แน่นอนว่าในเวลานี้ ธุรกิจต่าง ๆ กำลังถูก Disrupt กับการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล และเป็นประจำทุกปีที่เราจะได้เห็นการคาดการณ์ 'เทรนด์เทคโนโลยี' ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีถัดไป โดยในประเทศไทย บริษัทอย่าง G-ABLE ผู้ที่คว่ำหวอดในวงการเทคโนโลยีมาหลายสิบปี ได้ร่วมเปิดเผยให้ Techsauce ทราบถึง 5 เทรนด์เทคโนโลยีในปีหน้าที่กระทบต่อไทย พร้อมคำแนะนำสำหรับบริษัทต่างๆที่จะต้องเตรียมรับมือและปรับตัวในยุคของ Digital Transformation

โดยในการเปิดเผยถึงเทรนด์เทคโนโลยีครั้งนี้ ผู้บริหารของ G-ABLE ได้แก่ คุณสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท G-ABLE และ คุณปาจรีย์ แสงคำ ประธานบริหารกลุ่มงานโซลูชันทางธุรกิจและบริการกลุ่มบริษัท G-ABLE เป็นผู้ให้สัมภาษณ์กลุ่มย่อยแบบเจาะลึก

5 เทรนด์เทคโนโลยีที่กระทบต่อคนไทยในปี 2018

1. Voice & Visual Search การค้นหาด้วยเสียงและภาพ

ปัจจุบันเราเริ่มค้นหาด้วยเสียงกันมากขึ้น จะเห็นได้ว่าบริษัทเจ้าใหญ่ ๆ ด้านไอทีได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Voice Personal Assistant (VPA) เกือบหมดแล้ว เช่น Amazon เปิดตัว  Alexa, Google เปิดตัว Google Assistant, Microsoft เปิดตัว Cortana หรือ Apple เปิดตัว Siri ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมการ Search มีความก้าวหน้ามากขึ้น เป็นผลดีต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม E-Commerce และ Home Automation ซึ่งการใช้คำสั่งเสียงที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ใช้งานนั้นยังรวมถึงผู้สูงอายุ ที่ใช้งานมากกว่าการพิมพ์  โดย G-ABLE คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี Voice & Visual Search จะเข้ามาแทนที่ยุคของ Mobile Application และในปี 2020 ก็คาดว่าในหนึ่งครอบครัวจะมี Voice Personal Assistant  จำนวน 2 เครื่องในบ้าน

ส่วนเรื่องของการค้นหาด้วยภาพ เราอาจได้เห็นกันในตลาด E-Commerce ที่ให้เราสามารถนำภาพมาค้นหาสินค้า ทำให้สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าที่ใกล้เคียงกันได้

ปัญหาของ Voice Search เรื่องภาษาไทย

หนึ่งในอุปสรรคของ Voice Search คือเรื่องของการใช้ภาษาไทย ซึ่งคุณปาจรีย์ ได้ให้ความเห็นว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความยาก แต่คิดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการพัฒนาให้สมบูรณ์ เนื่องจากมีความต้องการด้านการใช้งานมาก หลายบริษัทจึงกำลังพัฒนาภาษาไทยให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึง G-ABLE ด้วย

2. Conversational Platform (การสื่อสารในรูปแบบของ Chat Bot)

มีงานวิจัยระบุว่า Chat Based Conversation หรือการสนทนาผ่านแชท จะช่วยให้ผู้ใช้บริการเปิดใจในการพูดถึงความรู้สึกต่อบริการของเราอย่างเปิดใจมากกว่าช่องทางอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญมากต่อธุรกิจ จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ Conversational Platform ซึ่งเป็นรูปแบบต่าง ๆ ที่ Machine ทำงานโต้ตอบกับมนุษย์ คนไทยจะรู้จักในชื่อ Chatbot แต่ Chatbot ยังมีข้อจำกัดในเรื่องในการโต้ตอบให้ได้อย่างแม่นยำ และ มีประสิทธิภาพ โดยปีหน้าคาดว่า Chatbot จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยจะมาในรูปแบบของ Voice Personal Assistant (VPA) ดังที่กล่าวไปแล้ว และ Virtual Customer Assistant (VCA) ที่จะเข้ามาช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ โดย VCA จะช่วยดำเนินการบางอย่างแทนผู้ให้บริการได้ทันที เช่น การนัดหมาย การจอง การเปลี่ยนโปรโมชัน เป็นต้น โดยจะสามารถช่วยลดต้นทุนด้าน Operating Cost ลงได้

3. Cryptocurrency (เงินดิจิทัล)

จากกระแสของ Bitcoin ที่มาแรงในต่างประเทศ รวมถึงการนำ Blockchain เข้ามาใช้ในแวดวงการเงินและการธนาคารทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่มาจากกลุ่มธุรกิจที่เป็น Fintech ในต่างประเทศ ประกอบกับการคาดการณ์ของ Gartner ที่ระบุว่าในปี 2020 จะมี Blockchain Based Cryptocurrency ในธุรกิจธนาคารจะมีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านเหรียญ ทำให้เราเริ่มเห็นว่ามีการโอนและแลกเปลี่ยน Cryptocurrency ผ่านทาง E-Wallet มากขึ้น สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ แล้วเงินในโลกจริงจะหายไปหรือไม่? หลายประเทศตื่นตัวกับเรื่องนี้ เช่นประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ประกาศผูกเงินเยนกับ Bitcoin แล้ว ในไทย ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลหรือ Regulator ด้านการเงินและการธนาคารของแต่ละประเทศต้องปรับบทบาทการทำงานเพื่อรับกับ Cryptocurrency ที่มีเข้ามาใหม่อยู่เรื่อย ๆ

4. Counterfeit Reality (เทคโนโลยี เสมือนจริง)

Gartner นิยามคำว่า “Counterfeit Reality” หรือ “ความเสมือนจริง” ว่าคือการสร้างเนื้อหาและเรื่องราวแบบสมจริงขึ้นมา โดยการคัดลอกมาจากเหตุการณ์จริง สถานที่จริง และสิ่งมีชีวิตจริง ซึ่งทำให้เห็นว่า Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Digital Twins จะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ หรือนำเอาประสบการณ์ในอดีตมาทำให้เกิดขึ้นอีกครั้งได้

แต่สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่าง คือ การเอา AI มาสร้าง Counterfeit Reality ที่เป็นข้อมูลเท็จ แล้วเผยแพร่ลงสู่โลกออนไลน์ ทำให้การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อาจมีความยากขึ้น ทั้งนี้เราอาจจะได้เห็น Veracity Algorithm ที่ใช้ในการหาข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ (Truth Information) ซึ่งอาจจะสามารถตรวจจับข้อมูลบน Counterfeit Reality ได้ โดยแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง YouTube, Google, Facebook ต่างพัฒนาเครื่องมือการตรวจจับข้อมูลที่เป็นเท็จให้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อแบรนด์ได้ในอนาคต

5. Internet of Things (IoT)

จากการเกิดขึ้นของ Voice Personal Assistant (VPA) และ Home Automation ที่เอามาผสานงานกันในปัจจุบันจนเกิดเป็นระบบต่าง ๆ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน ระบบการเข้า-ออกบ้าน เป็นต้น คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า IoT ในประเทศไทยจะเติบโตได้อีกมาก  ซึ่งเราคาดการณ์ว่า 95% ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ จะฝังเอาเทคโนโลยี IoT เข้าไว้ภายในอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย ส่วนอุปสรรคของ IoT ในประเทศไทย คงเป็นเรื่องของ IoT Network ในปัจจุบันที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ และมีค่าบริการที่สูง ทำให้ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดเนื่องจากการลงทุนด้านเครือข่าย ไม่คุ้มค่าในการลงทุน

จาก 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้อุตสาหกรรมไหนถูก Disrupt หรือได้รับผลกระทบบ้าง แล้วองค์กรจะปรับตัวอย่างไร?

อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากเทรนด์ที่เกิดขึ้น

  1. Retail : ในกลุ่มของ E-Commerce หากไม่ปรับตัว ก็อาจไม่สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ โอกาสรอดคือการอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และหากนำเรื่องของ Voice & Visual Search มาใช้ในการค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา
  2. Regulator  : บทบาทของภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลต้องมีการปรับตัวอย่างมาก โดยในปีหน้า คาดว่าจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จะมีนโยบายต่างๆที่ออกมาประกาศอย่างต่อเนื่อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยกับเรื่อง Sandbox
  3. Media : จะเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก VR / AR โดยมีทั้งทางบวกและทางลบ โดยในแง่บวก บริษัทด้าน Entertainment จะนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างประสบการณ์กับผู้ชมได้ เพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อหา แต่ในขณะเดียวกัน เราอาจแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือเรื่องจริง หรือเรื่องที่สร้างขึ้น ทำให้ต้องมีการตรวจสอบควบคู่กันไป
  4. Service : ธุรกิจด้านการบริการเช่น ประกัน หรือ Call Center จะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ AI , Chatbot  ต้องแยกให้ออกว่า บริการแบบไหนที่เหมาะกับลูกค้า เพราะการตอบคำถามบางเรื่อง Chatbot ก็เหมาะสม แต่เรื่องของอารมณ์ หรือการรองรับความต้องการบางอย่างของลูกค้า ยังต้องการมนุษย์เข้าไปช่วยอยู่
  5. Manufacturing และ Real Estate : เทคโนโลยีด้าน IOT จะเข้ามามีบทบาทมากที่สุด และสามารถใช้ในการลดต้นทุนได้ เช่นการทำ Home Automation , Building Management , Smart Factory เป็นต้น

ควรปรับตัวอย่างไรในยุค Digital Transformation

G-ABLE ได้ร่วมให้คำตอบถึงการปรับตัวขององค์กรต่างๆ ที่มองว่า ‘ทำคนเดียวไม่ได้’ แต่สิ่งสำคัญคือการหาพาร์ทเนอร์เข้ามาไปช่วยทำในเรื่องต่างๆ โดยคุณสุเทพได้ชี้ให้เห็น 2 สิ่งสำคัญที่ต้องคิดไว้เสมอ คือ Speed และ Impact ถ้าองค์กรสามารถทำสองสิ่งนี้ได้สูง ก็จะสามารถอยู่รอดได้ในยุค Digital Transformation  โดยสำหรับ G-ABLE ได้กำหนดบทบาทง่ายๆ 3 แบบ ในการทำงานกับองค์กรที่ G-ABLE ได้เข้าไปช่วย

  1. บทบาทในฐานะ Accelerator : คือช่วย Accelerate ให้ปรับตัวได้เร็วขึ้น โดยเข้าไปช่วยงานด้านไอที หาเทคโนโลยีให้กับองค์กร เพื่อให้บริษัทสามารถ Focus กับสิ่งอื่นได้
  2. บทบาทในฐานะ Digital Builder : ช่วยเข้าไปสร้างแพลตฟอร์มพื้นฐานที่มีความซับซ้อน เช่น Big Data , IOT , Security เป็นต้น
  3. บทบาทในฐานะ Digital Partnership : การสร้างธุรกิจใหม่ไปด้วยการ การ Co-Creation และ การร่วมลงทุน เพื่อให้ธุรกิจเกิดสินค้าและบริการใหม่

นอกจากนี้ G-ABLE ยังเน้นย้ำถึงความโดดเด่นที่แตกต่างจากผู้อื่นคือ

  1. สินค้าและบริการ :มีบริการที่ทันสมัย และเข้ากับความต้องการของลูกค้า
  2. กระบวนการทำงาน : เน้นการทำงานที่เป็นมาตรฐานรวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานแบบใหม่
  3. บุคลากร : มีความเชี่ยวชาญที่ลึกแล้วยังเข้าใจความต้องการของลูกค้า
  4. ระบบนิเวศน์ :มีพาร์ทเนอร์อื่นๆที่แข็งแกร่งเช่น Regulator, Academia , Startups, Merchants ซึ่งมองว่าสามารถตอบโจทย์องค์กรได้

เกี่ยวกับ G-ABLE   

G-ABLE คือบริษัทผู้พัฒนา, ติดตั้งจนถึงให้บริการด้านระบบ IT และ Digital ในไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้าน modern digital solutions, enterprise business solutions และ IT infrastructure solutions โดยมีกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในภาคเอกชนและรัฐบาล

บทความนี้เป็น Advertorial

RELATED ARTICLE

Responsive image

Digital Marketing 2018 : G-Able ชี้ ภาคธุรกิจปฏิเสธออนไลน์ไม่ได้อีกต่อไป

ในปัจจุบันการทำ Digital Marketing กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจและให้ความสำคัญ เพราะหากผู้ประกอบการต้องการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ย่อมต้องใช้...

Responsive image

Digital Identity กับแนวทางเสริมความปลอดภัยป้องกันเหตุร้ายระดับโลก

Dave Birch หัวเรือใหญ่ของ Consult Hyperion แสดงทัศนะถึงปัจจัยที่แวดวงธนาคารในอนาคตสามารถแก้ไขปัญหาการโจรกรรมและบิดเบือนข้อมูลทางการเงินได้ ภายในงาน StartmeupHK Festival 2018......

Responsive image

ผลสำรวจเผย เยาวชนไทยมอง AI และ Internet of Things จะกระทบกับชีวิตในอนาคตมากที่สุด

Microsoft เผยผลสำรวจ ในหัวข้อ 'อนาคตด้านดิจิทัลในเอเชีย' (Microsoft Asia Digital Future Survey) ที่คนรุ่นใหม่มีความเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อชีวิตในอนาคต......