บนเวที World Economic Forum 2026 คำถามว่า “เราจะรักษาชนชั้นกลางได้อย่างไร?” ถูกยกขึ้นมาในฐานะโจทย์เศรษฐกิจ–การเมืองที่ชี้ชะตาเสถียรภาพของสังคมยุคถัดไป
แม้ตลอดช่วงปี 2011 เป็นต้นมา ชนชั้นกลางทั่วโลกจะขยายตัวเฉลี่ยราว 54 ล้านคนต่อปี แต่การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในปี 2020 ทำให้การเติบโตนั้นสะดุดลงอย่างชัดเจน พร้อม ๆ กับความกังวลเรื่องความมั่นคงในอาชีพระยะยาวที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
เวทีนี้ดำเนินรายการโดย Stacey Vanek Smith, Senior Story Editor จาก Bloomberg โดยรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝั่ง ตั้งแต่ภาครัฐ แรงงาน นักเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงผู้นำองค์กรเทค ได้แก่ Andy Beshear ผู้ว่าการรัฐเคนทักกี, Christy Hoffman เลขาธิการ UNI Global Union, Oren Cass ผู้ก่อตั้ง และ Chief Economist จาก American Compass และ Salil S. Parekh ซีอีโอของ Infosys
Christy Hoffman เปิดเวทีด้วยการชี้ว่า คำว่า ‘ชนชั้นกลาง’ อาจมีความหมายต่างกันในแต่ละประเทศ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ แรงงานทั่วโลกกำลังถูกบีบ
ค่าจ้างไล่ไม่ทันเงินเฟ้อ และผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้กระจายลงมาถึงคนทำงานเท่าที่ควร ยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาแรงงานนอกระบบทำให้คนจำนวนมากขาดหลักประกันความมั่นคง และเมื่อเศรษฐกิจสะดุดจากโควิด ความเปราะบางนี้ยิ่งชัดขึ้น
Oren Cass อธิบายว่า หากทุนนิยมทำงานได้ดีจริง ระบบควรสร้าง ความพึ่งพากันระหว่างทุนกับแรงงาน กล่าวคือ บริษัทจะเติบโตไม่ได้หากไม่ลงทุนในคน และแรงงานก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อบริษัทเติบโต แต่ในความเป็นจริงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลไกนี้ค่อย ๆ ถูกทำลายลง
เศรษฐกิจยุคใหม่เปิดทางให้บริษัทเพิ่มกำไรได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างงานที่ดีหรือยกระดับผลิตภาพของแรงงานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายงานไปหาแรงงานราคาถูกในต่างประเทศ การใช้แรงงานที่มีอำนาจต่อรองต่ำ หรือระบบการเงินที่เน้นการหมุนสินทรัพย์และดึงมูลค่าออกมา มากกว่าการลงทุนสร้างเศรษฐกิจจริง
ผลลัพธ์คือสิ่งที่เรียกว่า K-shaped economy ด้านบนของตัว K คือกลุ่มบริษัท นักลงทุน และคนทักษะสูงที่รายได้และโอกาสพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ด้านล่างคือคนทำงานส่วนใหญ่ที่รายได้แทบไม่ขยับ งานไม่มั่นคง และต้นทุนชีวิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ช่องว่างนี้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า แม้เศรษฐกิจจะโต แต่อนาคตของตัวเองกลับมืดลง และความเสี่ยงของระบบทั้งหมดถูกผลักมาอยู่ที่แรงงานและชุมชน มากกว่าถูกแบ่งปันร่วมกัน
Andy Beshear อธิบายความหมายของชนชั้นกลางผ่านภาพชีวิตจริง สำหรับเขา การเป็นชนชั้นกลางหมายถึงการไม่ต้องกังวลทุกสิ้นเดือนว่าจะจ่ายบิลค่าอาหาร ค่ายา หรือค่าไฟได้หรือไม่ มีพื้นที่พอสำหรับการพักผ่อนกับครอบครัว และสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ในช่วงอายุที่ไม่ห่างจากรุ่นพ่อแม่มากนัก
แต่ความเป็นจริงในวันนี้คือ คนจำนวนมากมีงานที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง ขณะที่ คุณภาพชีวิตกลับไม่ถึงกลางตามไปด้วย เพราะต้นทุนชีวิต โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลและค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ทำให้แม้เงินเดือนจะขยับ แต่ความมั่นคงกลับไม่เพิ่ม และในหลายกรณี ผู้คนรู้สึกว่าทำงานหนักขึ้นแต่กลับไม่สามารถขยับสถานะชีวิตได้จริง
ในมุมของผู้ว่าการรัฐ คำตอบจึงไม่ใช่เพียงการสร้างงานเพิ่ม แต่ต้องเดินควบคู่กันสองด้าน คือ การดึงงานที่ดีและมีอนาคตเข้ามา พร้อมกับ การควบคุมต้นทุนจำเป็น ไม่ให้กลืนการเพิ่มขึ้นของรายได้ หากรายได้เติบโตแต่ค่าใช้จ่ายจำเป็นโตเร็วกว่านั้น ชนชั้นกลางก็จะยังคงเปราะบาง และเศรษฐกิจจะไม่สามารถสร้างความรู้สึกมั่นคงให้กับคนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง
Salil S. Parekh สะท้อนภาพจากอินเดียว่า การขยายตัวของชนชั้นกลางไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการ สร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่จ้างงานจำนวนมาก และก่อให้เกิดผลต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา การบริโภค ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตชนชั้นกลาง
หัวใจของแนวทางนี้คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษาและทักษะ เพื่อผลิตแรงงานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง ทำให้ในแต่ละปีมีคนจำนวนมากสามารถขยับสถานะทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้
ในมุมมองของเขา AI ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อการจ้างงานโดยตรง แต่เป็น ตัวเร่งที่เปลี่ยนลักษณะของงาน มากกว่าจะทำให้งานหายไป เทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสให้คนกลุ่มกว้างขึ้นเข้ามามีบทบาทในงานดิจิทัล และทำให้ทักษะกลายเป็นกุญแจสำคัญของการเติบโตในยุคใหม่
นี่คือคำถามแกนกลางของทั้งเวที ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพได้จริง แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าผลิตได้มากขึ้นแค่ไหน หากคือ ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นนั้นถูกแบ่งอย่างไร และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์
Christy Hoffman เตือนว่า ความกังวลของแรงงานไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเสี่ยงที่งานจะหายไป แต่ลึกกว่านั้นคือความกลัวว่า จะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเลย หากแรงงานไม่มีอำนาจต่อรอง ผลประโยชน์จาก AI มักไหลไปสู่บริษัทและผู้ถือหุ้น มากกว่าจะกลับมาสู่ค่าจ้างหรือคุณภาพชีวิตของคนทำงาน
ด้าน Oren Cass เสริมว่า เทคโนโลยีไม่ดีหรือร้ายในตัวมันเอง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับ บริบทและกติกาที่สังคมออกแบบไว้ หากระบบจูงใจให้บริษัททำกำไรด้วยการตัดคนออก AI จะสร้างกำไรระยะสั้น แต่บ่อนทำลายความมั่งคั่งของสังคมในระยะยาว ตรงกันข้าม หากกติกาทำให้การลงทุนในคน การสร้างงานใหม่ และการยกระดับผลิตภาพแรงงานเป็นเส้นทางกำไรที่คุ้มค่า AI ก็อาจกลายเป็นฐานสำคัญของ ‘ชนชั้นกลางยุคใหม่’ ได้
บทเรียนจากเวทีนี้ชี้ว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่อาจพึ่งพาแนวคิด Trickle-down ที่หวังให้ความมั่งคั่งไหลจากคนหรือธุรกิจด้านบนลงมาสู่คนทำงานอีกต่อไป เพราะในทางปฏิบัติ ความมั่งคั่งมักกระจุกอยู่ด้านบน การเติบโตต้องเริ่มจากฐานกว้างของคนทำงาน โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ
เวที Can We Save the Middle Class? ส่งสัญญาณชัดว่า อนาคตของชนชั้นกลางในยุค AI จะขึ้นอยู่กับการออกแบบกติกา หากเทคโนโลยีถูกใช้เพื่อเร่งกำไรอย่างเดียว ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งขยาย แต่หากถูกใช้เพื่อยกระดับคนทำงานและกระจายผลผลิตอย่างเป็นธรรม AI อาจกลายเป็นรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจที่มั่นคงสำหรับคนส่วนใหญ่ได้จริง
อ้างอิง Can We Save the Middle Class?, World Economic Forum Annual Meeting 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด