ธุรกิจ SMEs กับการวางแผนภาษีแบบมืออาชีพ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในปัจจุบันหลาย ๆ คนหันมาให้ความสนใจการทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจประเภท SMEs เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีความเป็นอิสระ อีกทั้งยังมีต้นทุนในการลงทุนไม่สูงมากนักอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เจ้าของกิจการ SMEs หลาย ๆ แห่งประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวัง ในขณะที่อีกหลาย ๆ แห่งกลับประสบปัญหา ไม่สามารถไปถึงฝั่งฝัน ทำให้ล้มเลิกลงกลางคันเสียก็มี อะไรคือปัญหาของกิจการเหล่านี้? 

วางแผนภาษี

ปัญหาธุรกิจ SMEs ที่ต้องเร่งแก้ไข

หากจะพูดถึงปัญหาของการทำธุรกิจ SMEs ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดความผิดพลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น

  • ปัญหาด้านเงินลงทุน

เรื่องของเงินทุนจัดเป็นปัญหาที่พบเป็นอันดับต้น ๆ ของผู้ประกอบการ SMEs ทั้งการ              ไม่มีเงินลงทุนที่มากพอจะดำเนินธุรกิจในระยะยาว หรือขาดหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง เป็นต้น ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนในธุรกืจใด ๆ จึงควรเตรียมเรื่องของเงินทุนตลอดจนแหล่งเงินทุนให้พร้อมเสียก่อน

  • ปัญหาด้านการตลาด

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้การตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าและบริการ ตลอดจนความสะดวกรวดเร็วในการขนส่ง ซึ่งผู้ประกอบการที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวนี้ ก็อาจเพลี่ยงพล้ำแก่คู่แข่งได้

  • ปัญหาด้านการบริหารจัดการ

ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์ในการจัดการและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการบริหารจัดการงานบัญชีที่จะทำให้ผู้ประกอบการทราบสถานการณ์ทางธุรกิจ มองเห็นเห็นภาพรวมกระแสเงินเข้า-ออกของบริษัท รวมถึงเรื่องของการจัดการเรื่องภาษี สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง เป็นไปตามข้อกฎหมาย จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้

จากปัญหาของ SMEs ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องของการวางแผนในการบริหารด้านบัญชีและภาษี ซึ่งผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจหลาย ๆ แห่งกลับไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้อย่างแท้จริง จึงส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหา หรือสถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่สามารถรับมือแก้ไขได้  ดังนั้น เรื่องของการวางแผนในเรื่องของภาษีจึงเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปพร้อม ๆ กับการวางแผนธุรกิจด้วย

ความสำคัญของการวางแผนภาษีอากร

การวางแผนภาษีอากร (Tax Planning) คือ การกำหนดแนวทางการปฏิบัติรายการทางการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางภาษีอากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินการทางภาษีอากรของกิจการเป็นไปอย่างถูกต้อง และครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรอย่างคุ้มค่าอีกด้วย  

  1. เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมธุรกิจ SMEs ตลอดจนธุรกิจทุกประเภทต้องมีการวางแผนภาษี เรามาลองดูกันว่าการวางแผนภาษีที่ดีช่วยธุรกิจได้อย่างไรบ้าง
  2. ช่วยให้การเสียภาษีอากรเป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนดในจำนวนที่น้อยที่สุดโดยไม่อาศัยการหลีกเลี่ยงภาษีอากร
  3. ช่วยแก้ปัญหาในการเสียภาษีของธุรกิจ
  4. ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ซึ่งหมายถึง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาต่าง ๆ
  5. ช่วยลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น ทำให้ประหยัดเวลากในการดำเนินการต่างๆ ลงอีกด้วย
  6. ช่วยเสริมสร้างระบบการควบคุมภายในให้มีประสิทธิภาพ เพราะในขั้นตอนของการวางแผนภาษีจะต้องศึกษาแนวทางปฏิบัติงานของธุรกิจให้ละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งจะช่วยให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้านและแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

หลักเกณฑ์ในการวางแผนภาษีอากร

ในการวางแผนภาษีอาการ ผู้วางแผนภาษีควรศึกษาหลักเกณฑ์สำคัญ ตลอดจนบริบทที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพื่อประโยชน์ในการวางแผนภาษีอากรให้ครบถ้วน ถูกต้อง  ดังต่อไปนี้

1. ประมวลรัษฎากร

ประมวลรัษฎากรถือเป็นตัวบทกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ทั้งพระราชบัญญัติ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ  เป็นสิ่งที่ผู้วางแผนภาษีจะต้องศึกษา เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแตละช่วงเวลา

2.คำพิพากษา ข้อหารือของกรมสรรพากร คำวินิจฉัย

นอกจากจะศึกษาตัวบทกฎหมายในประมวลรัษฎากรแล้ว ผู้วางแผนภาษีควรจะศึกษาคำพิพากษาฎีกา รวมไปถึงคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่ได้ชี้ขาดปัญหาของกฎหมายบางประเภท เพราะเป็นแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีที่ถูกต้อง

3. ประเภทภาษีอากร

การวางแผนภาษีอากรจะต้องศึกษาภาษีแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจการให้ชัดเจน  เพื่อการวางแผนภาษีอากรได้อย่างรัดกุม ประหยัด และถูกต้องตามกฎหมาย

4. รูปแบบหรือองค์กรของธุรกิจ

การวางแผนภาษีอากรจำเป็นต้องคำนึงถึงองค์กรประกอบธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องและได้รับประโยชน์สูงสุดในการวางแผนภาษีอากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอัตราภาษี เงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะต้องเสียภาษีอากร รูปแบบองค์กรในการประกอบธุรกิจมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น บุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ผู้วางแผนภาษีจะต้องเลือกรูปแบบให้เหมาะสมและจะทำให้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายน้อยลงด้วย 

5. มาตรฐานการบัญชี

การวางแผนภาษีอากรจะไม่สมบูรณ์ได้เลยหากผู้วางแผนไม่ได้ศึกษาเรื่องของหลักการบัญชีทั่วไปหรือมาตรฐานการบัญชีที่ออกโดยสภาวิชาชีพ เพราะในการเสียภาษีอากรจะใช้ข้อมูล รายงานและหลักฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการบันทึกบัญชี ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุนงบแสดงฐานะการเงิน หรือรายงานประกอบต่าง ๆ ในการจัดทำบัญชี  ดังนั้นกิจการจะต้องมีการปรับปรุงให้หลักการบัญชีกับประมวลรัษฎากรสอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกันตามหลักการบัญชีภาษีอากรด้วย

6. สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร

การวางแผนภาษีเพื่อประโยชน์สูงสุดของธุรกิจ จะต้องนำสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายกำหนดไว้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้กับกิจการให้มากที่สุด เช่น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น

7. กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากผู้วางแผนภาษีอากรจะศึกษากฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรแล้ว ยังต้องศึกษากฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต กฎหมายเกี่ยวกับหนี้ กฎหมายเช่าซื้อ กฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ เพื่อจะทำให้การวางแผนภาษีอากรถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งกฎหมายแต่ละฉบับจะมีเงื่อนไขเฉพาะด้านซึ่งผู้วางแผนภาษีจะต้องทำการศึกษาปัญหาให้ระเอียดรอบคอบอีกด้วย

วางแผนภาษีอย่างไร ให้ธุรกิจเติบโต

การวางแผนภาษีอากรเป็นสิ่งที่ควรกระทำทันทีที่เริ่มต้นประกอบธุรกิจ และต้องกระทำต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในกิจการที่จะวางแผนภาษีอากรเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกรรมการผู้จัดการ นักบัญชี นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญทางภาษีอากร ซึ่งทั้งหมดควรมีการวางแผนร่วมกัน  ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะวางแผนภาษีให้ประสบความสำเร๊ร็จนั้นประกอบไปด้วย

กำหนดประเภทธุรกิจให้ชัดเจน

การทำธุรกิจนั้น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น 2 ประเภท คือ ธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา เช่น ร้านค้าต่าง ๆ และธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เช่น บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ดังนั้นก่อนที่จะทำธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาเป็นอย่างดีแล้วว่า รายได้จากธุรกิจในแต่ละประเภทนั้นเสียภาษีแตกต่างกันอย่างไร และธุรกิจของเรานั้นจะจัดอยู่กลุ่มธุรกิจประเภทใด เพื่อที่จะดำเนินการเรื่องภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง

สำหรับเจ้าของกิจการ SMEs  นั้นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้อย่างครบถ้วน คือ ต้องป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท เรียกง่าย ๆ ว่า “มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมียอดขายไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี” นั่นเอง

ดังนั้นในการวางแผนธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องคาดการณ์ธุรกิจในระยะยาวด้วยว่า จะมีรายได้ประมาณเท่าไร เพื่อจะนำไปสู่การวางแผนภาษีในขั้นตอนต่อไป

ศึกษาเรื่องการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

การที่จะวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จะต้องมีความเข้าใจภาษีแต่ละประเภทเป็นอย่างดี เพื่อจะได้รู้ว่าธุรกิจของตัวเองนั้นจะต้องเสียภาษีประเภทใดบ้าง ซึ่งภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SMEs นั้นมีอยู่หลายประเภทดังนี้

2.1. ภาษีเงินได้ 

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ประกอบกิจการด้วยการให้บริการ การผลิต ค้าปลีก ค้าส่ง ต้องนำรายได้มาคำนวณเพื่อหักภาษีตามเกณฑ์การประเมิน ซึ่งสามารถหักแบบเหมาจ่าย หรือขอหักตามความจำเป็นตามสมควรได้ รวมทั้งสามารถหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ได้ด้วย การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องเสียภาษีเงินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ไม่ว่าในปีนั้น ๆ จะมีผลกำไรหรือขาดทุน
  • ภาษีนิติบุคคล เป็นภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยกรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บเพื่อนำส่งรายได้ให้ภาครัฐ เก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 30% ของกำไรสุทธิ 

2.2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขาย โดยผู้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ก็คือ ผู้ประกอบการมียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี 

 สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นประกอบไปด้วย

  • ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บจากผู้ซื้อในการขายสินค้าหรือบริการ เป็นภาษีที่ต้องนำส่งกรณีขายมากกว่าซื้อ
  • ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการต้องชำระให้ผู้ขายในการซื้อสินค้าหรือบริการนั้น

2.3  ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

เป็นภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินตามมาตรา 40 ต้องมีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเพื่อนำส่งให้รัฐ หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ต้องมีโทษปรับและต้องร่วมรับผิดชอบกับผู้มีเงินได้ด้วย 

กรณีกิจการจดเป็นนิติบุคคลและจ่ายเงินเดือนให้กับลูกจ้าง หรือจ่ายให้กับผู้รับจ้างทำของนิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ และเหลือเท่าไหร่ก็จ่ายเป็นเงินไปพร้อมใบภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับผู้รับเงิน

2.4. ภาษีบำรุงท้องที่

ไม่ว่ากิจการจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากกิจการนั้นเป็นเจ้าของที่ดินที่ใช้ในการประกอบกิจการ ก็จะถูกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ในเดือนเมษายนของทุกปีด้วย

2.5 ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

สำหรับบุคคลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับหอพัก ห้องเช่า อพาร์ทเมนท์ ต้องเสียภาษี 12.5% ต่อปีของรายได้จากค่าเช่า และต้องชำระภาษีภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

2.6 ภาษีป้าย

เป็นภาษีที่เก็บจากการแสดงป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือโลโก้ ที่ใช้เพื่อหารายได้หรือการโฆษณา โดยภาษีป้ายจะคิดจากขนาดของป้ายเริ่มต้นที่ 200 บาท ต้องยื่นชำระที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่ตั้งของป้าย ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

 2.7. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจบางประเภท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน หลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ศึกษาช่องทางการลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมกับธุรกิจ

จากนโยบายของภาครัฐ จะเห็นได้ว่ามีหลาย ๆ มาตรการที่ที่ธุรกิจ SMEs  สามารถนำมาวางแผนใช้สิทธิในการหักลดหย่อนได้เป็นย่างดี  เช่น

  • ยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินในอัตราเร่ง

  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC)

  • มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม SMEs ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

นอกจากนนี้ผู้ประกอบการยังต้องศึกษาข้อมูลการนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาหักภาษีได้อย่างรอบด้าน เช่น ค่าใช้จ่ายจากการลงทุน  ตลอดจนการซื้อประกันต่าง ๆ เช่น ประกันพนักงาน ที่เป็นตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร  

ซึ่งหากเจ้าของธุรกิจวางแผนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้อง ย่อมส่งผลดีต่อสภาพคล่องทางการเงินของกิจการอย่างแน่นอน  ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จึงต้องศึกษา อัปเดตข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างสม่ำเสมอด้วย

หาที่ปรึกษาทางภาษี     

เนื่องจากเรื่องของภาษีนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นการมองหาที่ปรึกษาดี ๆ หรือผู้เชี่ยวชาญสักคนอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัว และไม่มีปัญหาด้านกฎหมายตามมา

เอกสารและระบบบัญชี 2 สิ่ง ที่ SMEs ต้องพร้อม

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนทำให้การวางแผนภาษีมักจะไม่ประสบความสำเร็จก็คือ การจัดการเรื่องของระบบเอกสาร และระบบบัญชี ซึ่งหากผู้วางแผนภาษีไม่ให้ความสนใจจัดการระบบเอกสารให้ถูกต้อง สะดวกต่อการนำมาใช้ในการจัดการภาษี ทำให้เกิดการขาดตกบกพร่องประการใดประการหนึ่ง ก็อาจกลายเป็นเป็นช่องโหว่ ทำให้การวางแผนภาษีล้มเหลวไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้

ดังนั้น การวางแผนภาษีจะต้องตระหนักถึงการบันทึกบัญชี ข้อมูลรายรับรายจ่าย ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ให้เป็นไปตามตามข้อกำหนด กฎหมายเกี่ยวกับบัญชีของกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดด้วย

นอกจากจะมีการจัดระบบเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายบัญชี แล้ว ผู้วางแผนภาษีจะต้องศึกษาระบบบัญชีของกิจการว่ามีข้อบกพร่องที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร ซึ่งกิจการ SMEs หลายแห่งไม่มีการวางระบบบัญชีมาก่อนเลย ทำให้ขาดความพร้อมในการสนองตอบต่อการวางแผนภาษีให้ถูกต้องรวดเร็วและสมบูรณ์

ดังนั้นผู้ประกอบการ SMEs ในทุกประเภทธุรกิจจะละเลยเรื่องของการจัดการเอกสารและระบบงานบัญชีเลยไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

PEAK แก้ปัญหางานบัญชี จัดการเอกสารภาษีได้ถูกต้อง

PEAK โปรแกรมบัญชีบนคลาวด์ที่จะเป็นพร้อมสนับสนุนธุรกิจ SMEs เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการจัดการเอกสารทางการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษี, ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย  ตลอดจนข้อมูลเอกสาร รายงานภาษี ทั้งรายงานภาษีขาย, รายงานภาษีซื้อ (สำหรับจัดทำ ภ.พ.30), รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย (สำหรับจัดทำ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) ที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร ก็มุ่งเน้นความถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว  

นอกจากนี้ PEAK  ยังช่วยจัดการงานบัญชีที่ต้องการรองรับการทำงานที่แข่งกับเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลงบัญชีอัตโนมัติ ทั้งบัญชีรายวัน, บัญชีแยกประเภท, งบทดลอง และออกงบการเงินได้ ตลอดจนสามารถกระทบยอด Statement บัญชีธนาคารโดยอัตโนมัติและยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสรุปผลประกอบการ ข้อมูลรายการขาย สินค้า และการเก็บเงิน แบบเรียลไทม์อีกด้วย

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ปั้น ‘สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้’ ให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่ากลยุทธ์ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย เมื่อภาครัฐจับมือเอกชนขับเคลื่อน Intangible Assets

เจาะลึกกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ยุคใหม่ เมื่อ Intangible Assets ครองโลก เผยแนวทางแก้ปัญหา 'วิจัยขึ้นหิ้ง' ของไทย พร้อมโมเดล IP Financing และการเปลี่ยน Mindset จากรับจ้างผลิตสู...

Responsive image

ถอดบทเรียน Nagoya : จากเมืองหลวงแห่งยานยนต์ สู่ "สนามทดลองระดับโลก" สำหรับ Deep Tech และนวัตกรรม

ถอดบทเรียนเมืองนาโกย่า จากเมืองหลวงยานยนต์สู่ฮับ Deep Tech ระดับโลก เจาะลึกยุทธศาสตร์ City as a Sandbox และ STATION Ai ศูนย์รวมสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น...

Responsive image

สรุปแนวคิดที่จีนใช้บุกตลาดโลก กล้าลอง ล้มเร็ว ทำไว ไม่เริ่มอะไรจาก 0

อาจจะพูดได้ว่า ยุคที่จีนส่งออกแค่ของถูก กำลังถูกแทนที่ด้วยการส่งออกมาตรฐานใหม่ และเทคโนโลยีขั้นสูงไปทั่วโลก Techsauce มีโอกาสได้ฟังเซสชันของงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง...