหาแร่ธาตุ เช่น ลิเธียม โคบอลต์และนิกเกิล ซึ่งทำให้การผลิตแบตเตอรี่ยังไม่ยั่งย...