'สงคราม' เปลี่ยนรูปแบบเป็น 'สงคราม AI' กระเทือนความมั่นคงปลอดภัย Data Center

ในตอนท้ายของงานแถลงข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569 โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KReresearch) มีการบรรยาย Special Topic เรื่อง 'AI กับ Geopolitics' (AI และภูมิรัฐศาสตร์) โดย คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงสำคัญระหว่าง AI กับสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงระดับโลก โดยมีสาระสำคัญดังนี้

โลกเผชิญ 'The First AI War' 

คุณบุรินทร์มองว่า สงครามแบบดั้งเดิมเปลี่ยนสู่ 'สงคราม AI' ดูได้จากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่จัดเป็น 'สงคราม AI ครั้งแรกของโลก' โดยยูเครนได้รับการสนับสนุนด้าน Data Intelligence จากอเมริกา ซึ่งพลิกโฉมจากสงครามแบบดั้งเดิม (Conventional Warfare) ที่วัดกันด้วยกำลังทหารหรือรถถัง มาเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย หลักๆ ก็เช่น โดรน

ปัจจุบันความได้เปรียบในสงครามไม่ได้อยู่ที่ใครมีอาวุธราคาแพงกว่า แต่อยู่ที่ความชาญฉลาดในการใช้เทคโนโลยี (Intelligence) โดรนโจมตี เช่น Shahed Drone มีต้นทุนถูกมากอยู่ที่ราว 20,000 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับอาวุธสกัดกั้นของชาติตะวันตกที่มีราคาสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อลูก เกิดเป็นความได้เปรียบด้านต้นทุนที่แตกต่างกันมหาศาล (The Cost Curve) ด้วยสัดส่วนความแตกต่างของต้นทุนการทำสงครามที่สูงถึง 100 ต่อ 1 

ยิ่งกว่านั้น โดรนในสงครามยุคใหม่ถือเป็น Physical AI หรือ AI ทางกายภาพรูปแบบหนึ่ง ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ทำงานล้ำสมัยขึ้นมาก โดยใช้ สมองกล (Autonomous AI) ประมวลผลและค้นหาเป้าหมายแบบเรียลไทม์ จึงสามารถโจมตีเป็นฝูงบินเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องถูกควบคุมผ่านสัญญาณดาวเทียมเหมือนในอดีตอีกต่อไป 

Data Center ตกเป็นเป้าด้านความมั่นคง 

เบื้องหลังความฉลาดและการประมวลผลแบบเรียลไทม์ของโดรนจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับสูง กล่าวคือ ต้องใช้ Data Center รวบรวม ประมวลผล และสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่างๆ

เห็นได้ชัดจากสงครามยุคใหม่ อย่างสงครามในตะวันออกกลาง ที่ Data Center กลายเป็นเป้าหมายในการโจมตี เนื่องจาก Data Center ถูกใช้งานแบบทวิภาค (Dual-Use) ปัจจุบัน คือ ใช้ทั้งภาคพลเรือนและภาคการทหาร

และในขณะที่ภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีได้ไวกว่า ก้าวหน้ากว่าภาครัฐ หน่วยงานกลาโหมหรือภาครัฐที่พัฒนาเทคโนโลยีไม่ทัน จึงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากบริษัท Big Tech ของเอกชนในการประมวลผลด้านข่าวกรองและความมั่นคงนั่นเอง

แข่งขันสะสมอาวุธ สิ้นสุดยุคสงบสุข

คุณบุรินทร์บอกว่า แนวคิดที่ว่าโลกจะไม่มีสงครามขนาดใหญ่และมุ่งเน้นแต่การแข่งขันทางเศรษฐกิจตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้จบลงแล้ว และโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่รัฐบาลชาติต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และพันธมิตร เร่งสะสมอาวุธและเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง โดยมีเป้าหมายเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้สูงขึ้นในอนาคต รัฐบาลกลายเป็นผู้เล่นที่พร้อมทุ่มงบประมาณไม่อั้น (Price Insensitive) เพื่อกว้านซื้อทรัพยากรและเทคโนโลยี AI แข่งกับภาคเอกชน

ปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกเร่งลงทุนด้านความมั่นคงและการทหารมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับนโยบายต่างประเทศแบบต่างคนต่างพึ่งพาตัวเอง เห็นได้จากแนวคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร AI ระหว่างภาครัฐ (ที่พร้อมจ่ายไม่อั้นเพื่อความมั่นคง กับเอกชน 

ศึกแย่งทรัพยากรโลก

เรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกประเทศและองค์กรแย่งชิงทรัพยากร ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญ (Talent) ไฟฟ้า ชิป ไปจนถึงแร่ธาตุสำคัญ เช่น ทองแดง (Copper) ที่จำเป็นอย่างมากต่อการสร้าง Data Center

คุณบุรินทร์กล่าวถึงการแย่งชิงทรัพยากรโลก (Global Resource Grab) ที่สัมพันธ์กับ AI เนื่องจาก AI ใช้พลังงานมาก และความต้องการใช้ AI ก็มีไม่จำกัด โดยสิ่งที่ AI ต้องพึ่งพาและสำคัญที่สุดซึ่งเป็นฐานรากก็คือ 'พลังงาน' 

ถ้าไม่มีพลังงาน AI ก็ทำงานไม่ได้ เพราะการประมวลผลข้อมูลของ AI แบบเรียลไทม์นั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรที่สูงกว่าการทำงานของซอฟต์แวร์หรือระบบค้นหา (Search Engine) แบบดั้งเดิมอย่างมาก คุณบุรินทร์จึงนำเสนอภาพ 'เค้ก 5 ชั้น' ของ Jensen Huang (หรืออ่านเพิ่มที่ สรุปเค้ก 5 ชั้นในโลก AI ในความหมายของ Jensen Huangมาอธิบายเลเยอร์ซึ่งประกอบกันเป็น AI นั่นคือ เลเยอร์ 1 พลังงาน, เลเยอร์ 2 ชิป, เลเยอร์ 3 โครงสร้างพื้นฐาน, เลเยอร์ 4 โมเดล และเลเยอร์ 5 แอปพลิเคชัน ที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน 

การแย่งชิงพลังงานมหาศาลนี้ ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรด้านพลังงานมาก อย่างเวเนซุเอลา อิหร่าน รวมถึง กรีนแลนด์ กลายเป็นเป้าด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ข้อจำกัดบนโลกยังผลักดันให้แนวคิดของบริษัท SpaceX ที่ต้องการส่ง Data Center ขึ้นไปสู่วงโคจรในอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า ที่ดิน น้ำ และระบบระบายความร้อนบนโลก ได้รับความสนใจอย่างมาก

สงคราม AI กระทบเศรษฐกิจและนโยบายการเมืองในไทยด้านไหนบ้าง?

คุณบุรินทร์อธิบายว่า สงคราม AI ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งแร่ธาตุ พลังงาน และ 'เงินลงทุน' มหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปจนถึงงบความมั่นคงของรัฐ และจะส่งผลกดดันให้เงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับสูงต่อไป

ส่วนเรื่องการเมืองภายในประเทศ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่สูงขึ้นจากการกู้ยืมมาใช้กับนโยบาย 'ประชานิยม' เพื่ออุ้มประชาชนที่อาจตกงานหรือได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาทดแทน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เบื้องหลัง ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ งานหินของ SAM และ YIPINTSOI NEXT ภารกิจเร่งด่วนที่ต้อง Go Live ใน 2 เดือน ดึงข้อมูล 34 สถาบันการเงิน ลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี

ลองนึกภาพการสร้างระบบที่ต้องรองรับลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี ดึงข้อมูลจาก 34 สถาบันการเงิน และ Go Live ให้ได้ในเวลา 2 เดือน ตัวเลขชุดนี้คือที่มาของโครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' หนึ่งใน...

Responsive image

ไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม ในวันที่ GDP โตแค่ 1.5%? มุมมองจาก VC ระดับโลกที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นฐานใหม่

GDP ไทยอาจโตเพียง 1.5–1.6% ในปี 2026 แต่เงินลงทุนด้านเทคโนโลยี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังคงไหลเข้า คำถามคือไทยกำลังถูกมองเป็นตลาดโตช้า หรือเป็น Gateway สำคัญของ Sout...

Responsive image

เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

เจาะลึกมุมมองเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย ทำไมเราถึงกำลังดิ้นรน? ถอดรหัสการปรับตัวของ Startup ไทยสู่โมเดล Co-Creation เพื่อบุกตลาดโลก...