เครื่องบินทุกลำที่ขึ้น-ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านระบบเฝ้าระวังภาคพื้นที่พัฒนาโดยบริษัทสวีเดนอายุเกือบ 90 ปีอย่าง Saab โดยที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามีระบบของบริษัทนี้คอยทำงานอยู่เบื้องหลัง
ในงานแถลงข่าวของ Saab Thailand เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม คุณ Fredrik Lindblom รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศไทย ระบุว่าบริษัทกำลังมองหาโอกาสขยายระบบบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management หรือ ATM) ไปยังสนามบินอื่นในประเทศไทย หลังจากเป็นผู้จัดหาระบบเฝ้าระวังภาคพื้นให้กับสนามบินหลักสองแห่งของกรุงเทพฯ มานานหลายปี

ระบบที่ Saab ติดตั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง คือระบบเฝ้าระวังการเคลื่อนที่ภาคพื้นขั้นสูง (Advanced Surface Movement Guidance and Control System หรือ A-SMGCS) ทำหน้าที่ติดตามตำแหน่งของเครื่องบินทุกลำที่อยู่บนรันเวย์ แท็กซี่เวย์ และลานจอด รวมถึงยานพาหนะภาคพื้นที่เคลื่อนที่อยู่ในเขตปฏิบัติการ
เป้าหมายหลักของระบบประเภทนี้ คือการลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ที่เรียกว่า Runway Incursion หรือการที่เครื่องบินหรือยานพาหนะเข้าไปในรันเวย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จัดให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกให้ความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะในสนามบินที่มีปริมาณจราจรหนาแน่นอย่างสุวรรณภูมิและดอนเมือง
คุณ Fredrik Lindblom อธิบายในที่แถลงข่าวว่าระบบของ Saab ที่สนามบินไทย "ทำให้เครื่องบินไม่ชนกัน" ทั้งในช่วงที่ลงจอด ขึ้นบิน และเคลื่อนที่บนพื้นสนามบิน
จุดเริ่มต้นของ Saab ในงานสนามบินไทยเกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปี พ.ศ. 2549โดยบริษัทได้รับสัญญาติดตั้งระบบเฝ้าระวังภาคพื้นให้กับสนามบินที่เพิ่งเปิดในขณะนั้น
ต่อมาในปีพ.ศ. 2560 Saab ขยายไปยังสนามบินดอนเมือง ติดตั้งระบบในลักษณะเดียวกันเพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และเมื่อสนามบินสุวรรณภูมิขยายขีดความสามารถในช่วงต่อมา Saab ก็ได้รับสัญญาอัปเกรดระบบเดิมเพื่อรองรับการเติบโตของสนามบิน
คุณ Fredrik Lindblom อธิบายว่าธุรกิจ ATM ของ Saab จัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Safety and Security ของบริษัท ซึ่งแยกออกจากธุรกิจหลักด้านการป้องกันประเทศ และเป็นหนึ่งในไลน์ธุรกิจที่บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ในการแถลง คุณ Fredrik Lindblom ระบุว่าการขยายระบบ ATM ไปยังสนามบินอื่นในประเทศไทย เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ระยะยาวของ Saab Thailand ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมไทย (Local Industry Partner) ในการส่งมอบและบำรุงรักษาระบบ
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อสนามบินที่อยู่ระหว่างการเจรจา หรือกรอบเวลาของโครงการ ทำให้ประกาศครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณความสนใจมากกว่าการประกาศดีลใหม่อย่างเป็นทางการ
ในประเทศไทย ผู้ดำเนินการสนามบินหลักคือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งบริหารสนามบินทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย และหาดใหญ่ ขณะที่กรมท่าอากาศยานดูแลสนามบินภูมิภาคอีกหลายสิบแห่ง

Saab ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2480 (1937) ที่ประเทศสวีเดน ในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้รัฐบาลสวีเดนซึ่งยึดถือนโยบายเป็นกลาง สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศของตนเองได้ โดยปีหน้า (พ.ศ. 2570 หรือ 2027) บริษัทจะมีอายุครบ 90 ปี
หลายคนอาจคุ้นชื่อ Saab จากรถยนต์ที่เคยเป็นที่นิยมในช่วงทศวรรษ 1980-1990 อย่างไรก็ตาม Saab ขายธุรกิจรถยนต์ให้กับ General Motors ในต้นทศวรรษ 1990 ก่อนที่แบรนด์รถยนต์ Saab จะยุติการผลิตอย่างถาวรในปีพ.ศ. 2554 (2011) ปัจจุบันบริษัทโฟกัสที่ธุรกิจการป้องกันประเทศและความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์อีกต่อไป
พอร์ตผลิตภัณฑ์ของ Saab ในปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่เครื่องบินขับไล่ Gripen เครื่องบินตรวจการณ์ Erieye เรือดำน้ำ ระบบเรดาร์ ระบบบัญชาการและควบคุม ไปจนถึงระบบบริหารจราจรทางอากาศสำหรับสนามบินพลเรือน บริษัทแม่ Saab AB จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สตอกโฮล์ม มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Linköping ประเทศสวีเดน และมีการดำเนินงานในประมาณ 100 ประเทศทั่วโลก
ในเชิงตัวเลข Saab มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 28,000 คน และลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ราว 16% ของรายได้ตามตัวเลขที่บริษัทเปิดเผยในการแถลง โดยตลาดเอเชียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งเป็นภูมิภาคที่บริษัทระบุว่าต้องการขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอนาคต
Saab เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2480 2527 (1984) นับเป็นเวลา 40 ปีแล้วในตลาดไทย ปัจจุบันมีพนักงานประจำที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ 12 คน นอกจากระบบที่สนามบินแล้ว Saab ยังเป็นซัพพลายเออร์เครื่องบินขับไล่ Gripen เครื่องบินตรวจการณ์ Erieye และระบบเรดาร์ให้กองทัพไทย ทำให้ธุรกิจ ATM เป็นเพียงหนึ่งในหลายไลน์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทในประเทศไทย
สำหรับผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ระบบเฝ้าระวังภาคพื้นเป็นเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยไม่มีใครเห็น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทุกเที่ยวบินที่ขึ้น-ลงในประเทศไทย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด