
ถ้าจะบอกว่าใครสักคนในโลกนี้มองเห็นอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ชัดกว่าใครทั้งหมด Jensen Huang น่าจะเป็นคนนั้น
ซีอีโอผู้ก่อตั้ง NVIDIA นั่งคุยกับ Lex Fridman ในรายการพอดแคสต์ตอนที่ 494 ยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง และนี่ไม่ใช่บทสนทนาแบบที่ซีอีโอมักออกมาพูดเพื่อโปรโมตสินค้า Jensen ลงลึกในแบบที่หาได้ยาก ตั้งแต่ฟิสิกส์พื้นฐานของการออกแบบชิป ไปจนถึงการตั้งคำถามว่า 'ความฉลาด' กับ 'ความเป็นมนุษย์' คือสิ่งเดียวกันจริงหรือเปล่า และปิดท้ายด้วยความฝันที่ฟังดูเพ้อฝัน แต่จากปากของคนนี้กลับรู้สึกว่าอาจเกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือการส่งสำนึกของตัวเองออกไปในอวกาศ
Jensen เปิดต้นด้วยการตอบคำถามที่หลายคนสงสัย ทำไม NVIDIA ถึงไม่แค่ 'สร้างชิปให้ดีที่สุด' แต่กลับโดดเข้าไปออกแบบทุกอย่างในระบบพร้อมกัน ตั้งแต่หน่วยประมวลผลกราฟิก หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงตัวชั้นวางอุปกรณ์และโครงสร้างศูนย์ข้อมูลทั้งหมด
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ลึกมาก Jensen บอกว่าปัญหาที่ต้องแก้ในวันนี้มันใหญ่เกินกว่าจะจบในเครื่องเดียวหรือชิปเดียวอีกต่อไปแล้ว เมื่อต้องการให้ระบบเร็วขึ้นหลายล้านเท่าจากการต่อคอมพิวเตอร์เพิ่มหนึ่งหมื่นเครื่อง คุณต้องแตกอัลกอริทึมออก แบ่งท่อประมวลผล กระจายข้อมูล และโยนทุกอย่างออกไปทำงานพร้อมกันทั่วทั้งระบบ ทันทีที่ทำแบบนั้น ทุกส่วนในระบบกลายเป็นคอขวดได้หมด
เขาอ้างถึงกฎของ Amdahl เพื่ออธิบายว่าการเร่งความเร็วแค่บางส่วนนั้นให้ผลจำกัดมาก ถ้าการคำนวณคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของภาระงานทั้งหมด แม้จะเร่งการคำนวณให้เร็วขึ้นหนึ่งล้านเท่า ระบบโดยรวมก็เร็วขึ้นได้แค่สองเท่า นั่นคือเหตุผลที่ต้องพิจารณาทุกส่วนพร้อมกัน
Jensen มีผู้รายงานตรงถึงเขากว่า 60 คน และเขาไม่ประชุมแบบตัวต่อตัวเลย ฟังดูแปลก แต่เหตุผลนั้นสมเหตุสมผลมาก เพราะทุกการประชุมของเขาคือการระดมทุกคนในห้องเพื่อโจมตีปัญหาพร้อมกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำ ด้านเส้นใยแก้วนำแสง ด้านสถาปัตยกรรม ด้านอัลกอริทึม ทุกคนนั่งในห้องเดียวกันและสามารถตั้งคำถามข้ามสายงานได้ทันที เพราะบริษัทกำลังออกแบบทุกอย่างร่วมกันตลอดเวลา
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือวิธีที่ Jensen นำทิศทางบริษัท เขาไม่ประกาศทิศทางใหม่แบบกะทันหัน แต่ค่อยๆ วางรากฐานทีละก้าวผ่านทุกการประชุม ทุกเวที ทุกงาน GTC ปีแล้วปีเล่า ทำให้เมื่อถึงวันที่ประกาศอะไรใหญ่ๆ ทุกคนรู้สึกเพียงว่า 'ทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนั้น' เขาเรียกสิ่งที่ทำว่าการปั้นระบบความเชื่อ และทำมันกับทั้งทีมงาน คณะกรรมการบริษัท พันธมิตรทางธุรกิจ และแม้แต่อุตสาหกรรมโดยรวม
Jensen ยืนยันว่าตนยังเชื่อมั่นในกฎการขยายขนาดอย่างเต็มที่ และตอนนี้มีกฎใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
กฎการฝึกล่วงหน้า คือจุดเริ่มต้นที่ทุกคนรู้จักกันดี ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้นและมีข้อมูลมากขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ก็ยิ่งฉลาดขึ้น เมื่อ Ilya Sutskever ออกมาบอกว่าข้อมูลสำหรับฝึกกำลังจะหมด อุตสาหกรรมตื่นตระหนกราวกับว่าเพิ่งรู้ว่าโลกกำลังจะสิ้นสุด Jensen มองว่านั่นคือความเข้าใจผิด เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ที่จะใช้ในอนาคตจะเป็นข้อมูลสังเคราะห์ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์เอง ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะข้อมูลของมนุษย์เองส่วนใหญ่ก็เป็นข้อมูลสังเคราะห์อยู่แล้ว มนุษย์สร้าง ส่งต่อ ปรับ และสร้างใหม่มาตลอด
กฎการฝึกภายหลัง พา Jensen ไปสู่ประเด็นที่เขาชอบหยิบมาพูดมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่องของการอนุมานผล หลายคนเคยมองว่าการอนุมานคือส่วนที่ง่ายและต้องการทรัพยากรน้อย Jensen โต้ว่านั่นคิดผิดโดยสิ้นเชิง เพราะการอนุมานคือการคิด และการคิดนั้นยากกว่าการอ่านมากนัก การฝึกล่วงหน้าเปรียบเหมือนการจดจำและหาแบบแผน แต่การอนุมานคือการให้เหตุผล การวางแผน การค้นหาคำตอบจากโจทย์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งล้วนต้องการการประมวลผลมหาศาล
กฎการขยายขนาดเวลาทดสอบ และ กฎการขยายขนาดตัวแทน คือสองกฎที่ Jensen เพิ่มเข้ามา เมื่อระบบตัวแทนเดี่ยวสามารถแตกตัวเองออกเป็นตัวแทนย่อยจำนวนมากเพื่อทำงานคู่ขนานกัน กำลังของปัญญาประดิษฐ์ก็ขยายตัวในแบบที่ไม่มีเพดาน ข้อมูลที่ตัวแทนเหล่านี้สร้างขึ้นจะวนกลับเข้าสู่กระบวนการฝึกอีกครั้ง วงจรนี้จะหมุนต่อไปไม่สิ้นสุด โดยมีกำลังการประมวลผลเป็นตัวกำหนดระดับสติปัญญาโดยรวม
Jensen ไม่ได้มองว่าพลังงานเป็นกำแพงที่ทะลุไม่ได้ แต่มองว่ามันคือสมการที่ต้องแก้ไปพร้อมกับการพัฒนาฮาร์ดแวร์ ทิศทางที่เขามุ่งเน้นที่สุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพโทเค็นต่อวินาทีต่อวัตต์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กฎของ Moore เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลขึ้นราว 100 เท่า แต่ NVIDIA เพิ่มขึ้นหนึ่งล้านเท่าผ่านการออกแบบร่วมสุดขีด ราคาต่อโทเค็นจึงลดลงราวหนึ่งเท่าตัวทุกปี แม้ว่าราคาฮาร์ดแวร์โดยรวมจะสูงขึ้นก็ตาม
Vera Rubin แต่ละชั้นมีชิ้นส่วนกว่า 1.3 ล้านชิ้น จาก 200 บริษัทผู้จัดหาสินค้า การที่ NVIDIA เติบโตในแบบที่ไม่มีบริษัทไหนในประวัติศาสตร์เคยเติบโตได้ ขณะที่ยังเร่งอัตราการเติบโตอยู่พร้อมกัน หมายความว่าทุกคนในห่วงโซ่อุปทานต้องวิ่งตามให้ทัน
Jensen เล่าว่าเขาใช้เวลามากในการนั่งอธิบายให้ซีอีโอของบริษัทคู่ค้าเข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่สั่ง แต่วาดภาพอนาคตให้เห็นด้วยหลักการพื้นฐาน จนพวกเขาตัดสินใจลงทุนด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่ด้วยความกลัว
Jensen เล่าว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาโน้มน้าวซีอีโอของบริษัทผลิตหน่วยความจำแบบพลวัตสุ่มเข้าถึงว่าหน่วยความจำแบบแบนด์วิดท์สูงที่เดิมใช้เฉพาะในซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นหน่วยความจำหลักของศูนย์ข้อมูลทั่วไปในอนาคต ในตอนนั้นฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่บริษัทที่เชื่อและลงทุนตามกลับทำสถิติรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ 45 ปีของบริษัท
อีกเรื่องที่ฟังดูแปลกกว่านั้นคือเขาโน้มน้าวให้อุตสาหกรรมนำหน่วยความจำกำลังงานต่ำที่ออกแบบมาสำหรับโทรศัพท์มือถือ ไปใช้ในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ คำถามของคู่ค้าตอนนั้นคือ 'หน่วยความจำมือถือสำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์?' แต่ผลลัพธ์พิสูจน์แล้วว่า Jensen อ่านตลาดถูกอีกครั้ง
Jensen ชี้ให้เห็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม โครงข่ายไฟฟ้าปัจจุบันถูกออกแบบสำหรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด แต่ความจริงคือ 99 เปอร์เซ็นต์ของเวลา โครงข่ายใช้งานเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ของความจุสูงสุด พลังงานส่วนเกินนั้นนั่งรอโดยเปล่าประโยชน์ทุกวัน
เขาเสนอแนวคิดที่ฟังดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการสร้างศูนย์ข้อมูลที่สามารถลดการใช้พลังงานได้เมื่อโครงข่ายต้องการพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ย้ายภาระงานไปยังศูนย์ข้อมูลอื่น ลดความเร็วการประมวลผลชั่วคราว หรือใช้เครื่องปั่นไฟสำรองสำหรับงานวิกฤต แทนที่จะยืนกรานความพร้อมใช้งาน 99.9999 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา
Jensen เชื่อว่าปัญหาจริงไม่ได้อยู่ที่วิศวกรรม แต่อยู่ที่สัญญา และซีอีโอส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทีมจัดซื้อของตัวเองกำลังเซ็นสัญญาที่กดดันโครงข่ายไฟฟ้าอยู่มากแค่ไหน
Jensen ยกย่อง Elon Musk ในเรื่องการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Colossus ในเมมฟิสภายในเวลาเพียงสี่เดือน และวิเคราะห์ให้เห็นว่าอะไรคือแก่นของวิธีคิดของ Elon
สิ่งที่ Jensen ชื่นชมที่สุดไม่ใช่ความเร็ว แต่คือการตั้งคำถามกับทุกอย่างอย่างไม่ยั้ง ว่ามันจำเป็นไหม ต้องทำแบบนี้ไหม ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นไหม จนเหลือแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ และ Elon ทำสิ่งนี้ในระดับระบบ ไม่ใช่รายชิ้น นอกจากนี้การที่ Elon ไปอยู่ในจุดที่ปฏิบัติงานจริงยังส่งสัญญาณให้ทุกซัพพลายเออร์รู้ว่าโครงการนี้คือลำดับความสำคัญสูงสุด และเมื่อผู้นำแสดงความเร่งด่วนด้วยตัวเอง ทุกคนรอบข้างก็เร่งตามโดยอัตโนมัติ
Jensen แนะนำแนวคิดที่เขาใช้มา 30 ปีภายใต้ชื่อ 'วิธีคิดแบบความเร็วแสง' ก่อนจะทำอะไรเขาจะถามก่อนเสมอว่า 'กฎฟิสิกส์อนุญาตให้เร็วแค่ไหน' ทุกสิ่งทุกอย่างถูกวัดเทียบกับขีดจำกัดทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหน่วยความจำ ความเร็วการคำนวณ พลังงาน ต้นทุน หรือเวลา
เขาต่อต้านวัฒนธรรมการปรับปรุงแบบต่อเนื่องอย่างจริงจัง เพราะถ้างานหนึ่งใช้เวลา 74 วัน การลดเป็น 72 วันคือการเสียเวลาเปล่า Jensen บอกว่าควรถามก่อนว่า 'ทำไมถึง 74 วันตั้งแต่แรก' แล้วลองสร้างใหม่ตั้งแต่ต้น บ่อยครั้งคำตอบที่ได้อาจเป็น 6 วัน และเมื่อรู้ว่า 6 วันเป็นไปได้ การเจรจาจาก 74 เหลือ 6 ก็เป็นเรื่องที่คุยกันได้ง่ายกว่าการลองถามว่าจะลดจาก 74 เหลือ 72 ได้ไหมมากนัก
Jensen ให้มุมมองที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับจีน เขาบอกว่าจีนเป็นประเทศที่นวัตกรรมเร็วที่สุดในโลกตอนนี้ และเหตุผลนั้นไม่ใช่แค่นโยบายรัฐบาลหรือเงินลงทุน
Jensen ชี้ประเด็นที่ลึกกว่านั้น จีนมีนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์ราวครึ่งหนึ่งของโลก อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนเติบโตพอดีกับยุคซอฟต์แวร์มือถือและคลาวด์ แต่ละมณฑลและเมืองแข่งกันเองอย่างดุเดือดราวกับเป็นคนละประเทศ ทำให้บริษัทที่รอดอยู่ได้ล้วนผ่านการคัดกรองที่โหดร้ายมาแล้ว และวัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้แบบโอเพนซอร์สนั้นหยั่งรากลึกเพราะวิศวกรในบริษัทต่างๆ มักเรียนมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันหรือเป็นเพื่อนกัน
Jensen ทิ้งท้ายว่าจีนคือ 'ชาติแห่งการสร้าง' และผู้นำประเทศส่วนใหญ่มาจากสายวิศวกรรม ขณะที่อเมริกาผู้นำส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย สิ่งนั้นส่งผลต่อแนวคิดและการตัดสินใจในระดับนโยบายอย่างมาก

Jensen บอกว่าความเข้าใจผิดที่ลึกที่สุดเกี่ยวกับ TSMC คือการมองว่าบริษัทมีดีแค่เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ ถ้ามองแค่นั้นก็จะพลาดสิ่งที่สำคัญกว่ามาก
สิ่งที่ Jensen เชื่อว่าทำให้ TSMC ยิ่งใหญ่จริงๆ คือความสามารถในการประสานงานความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากหลายร้อยบริษัทลูกค้าพร้อมกัน ทำโรงงานเดินหน้าด้วยปริมาณงานสูง ผลผลิตดี ต้นทุนสมเหตุสมผล และส่งมอบตรงเวลาทุกครั้ง เพราะ TSMC รู้ว่าลูกค้าต้องวางแผนธุรกิจรอบการส่งมอบของตัวเอง
สิ่งที่ Jensen ชื่นชมที่สุดอาจเป็นเรื่องเล็กที่ฟังดูใหญ่มาก ก็คือ NVIDIA และ TSMC ทำธุรกิจร่วมกันมาสามทศวรรษ คิดเป็นหลักหลายสิบหรืออาจหลายร้อยพันล้านดอลลาร์ โดยไม่เคยมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจล้วนๆ
Jensen ยังยืนยันเรื่องที่หลายคนสงสัยว่า Morris Chang ผู้ก่อตั้ง TSMC เคยเสนอให้เขาไปเป็นซีอีโอของ TSMC ในปี 2013 จริง เขาปฏิเสธด้วยความเกียรติยศสูงสุด เพราะในใจเห็นอนาคตของ NVIDIA แล้วว่าจะต้องไปถึงไหน และนั่นคือสิ่งที่เขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ NVIDIA มีไม่ใช่ชิปที่ดีที่สุด แต่คือฐานการติดตั้งของแพลตฟอร์มการประมวลผล CUDA
Jensen อธิบายว่านักพัฒนาเลือกแพลตฟอร์มตามสองเกณฑ์หลัก คือฐานผู้ใช้ที่ใหญ่พอที่ซอฟต์แวร์จะถึงมือคนจำนวนมาก และความเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มนั้นจะยังมีอยู่และพัฒนาต่อในอนาคต CUDA ตอบโจทย์ทั้งสองได้อย่างไม่มีคู่แข่ง มันไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่สร้าง CUDA ให้ยิ่งใหญ่ แต่คือ 43,000 คนในบริษัทและนักพัฒนาหลายล้านคนที่เชื่อมั่นและลงทุนเวลาสร้างซอฟต์แวร์บนมันมาหลายสิบปี
ชั้นที่สองคือระบบนิเวศที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม NVIDIA อยู่ในทุกคลาวด์สาธารณะ ทุกซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทุกอุตสาหกรรม ทุกประเทศ ตั้งแต่รถยนต์ หุ่นยนต์ สถานีฐานสัญญาณวิทยุ ไปจนถึงดาวเทียมในอวกาศ สถาปัตยกรรมเดียวที่ครอบคลุมทุกสิ่ง
Jensen เปิดเผยว่า NVIDIA มีหน่วยประมวลผลกราฟิกในอวกาศแล้วตั้งแต่ตอนนี้ เพราะดาวเทียมที่กวาดภาพโลกอย่างต่อเนื่องด้วยความละเอียดระดับเซนติเมตรผลิตข้อมูลมากเกินกว่าจะส่งกลับมายังโลกได้ทั้งหมด การประมวลผลปัญญาประดิษฐ์จึงต้องเกิดขึ้นในวงโคจร คัดเฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงหรือน่าสนใจก่อนส่งกลับมา
ความท้าทายที่ Jensen ยอมรับว่าหนักที่สุดคือเรื่องการระบายความร้อน เพราะในอวกาศมีเฉพาะการแผ่รังสีความร้อนเท่านั้น ไม่มีการพาความร้อนหรือการนำความร้อนเหมือนบนโลก แต่ NVIDIA กำลังส่งวิศวกรไปศึกษาปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว และปรัชญาที่เขาใช้กับการออกแบบระบบในอวกาศคือ 'ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่มีวันพัง มีแต่ช้าลง' แล้วออกแบบระบบซอฟต์แวร์รอบๆ ความจริงข้อนั้น
Jensen ให้เหตุผลสองข้อที่ทำให้เขาเชื่อว่า NVIDIA ยังเติบโตต่อได้อีกมาก และทั้งสองข้อนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนแบ่งตลาด แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนโลก
เหตุผลแรกคือการประมวลผลเปลี่ยนธรรมชาติไปแล้ว จากระบบดึงข้อมูลที่เก็บไว้ล่วงหน้ากลายเป็นระบบสร้างข้อมูลในบริบทจริงเวลา ซึ่งต้องการการประมวลผลมหาศาลกว่าเดิมหลายเท่า
เหตุผลที่สองคือบทบาทของคอมพิวเตอร์เปลี่ยนจากคลังสินค้าเป็นโรงงาน คลังสินค้าไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง แต่โรงงานสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า โทเค็นปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นสินค้าที่แบ่งระดับได้เหมือนสมาร์ตโฟน ตั้งแต่โทเค็นฟรีไปจนถึงโทเค็นระดับพรีเมียมที่ใครบางคนอาจจ่ายถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งล้านโทเค็นในไม่ช้า
Jensen ยังเปรียบ OpenClaw ว่าคือ 'iPhone แห่งโทเค็น' เหมือนที่ iPhone เปิดประตูตลาดแอปพลิเคชันมือถือให้กับคนทั้งโลก ตัวแทนก็กำลังทำสิ่งเดียวกันกับตลาดโทเค็น และเขาบอกว่านั่นคือแอปพลิเคชันที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
Jensen พูดถึงวิธีรับมือกับแรงกดดันมหาศาลในฐานะซีอีโอของบริษัทที่หลายชาติพึ่งพา และคำตอบของเขาฟังดูเรียบง่ายกว่าที่คิด เขาแบ่งปัญหาออกเป็นชิ้นเล็กๆ หาว่าอะไรทำได้ ส่งให้คนที่รับผิดชอบไปดำเนินการ และเมื่อบอกแล้วและมีคนรับเรื่องไปแล้ว เขาก็ปล่อยวางมัน
ทักษะสำคัญอีกอย่างที่เขาพูดถึงคือการลืม และเขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยความจริงจัง ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ผ่านไปแล้วควรถูกแบกต่อ การปล่อยให้ตัวเองถูกดึงไปข้างหน้าด้วยแสงของอนาคต แทนที่จะนั่งแบกน้ำหนักของอดีตคือสิ่งที่ Jensen เชื่อว่าทำให้เขายืนหยัดมาได้ตลอด
เขายังพูดถึงพลังของ 'ใจเด็ก' ที่มองทุกงานใหม่ว่า 'มันยากแค่ไหนล่ะ' โดยไม่จินตนาการถึงความยากทั้งหมดล่วงหน้า เพราะถ้าคิดจริงๆ ก็คงไม่มีใครลงมือทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้เลย
Jensen ยืนยันว่า GeForce ยังคือกลยุทธ์การตลาดอันดับหนึ่งของ NVIDIA ในวันนี้ เพราะมันคือประตูที่คนรู้จักบริษัทครั้งแรกในวัยวัยรุ่นผ่านเกม แล้วจึงโตขึ้นมาใช้ CUDA ในงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ เขาพูดว่า NVIDIA คือ 'บ้านที่ GeForce สร้างขึ้น'
เรื่องความขัดแย้งรอบ DLSS 5 Jensen เข้าใจความกังวลของนักเล่นเกมที่กลัวว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกมดูเหมือน 'ขยะที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์' แต่อธิบายว่า DLSS 5 ไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะมันถูกนำทางด้วยข้อมูลเรขาคณิตสามมิติจริงและรูปแบบงานศิลป์ของนักออกแบบเกม ไม่ใช่การสร้างภาพขึ้นมาใหม่ทั้งหมด Jensen ยังชี้ให้เห็นว่าความกังวลนี้กลับเป็นกระจกสะท้อนที่ดี ช่วยให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่มนุษย์หาคือความไม่สมบูรณ์แบบและเอกลักษณ์ ไม่ใช่ความงามแบบเดียวกันหมด
สำหรับเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Jensen เลือก Doom เพราะเปลี่ยนพีซีจากอุปกรณ์สำนักงานให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวสำหรับทุกครอบครัว ส่วนด้านเทคโนโลยีเกมเขาเลือก Virtua Fighter
เมื่อ Lex ถามว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถก่อตั้งและบริหารบริษัทเทคโนโลยีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์นั้นอยู่ห่างไกลแค่ไหน Jensen ตอบโดยไม่ลังเลว่า 'ตอนนี้เลย เราบรรลุปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปแล้ว'
เขาให้เหตุผลว่าปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างบริการเว็บที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคนในราคาถูกได้แล้วตอนนี้ เหมือนกับบริษัทยุคอินเทอร์เน็ตหลายแห่งที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ดึงดูดผู้ใช้มหาศาล แล้วก็จางหายไป แม้บริษัทนั้นอาจไม่ยั่งยืนยาวนานก็ตาม และ Jensen ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าโอกาสที่ตัวแทน 100,000 ตัวจะสร้าง NVIDIA ขึ้นมาได้นั้นเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์
Jensen มองว่าคำนิยามของการเขียนโปรแกรมในวันนี้คือการเขียนข้อกำหนดให้คอมพิวเตอร์ไปสร้างตาม และถ้านิยามแบบนั้น จำนวนโปรแกรมเมอร์ในโลกน่าจะเพิ่มจาก 30 ล้านคนเป็น 1,000 ล้านคน เพราะทุกคนสามารถบอกคอมพิวเตอร์ว่าต้องการอะไรได้แล้ว
เขาเชื่อว่าทุกอาชีพกำลังอยู่ในโมเมนต์เดียวกัน ช่างไม้ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้เหมือนสถาปนิก นักบัญชีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นที่ปรึกษาการเงิน ทุกอาชีพยกระดับคุณค่าตัวเองได้ผ่านปัญญาประดิษฐ์
Jensen ยังยกตัวอย่างที่ทรงพลังมากเรื่องแพทย์รังสีวิทยา ครั้งหนึ่งนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์ทำนายว่าอาชีพนี้จะหายไปเพราะคอมพิวเตอร์อ่านภาพสแกนได้ดีกว่ามนุษย์ตั้งแต่ปี 2019 และพวกเขาพูดถูกในส่วนของเทคโนโลยี แต่จำนวนแพทย์รังสีวิทยาในโลกกลับเพิ่มขึ้น เหตุผลคือเมื่ออ่านภาพสแกนได้เร็วขึ้น โรงพยาบาลก็รับผู้ป่วยได้มากขึ้น วินิจฉัยได้มากขึ้น และต้องการแพทย์รังสีวิทยามากขึ้นตามไปด้วย จุดประสงค์ของอาชีพไม่ได้เปลี่ยน แค่เครื่องมือเปลี่ยน
Jensen แยกแยะสองคำที่คนมักใช้ปนกันคือ 'ความฉลาด' และ 'ความเป็นมนุษย์' เขาบอกว่าความฉลาดเป็นฟังก์ชันที่นิยามได้ ประกอบด้วยการรับรู้ การทำความเข้าใจ การให้เหตุผล และการวางแผน แต่ความเป็นมนุษย์นั้นใหญ่กว่ามาก รวมถึงความเห็นอกเห็นใจ ความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยว และประสบการณ์ชีวิตที่ไม่มีสูตร
เขาทิ้งประเด็นให้คิดว่าตัวเองน่าจะเป็นคนที่ 'ฉลาดน้อยที่สุด' ในกลุ่มผู้รายงานตรง 60 คน แต่ก็ยังสามารถประสานงานและนำพากลุ่มนั้นได้ และนั่นแสดงให้เห็นว่าความฉลาดไม่ใช่ทุกอย่างในการนำองค์กรหรือในชีวิต สิ่งที่สังคมควรให้คุณค่ามากขึ้นในยุคที่ความฉลาดกลายเป็นสินค้าทั่วไปคือสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่มี นั่นคือความเป็นมนุษย์
Jensen บอกตรงๆ ว่าไม่อยากตาย เพราะมีชีวิตที่ดี ครอบครัวที่ดี และงานที่รู้สึกว่าสำคัญในระดับที่ไม่มีคำไหนอธิบายได้ดีกว่า 'ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวในชีวิต'
เรื่องการวางแผนผู้สืบทอด Jensen กล่าวอย่างโด่งดังว่าเขาไม่เชื่อในแนวคิดนี้ แต่ไม่ใช่เพราะคิดว่าตัวเองเป็นอมตะ เขามองว่าสิ่งที่ควรทำคือถ่ายทอดความรู้ให้คนรอบข้างอย่างต่อเนื่องทุกวัน ทุกการประชุมคือการฝึกสอน ทุกข้อมูลใหม่ที่เขาเรียนรู้จะถูกส่งต่อทันทีก่อนที่เขาจะเรียนรู้จบด้วยซ้ำ และหากทำแบบนั้นได้ตลอด บริษัทก็จะไม่มีวันขึ้นอยู่กับคนคนเดียว
ส่วนความฝันที่ปิดท้ายบทสนทนา Jensen บอกว่าสักวันหนึ่งเขาจะส่งสำนึกของตัวเองออกไปในอวกาศพร้อมกับหุ่นยนต์ โดยอัปโหลดทุกอย่างที่เป็นตัวเขา ทั้งอีเมล บันทึก ทุกสิ่งที่เขาพูดและเขียนมาตลอดชีวิต เข้าสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ แล้วส่งข้อมูลนั้นด้วยความเร็วแสงไปพบกับหุ่นยนต์ที่กำลังเดินทางอยู่ในอวกาศ ฟังดูเพ้อฝัน แต่จากปากของคนที่พูดเรื่อง CUDA ในยุคที่ตลาดยังไม่มีอยู่ ก็ยากจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้
บทสนทนากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งนี้เผยให้เห็นว่า Jensen Huang ไม่ได้แค่บริหารบริษัทเทคโนโลยี แต่กำลังออกแบบอนาคตทีละก้าวด้วยความเชื่อมั่นที่ผิดธรรมดา เขาสร้าง NVIDIA ไม่ใช่ด้วยแผนธุรกิจ แต่ด้วยการจินตนาการถึงอนาคตอย่างแจ่มชัดและค่อยๆ ดึงให้ทุกคนรอบข้างมองเห็นอนาคตนั้นด้วยกัน จนกระทั่งวันที่ประกาศ ทุกคนพูดพร้อมกันว่า 'ทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนั้น'
และถ้าฟังเขาพูดจนจบ ก็ยากที่จะไม่รู้สึกว่าเขากำลังทำสิ่งนั้นอยู่กับเราทุกคนอีกครั้ง ตอนนี้เลย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด