
สตาร์ทอัพไทย 636 ราย ระดมทุนรวมกว่า 2,451 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีเพียง 16% เท่านั้นที่ไปถึง Series A ได้ อีก 7% ไปถึง Series B และแค่ 1% เท่านั้นที่ไปถึง Series C
ตัวเลขเหล่านี้มาจากฐานข้อมูล Crunchbase ที่ทีมวิจัยจาก Chulalongkorn School of Integrated Innovation (CSII) นำโดย รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมข้อมูลนักลงทุน 320 ราย และสตาร์ทอัพ 883 ราย ตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2022
ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาเดียวกันกับที่ รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย ขึ้นพูดบนเวทีงาน Digital Health Asia 2026 ซึ่งจัดร่วมโดย Times Higher Education และ City University of Macau ในเซสชัน "Founders and Funders: What Makes Health Innovation Succeed in Asia" นั่นคือ
Asia does not lack innovation, it lacks integration
เอเชียไม่ได้ขาดนวัตกรรม แต่ขาดการเชื่อมต่อระบบนิเวศที่จะพาสตาร์ทอัพข้ามผ่านสิ่งที่เรียกว่า 'Valley of Death' หรือหุบเขาแห่งความตาย ช่วงที่สตาร์ทอัพมีไอเดียดี มีเทคโนโลยีพร้อม แต่กลับไปไม่ถึงตลาดจริง
บทความนี้ Techsauce จะพาเจาะลึกงานวิจัย 3 ชิ้นที่อยู่เบื้องหลังข้อความประโยคบนเวทีดังกล่าว ตั้งแต่การวิเคราะห์ระบบนิเวศการลงทุน การสร้าง Framework ที่เรียกว่า '3Cs' ไปจนถึง University Holding Company โมเดลที่มหาวิทยาลัยไทยกำลังใช้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างห้องแล็บกับตลาดโลก
ก่อนจะพูดถึงทางออก ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
จากข้อมูล 636 สตาร์ทอัพที่มีบันทึกการระดมทุน พบว่า FinTech ครองสัดส่วนมูลค่าการระดมทุนสูงสุดถึง 47% ตามด้วย Logistics 25% และ Fashion 5% แต่ถ้าดูจำนวนบริษัท AdTech กลับมีสัดส่วนสูงสุดที่ 16% ตามด้วย FinTech 14% และ Logistics 11%
สิ่งที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าให้เป็นเป้าหมายของประเทศอย่าง BioTech, AgriTech, HealthTech, FoodTech, TravelTech และ EdTech รวมกันแล้วคิดเป็นเพียง 26% ของจำนวนสตาร์ทอัพทั้งหมด และมีมูลค่าการระดมทุนรวมแค่ 16% หรือประมาณ 137 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักอย่าง Logistics, FinTech, AdTech และ InsurTech กลับกวาดเงินระดมทุนไปมากกว่า 80%
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า เงินทุนส่วนใหญ่ยังไม่ไหลไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมจริง ๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือ สตาร์ทอัพไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในระดับ Seed Stage โดยมีถึง 48% ที่อยู่ในรอบนี้ การจะก้าวไปถึง Series A, B, C ยังเป็นเรื่องยากลำบาก
ทีมวิจัยสัมภาษณ์เชิงลึก CEO และ Co-Founder ของสตาร์ทอัพไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง AdTech, AgriTech, BioTech, E-Commerce, EdTech, FinTech, FoodTech, HealthTech, InsurTech และ PropTech พบว่าปัญหาหลัก ๆ มี 3 ด้าน
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ไอเดียหรือเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ตัวคน ผู้ก่อตั้งหลายรายยังขาดทักษะความเป็นผู้นำ ขาด Global Mindset และมีวัฒนธรรมการทำงานที่ปิดกั้นนวัตกรรม หลายคนพอใจกับสิ่งที่มี ไม่กล้าเสี่ยง ไม่ยอมลองสิ่งใหม่ ๆ
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ Mentor ที่ดีหายาก Incubator หลายแห่งมีโปรแกรมที่ไม่ได้ผล และ VC ส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบ่มเพาะสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง
สตาร์ทอัพไทยจำนวนมากเลือกตลาดที่ไม่มีการแข่งขัน หรือตลาดที่เล็กเกินกว่าจะ Scale ได้ บางรายไม่เคยทำ Research ตลาดอย่างจริงจัง ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ตอบโจทย์ลูกค้าจริง ๆ
โปรแกรม Incubation และ Accelerator ที่มีอยู่ก็ยังไม่เพียงพอ ขาดการสนับสนุนด้านการวิจัยเชิงลึก และที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรม
นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุด หน่วยงานรัฐให้ทุนซ้ำซ้อนกัน แต่ไม่มีใครรับผิดชอบเรื่อง Mentorship อย่างจริงจัง กระบวนการเบิกจ่ายเงินทุนจากรัฐซับซ้อนและล่าช้า ไม่สอดคล้องกับจังหวะการเติบโตของสตาร์ทอัพที่ต้องการเงินอย่างรวดเร็ว
นักลงทุนก็มีปัญหาเช่นกัน หลายรายขาดความเข้าใจในระบบนิเวศนวัตกรรม มองแค่ผลตอบแทนระยะสั้น ไม่ยอมเสี่ยงลงทุนในสตาร์ทอัพ Deep Tech ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล
นอกจากนี้ โครงสร้างภาครัฐมักทำให้โปรเจกต์ถูกทิ้งกลางทาง เพราะขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง สตาร์ทอัพต้องการระบบนิเวศการลงทุนแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่เงินก้อนเดียวแล้วจบ

จากปัญหาทั้ง 3 ด้าน ทีมวิจัย CSII จึงพัฒนา Framework ที่เรียกว่า 3Cs ซึ่งย่อมาจาก Coach, Cash และ Connect เพื่อเป็นระบบ Mentoring ที่ออกแบบมาสำหรับบริบทของไทยโดยเฉพาะ
โมเดลนี้เกิดจากการศึกษาเปรียบเทียบโปรแกรมระดับโลก 4 แห่ง ได้แก่ Founder Institute (FI), Center for Advancing Innovation (CAI), AWS Activate และ MIT Venture Mentoring Service (MIT VMS) แล้วนำมาปรับให้เข้ากับข้อจำกัดของไทย ทั้งในเชิงวัฒนธรรม สถาบัน และนโยบาย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3C Framework ได้ที่บทความ เจาะโมเดล 3Cs (Coach-Cash-Connect) สูตรการปั้นสตาร์ทอัพไทยให้โตไกลด้วยหลัก 'โค้ช-เงินทุน-เครือข่าย)
อีกงานวิจัยหนึ่งที่เสริมภาพให้ชัดขึ้นคือเรื่อง University Holding Company (UHC) หรือบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแปลงงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจจริง
ปัจจุบันประเทศไทยมี UHC ที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ทีมวิจัยได้ศึกษาเชิงลึก 3 แห่งที่มีผลงานโดดเด่น ได้แก่
CU Enterprise จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เปิดมา 5 ปี ลงทุนในสตาร์ทอัพ 21 ราย มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 22,309 ล้านบาท สร้างงานกว่า 4,000 ตำแหน่ง มี IP Licensing มากกว่า 66 รายการ และมูลค่าการระดมทุนของสตาร์ทอัพในพอร์ตรวมกว่า 350 ล้านบาท
CU Enterprise โดดเด่นเรื่องการลงทุนในสตาร์ทอัพ Deep Tech และ Digital Innovation มีระบบ Governance ที่เข้มแข็งพร้อมคณะกรรมการเฉพาะทางด้านการลงทุน ความเสี่ยง และการตรวจสอบ
อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เปิดมา 6 ปี ลงทุนใน 15 สตาร์ทอัพ มูลค่าตลาดรวมประมาณ 5,389 ล้านบาท สร้างงาน 3,744 ตำแหน่ง เน้นลงทุนในภาคการผลิตขั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสารสนเทศ ปีนี้ได้รับเงินปันผลครั้งแรกจากบริษัทในพอร์ต ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ
บริษัท นววรรธ จํากัด จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)
เปิดมานานที่สุดถึง 10 ปี ลงทุนใน 29 สตาร์ทอัพ เน้นการแปลง IP Valuation เป็นหุ้น ลงทุนใน 8 สาขาเทคโนโลยี ตั้งแต่การผลิตขั้นสูง, เทคโนโลยีชีวภาพ, พลังงานสะอาด ไปจนถึง AI
กลับมาที่เวที Digital Health Asia 2026 รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย ทวีแสงสกุลไทย ยังได้สะท้อนมุมมองของ Thomas Christian Südhof นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลจาก Stanford School of Medicine ที่ชี้ให้เห็นว่า Health Innovation มีความท้าทายพื้นฐาน 2 ประการ คือ
หมายความว่า นวัตกรรมด้านสุขภาพที่จะสร้างผลกระทบได้จริงต้องเริ่มจากวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันที่หน้าตาดี
ข้อมูลจากงานวิจัยก็สอดคล้องกัน สตาร์ทอัพ HealthTech ในไทยยังเผชิญปัญหาเฉพาะ ตั้งแต่กระบวนการขึ้นทะเบียนสารใหม่ที่ต้องผ่านทั้งสหรัฐฯ และยุโรปก่อนที่จะได้รับอนุมัติในไทย, ลูกค้าที่ไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ, ไปจนถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่ทำให้การเริ่มต้นยากกว่าสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมอื่น
จากงานวิจัยทั้ง 3 ชิ้น สามารถสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญได้ดังนี้
1. สร้าง National Mentorship Platform แพลตฟอร์มระดับชาติที่รวมฐานข้อมูล Mentor, ระบบจับคู่ Mentor กับสตาร์ทอัพ และการติดตามผลลัพธ์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ, มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน
2. Stage-based Funding ระบบเงินทุนแบบขั้นบันไดที่สอดคล้องกับระยะการเติบโตของสตาร์ทอัพ ตั้งแต่ Grant, Co-investment ไปจนถึง Venture Capital โดยเรียนรู้จากโมเดล TEDCO และ CAI
3. Foster Ecosystem Connectivity สร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย, Incubator, องค์กรขนาดใหญ่ และนักลงทุน ผ่านมาตรการทางภาษี, Matching Grant และความร่วมมือภาครัฐกับเอกชน
4. พัฒนามาตรฐาน Mentor รวมถึงระบบ Certification, การฝึกอบรม และกลไกจูงใจที่ยั่งยืน (ค่าตอบแทน, ส่วนแบ่งหุ้น)
5. ระบบติดตามและประเมินผลแบบบูรณาการ เชื่อมโยงกับ KPI ด้านนวัตกรรมระดับชาติ ทั้งการลงทุน R&D, จำนวน Scale-up และอัตราการอยู่รอดของสตาร์ทอัพ
คำถามสำคัญคือ ไทยมีเป้าหมายจะเป็น 'Scaleup Nation' ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ตั้งเป้าเพิ่มการลงทุน R&D เป็น 2% ของ GDP ขยายจำนวนสตาร์ทอัพที่มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และสร้างยูนิคอร์นอย่างน้อย 5 ราย
แต่จากข้อมูลปัจจุบัน การลงทุน R&D ของไทยยังอยู่ที่เพียง 1.14% ของ GDP สตาร์ทอัพที่ก้าวข้ามจาก Seed ไปสู่ Series A ได้มีเพียง 16% และยูนิคอร์นยังคงเป็นเลข 0
งานวิจัยของ รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย และทีมจาก CSII ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป แต่ให้ Framework ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในบริบทของไทย 3C ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นระบบที่ทดลองแล้ว วัดผลแล้ว และพร้อมขยายผล
อ้างอิง : Natcha Thawesaengskulthai
Performance management framework of university holding companies case studies in Thailand
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด