ถอดรหัสยุทธศาสตร์กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ในงานฟินเทคระดับโลก Money20/20

งาน Money 20/20 ไม่ใช่งานสัมมนาทั่วไป คือ งานระดับโลกที่จะบอกแนวโน้มว่าเงินจะทำงานอย่างไรในอนาคต ผู้นำธนาคาร, VC, ผู้กำหนดนโยบาย และ Startup Fintech จากกว่า 100 ประเทศขึ้นเวทีเดียวกัน เพื่อบอกว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า Landscape จะหน้าตาอย่างไร

การปรากฏตัวของธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank บนเวทีระดับโลกอย่าง Money 20/20 Asia 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการร่วมงานในฐานะสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ แต่คือการประกาศปักหมุดหมายใหม่ของ Regional Digital Bank ที่พร้อมจะขับเคลื่อนระบบนิเวศการเงินไทยสู่ระดับสากล

ผ่าน 3 ผู้นำทัพอย่างคุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และ ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธาน ออร์บิกซ์ กรุ๊ป 

และบทความนี้ Techsauce จะพาไปถอดรหัสความคิดของ 3 ผู้นำว่าพวกเขาเตรียมพร้อมอย่างไรที่จะทำให้ธนาคารแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่ปรับตัวตามโลก แต่คือผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมทางการเงินระดับภูมิภาค

ธนาคารกสิกรไทยบนเวทีระดับโลก ชูระบบการเงินอนาคตเทคโนโลยีต้องเดินคู่ไปกับความเชื่อมั่น

1.ธนาคารยุคใหม่แข่งกันที่ความเร็วในการปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ขนาด

นี่คือแนวคิดแรกที่คุณขัตติยาเริ่มต้นบนเวที Money 20/20 ปี 2026 ที่ผ่านมา และได้มอบคีย์เวิร์ดสำคัญอย่างคำว่า Resilience ซึ่งในความหมายของคุณขัตติยาไม่ใช่แค่การสำรองสภาพคล่อง และไม่ใช่แค่แผนรับมือวิกฤต มันคือความสามารถขององค์กรที่จะอ่านสถานการณ์ เปลี่ยนทิศทาง และ Execute ได้เร็วพอในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารลงไปจนถึงพนักงาน พร้อมย้ำว่าธนาคารที่แข่งขันได้ในยุคนี้ไม่ใช่ธนาคารที่ใหญ่ที่สุด แต่คือธนาคารที่เปลี่ยนเกมได้เร็วที่สุด

แต่จะเปลี่ยนได้เร็ว คนในองค์กรต้องมีเวลาและพลังงานเหลือพอสำหรับงานที่สำคัญจริง ๆ นั่นคือจุดที่ AI เข้ามา ด้านคุณขัตติยาเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยไม่ได้ใช้ AI เพื่อลดจำนวนคน แต่แนวคิดของการใช้คือ ใช้เพื่อให้คนมีเวลาทำในสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ และได้มีการแบ่งบทบาท AI และพนักงานออกจากกันอย่างชัดเจน อาทิ

AI รับหน้าที่: ประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล, ตรวจจับรูปแบบผิดปกติ, จัดการธุรกรรมความเร็วสูง, คัดกรองความเสี่ยง
พนักงานรับหน้าที่: ทุกอย่างที่ต้องการความเข้าใจ บริบท อารมณ์ และการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ

เมื่อ AI และพนักงานถูกวางบทบาทไว้อย่างชัดเจน ก้าวถัดมาที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ การสร้างสนามให้ทั้งคนและเทคโนโลยีสามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นหมายถึงการกล้าที่จะรื้อโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ฝังรากมานาน เพื่อรองรับโลกการเงินที่หมุนไวขึ้น

"การเปลี่ยน Core Banking ก็เหมือนการผ่าตัดหัวใจในขณะที่คนไข้กำลังวิ่งมาราธอน คุณจะหยุดไม่ได้ แต่คุณก็พลาดไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว" คำเปรียบเปรยของคุณขัตติยาฉายภาพให้เห็นถึงโปรเจกต์ยักษ์ที่ธนาคารกสิกรไทยได้ทำ เพราะ Core Banking คือ ระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การฝากเงินไปจนถึงการคำนวณดอกเบี้ยรายวัน

เพื่อให้ความเร็วในการเปลี่ยนเกมไม่สะดุด ธนาคารกสิกรไทยจึงเลือกใช้กลยุทธ์ Incremental Approach หรือการทยอยเปลี่ยนทีละส่วนอย่างมีชั้นเชิงแทนการรื้อทิ้งในคราวเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ระบบที่เสถียรขึ้นเพื่อรองรับ Mobile Banking แต่คือการปลดล็อกสิ่งที่ถือเป็นอาวุธลับของธนาคาร นั่นคือ Data Liquidity หรือการทำให้ข้อมูลมีสภาพคล่อง

คุณขัตติยาชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนของจิ๊กซอว์ตัวนี้

  • ก่อนการเปลี่ยน: ข้อมูลธุรกรรมนับล้านถูกแช่แข็งอยู่ในตู้เซฟเหล็กที่เรียกว่า Silos ต่อให้มีข้อมูลมหาศาลแค่ไหนก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ยากและเชื่องช้า
  • หลังการเปลี่ยน: ข้อมูลเหล่านั้นถูกทำลายกำแพงกั้นและไหลเวียนได้อย่างอิสระ พร้อมให้ AI นำไปประมวลผลเพื่อสร้าง Personalized Experience ให้ลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ หรือเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์ภายนอกเพื่อสร้างบริการใหม่ ๆ ได้ทันที

Trust 2.0 เมื่อความไว้วางใจ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เงินปลอดภัย

"วันนี้ลูกค้าไม่ได้ถามแค่ว่าเงินของเขาปลอดภัยไหม แต่เขาถามว่า 'ชีวิตดิจิทัล' ของเขาทั้งหมดปลอดภัยหรือเปล่า ซึ่งนั่นคือคนละเรื่องกัน"

คุณขัตติยา อินทรวิชัย บนเวที Money 20/20

คุณขัตติยาสะท้อนภาพของ Trust ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ในยุคนี้ โดยชี้ชัดว่ามันกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคของการรักษาความปลอดภัยของธุรกรรม ไปสู่ยุคของการรักษาความปลอดภัยของตัวตนและข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ โดยแบ่งมิติของ Trust ยุคใหม่ที่แยกจากกันไม่ได้ออกเป็น 2 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • การแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม (Value Exchange): ลูกค้ายุค 2026 ยินดีแชร์ข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้ธนาคารรู้จักเขามากขึ้น แต่ต้องแลกมาด้วยประโยชน์ที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความมั่งคั่ง การลดค่าใช้จ่าย หรือการแจ้งเตือนความเสี่ยงทางการเงินล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงการถูกนำข้อมูลไปใช้เพื่อเสนอขายสินค้าแบบเดิม ๆ
  • าข่ายรองรับที่ทำงานเชิงรุก (Proactive Safety Net): ในโลกที่ธุรกรรมเกิดขึ้นในระดับมิลลิวินาที ระบบธนาคารต้องแปรสภาพจากผู้แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ > ผู้ป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยมี AI ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าระวังความผิดปกติของข้อมูลมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่พนักงานจะถูกวางตัวไว้เพื่อดูแลในจุดที่ AI ทำไม่ได้ นั่นคือการมอบความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจในวินาทีที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

และความไว้วางใจในมิติของ ‘ความเร็ว’ กลายเป็นด้านที่ถูกทดสอบมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการโอนเงินข้ามพรมแดน คุณขัตติยาตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า "ทำไมในยุคที่ข้อมูลเดินทางด้วยความเร็วแสง แต่การโอนเงินระหว่างประเทศยังต้องรอถึง 2 วันทำการ?"

สำหรับโลกธุรกิจ ความต่างของเวลา 48 ชั่วโมงไม่ใช่แค่ความล่าช้า แต่มันคือโอกาสทางธุรกิจที่อาจหลุดลอยไป นี่จึงเป็นที่มาของ Project Carina ซึ่งเป็นโครงการทดสอบใน Regulatory Sandbox ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านการประสานบริการทางการเงินระหว่างธนาคารกสิกรไทย และ J.P. Morgan Chase Bank ด้วย Quarix บล็อกเชนของ บริษัท Orbix Technology and Innovation และ Kinexys  Digital Payment ของกลุ่มธนาคาร J.P. Morgan Chase เพื่อยกระดับการโอนเงินข้ามประเทศแบบ Real-time ที่เงินถึงผู้รับภายในหลักนาที ช่วยให้ Working Capital ของภาคธุรกิจหมุนเวียนได้เร็วขึ้นอย่างมหาศาล โดยพร้อมให้บริการแก่กลุ่มนิติบุคคลที่ต้องการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

70/20/10 สูตรลับที่ทำให้ 'นวัตกรรม' ไม่กลายเป็นภาระ

ทุกจิ๊กซอว์ที่คุณขัตติยาวางไว้ ตั้งแต่ Resilience, AI, Core Banking มาจนถึง Cross-border Payment ล้วนถูกร้อยเรียงอยู่บนกรอบคิดเดียวที่เรียกว่า 70/20/10 Framework เพื่อให้มั่นใจว่าการเดินหน้าสู่อนาคตจะไม่ทำให้ปัจจุบันสั่นคลอน

สามารถแยกแนวคิดได้ดังนี้

  • 70% (Run): ลงทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพและดูแลลูกค้าในปัจจุบันให้ดีที่สุด
  • 20% (Transform): ต่อยอดนวัตกรรมจากฐานธุรกิจเดิมเพื่อสร้างมูลค่าใหม่
  • 10% (Reimagine): ลงทุนใน ‘โลกอนาคต’ ที่ยังไม่มีใครรู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน โดยยอมรับความเสี่ยงว่าอาจมีเพียง 1 ใน 10 โปรเจกต์เท่านั้นที่สำเร็จ แต่หนึ่งเดียวที่ชนะนั้นจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนเกม

"นวัตกรรมที่ดูดีแต่ต่อเข้ากับระบบจริงไม่ได้ คือภาระสะสมที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวันที่เราต้องการ Scale" นี่คือบทเรียนสำคัญที่คุณขัตติยาใช้กำกับทุกโครงการนวัตกรรมในธนาคารกสิกรไทย

คุณขัตติยา อินทรวิชัย บนเวที Money 20/20

2.Beyond Banking ธนาคารยุคใหม่ จะไม่ใช่แค่ธนาคาร

คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ตอกย้ำว่าท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป หัวใจของการเงินยังคงเป็นเรื่องเดิม คือต้อง “เร็วขึ้น ถูกลง และปลอดภัยยิ่งขึ้น” โดยนวัตกรรมของ KBank จะถูกวัดผลผ่านมาตรฐานนี้ภายใต้กรอบ 70/20/10 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจหลักและโลกอนาคต

คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์

Orbix Group ประกาศความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ บนเวที Money 20/20

"Digital Assets ไม่ใช่เรื่องของอนาคต มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้ว" 
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธาน ออร์บิกซ์ กรุ๊ป จะมาขยายภาพว่าจิ๊กซอว์เหล่านี้จะถูกนำไปติดตั้งบนโลกการเงินอนาคตได้อย่างไร

บนเวที Panel Discussion ระดับภูมิภาค ดร.กรินทร์ ได้ร่วมอภิปรายกับผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำอย่าง Standard Chartered, Caladan และ Hex Trust ในหัวข้อที่ท้าทายความเชื่อเดิมอย่าง How Digital Asset Ecosystems Will Redefine Money

ดร.กรินทร์ เรียกโครงสร้างนี้ว่า 3 Pillars (3 เสาหลัก) ที่ต้องพันเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่น เพราะหากขาดเส้นใดเส้นหนึ่งไป ระบบนิเวศการเงินใหม่จะไม่มีทางแจ้งเกิดได้อย่างสมบูรณ์ ได้แก่

  • เทคโนโลยีที่เสถียร: ไม่ใช่แค่ความใหม่หรือความเร็ว แต่ต้องทำงานได้แม่นยำและคาดเดาผลลัพธ์ได้ในทุกสภาวะตลาด
  • ผู้ประกอบการระดับสถาบัน: ตลาดต้องการตัวจริงที่มีประวัติและมาตรฐานการทำงานที่พิสูจน์ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในวงกว้าง
  • กฎระเบียบที่คาดเดาได้: สำหรับ ดร.กรินทร์ กฎหมายไม่ใช่ตัวขัดขวางนวัตกรรม แต่คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ระบบทั้งหมดมีความน่าเชื่อถือและขยายตัวได้ในระยะยาว

นี่คือเหตุผลที่ Regulatory Clarity หรือความชัดเจนด้านกฎหมาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ เพราะมันคือสะพานเชื่อมสำคัญที่จะเปลี่ยนจากการทดลอง ไปสู่การใช้งานจริงในสเกลระดับประเทศและภูมิภาค

ในระบบนิเวศของ Digital Assets มีบทบาทหนึ่งที่เปรียบเสมือนกำแพงเหล็กหลังบ้านที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จัก แต่หากขาดสิ่งนี้ไป โลกการเงินระดับสถาบันจะไม่มีวันเติบโตได้จริง นั่นคือ Custodian

หากจะอธิบายให้เห็นภาพ Custodian ทำหน้าที่เหมือนตู้นิรภัยอัจฉริยะที่แยกออกมาจากตัวธนาคารหรือกองทุน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและปกป้องทรัพย์สินของนักลงทุน ในโลกดิจิทัล Custodian คือผู้ดูแลและรักษา Private Key พร้อมรับผิดชอบทางกฎหมายต่อสินทรัพย์ของลูกค้าซึ่งถ้าไม่มีผู้ดูแลที่น่าเชื่อถือนักลงทุนสถาบันรายใหญ่จะไม่มีวันกล้าเข้ามาวางเงินในตลาดนี้เลย

ทว่าโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดร.กรินทร์ได้ฉายภาพ Framework การพัฒนาที่ต้องเดินขนานกันไปถึง 3 Layer (3 ระดับ) เพื่อให้ระบบนิเวศนี้สมบูรณ์

  1. Infrastructure Layer การวางรากฐานด้านเทคนิคที่ชัดเจน เช่น การตัดสินใจว่าเงินบาทดิจิทัลควรอยู่บน Public หรือ Private Blockchain รวมถึงการแยกชั้นระหว่าง Blockchain, Money และ Asset ให้ขาดจากกัน
  2. Ecosystem Layer การกำหนดบทบาทผู้เล่น ดร.กรินทร์เน้นย้ำว่า "การรู้ว่าใครทำอะไรไม่ได้ สำคัญพอ ๆ กับรู้ว่าใครทำอะไรได้" เพราะการแบ่งแยกหน้าที่ที่ชัดเจนคือรากฐานของความโปร่งใส
  3. User Layer ชั้นสุดท้ายคือการทำให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน กลายเป็นบริการที่ใช้งานง่าย ราบรื่น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ปลายทาง

และเมื่อมองภาพพิมพ์เขียวข้างต้น ภาพที่ชัดขึ้นคือ Orbix Group ไม่ได้สร้างเพียงผลิตภัณฑ์ แต่กำลังวางรากฐานในการเป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล ซึ่งนำไปสู่ 3 ยุทธศาสตร์หลักที่ Orbix Group ประกาศสำหรับการขยายตัวในปี 2569 

  • ขยาย RWA Tokenization (Real World Asset): แปลงสินทรัพย์จริงให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลในวงกว้างขึ้น ครอบคลุมพันธบัตร กองทุนรวม สินทรัพย์หลักทรัพย์ขนาดเล็ก และ Carbon Credit
  • ขยายฐานผู้ใช้งาน (Mass Customer): ยกระดับประสบการณ์ผ่านระบบยืนยันตัวตนครั้งเดียว (Single KYC) และแพลตฟอร์มรวมศูนย์ เพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่องไร้รอยต่อ
  • Institutional-grade Digital Asset Services: เสริมบริการระดับสถาบัน ทั้งการจัดการกองทุนและการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เพื่อดึงนักลงทุนสถาบันเข้าสู่ระบบ

แต่บริษัทในเครือของ Orbix Group เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ 

ดร.กรินทร์ มองว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวมต้องอาศัยความร่วมมือที่กว้างกว่านั้น นั่นคือที่มาของ สมาพันธ์สินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจบล็อกเชนไทย  หรือ Thai Federation of Digital Assets and Blockchain Business (TFDB) เพราะระบบการเงินพัฒนาได้เร็วและมั่นคงกว่า ถ้าผู้เล่นทั้งอุตสาหกรรมร่วมกันกำหนดทิศทาง แทนที่จะต่างคนต่างทำ

ทาง Orbix Group จึงได้ร่วมกับ เอ็กซ์สปริง, บล.เอเชีย พลัส และ บล.กสิกรไทย ลงนาม MOU จัดตั้ง TFDB อย่างเป็นทางการ รวมองค์กรจากกลุ่มธุรกิจตลาดทุน กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

วิเคราะห์กลยุทธ์ AEF บทเรียน ‘หัวหอม 4 ชั้น’ กับการเลือก Startup เข้าพอร์ตให้กลายเป็น Unicorn ระดับโลก

ถอดกลยุทธ์ "หัวหอม 4 ชั้น" จาก AEF กองทุน Not-for-profit ของ Alibaba ที่ปั้น Startup ฮ่องกงสู่ Unicorn มูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ...

Responsive image

เอเชียกำลังขับเคลื่อนโลกทั้งใบ แต่แทบไม่มีใครมองเห็น รู้จัก ‘โครงสร้างพื้นฐานล่องหนของเอเชีย’ ที่อยู่เบื้องหลัง AI, ชิป และเศรษฐกิจโลก

เจาะลึก ‘Asia’s Invisible Infrastructure’ โครงสร้างพื้นฐานล่องหนของเอเชีย ตั้งแต่ Semiconductor, Supply Chain, Logistics ไปจนถึง Data Infrastructure ที่กำลังกลายเป็นกระดูกสันหลังขอ...

Responsive image

บริษัทสวีเดนอายุ 90 ปี ที่อยู่กับสนามบินไทยมากว่า 20 ปี รู้จักบริษัท ‘SAAB’ ผู้อยู่เบื้องหลังระบบเฝ้าระวังภาคพื้นของสนามบินไทย

Saab ส่งสัญญาณขยายระบบบริหารจราจรทางอากาศ (ATM) ไปยังสนามบินอื่นในไทย หลังเป็นผู้ติดตั้งระบบเฝ้าระวังภาคพื้นที่สุวรรณภูมิตั้งแต่ปี 2006 และดอนเมืองตั้งแต่ปี 2017 พร้อมเปิดพอร์ตธุรก...