Techsauce เคยชวนทำความเข้าใจไปแล้วว่า OECD คืออะไร และทำไมไทยอยากเข้าเป็นสมาชิก ในการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 หรือ MCM ที่กรุงปารีส วันที่ 3 ถึง 4 มิถุนายน 2026 ที่ไทยได้เข้าร่วม ได้ทำให้เราเห็นภาพของความสำคัญใน OECD ได้มากขึ้นไปอีกขั้น

คุณวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย กล่าวถ้อยแถลงบนเวทีหลักของ OECD ในหัวข้อ 'Safeguarding Open Markets, Free and Fair Trade, and a Level Playing Field' โดยประกาศจุดยืนของไทยในการสนับสนุน การค้าเสรีที่เปิดกว้างและเป็นธรรม ควบคู่กับการเรียกร้องให้เวทีโลกปกป้อง 'policy space' หรือพื้นที่เชิงนโยบายที่จำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้ธุรกิจในประเทศแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เสียเปรียบ และหลีกเลี่ยงการแข่งขันอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด
ถ้อยแถลงนี้น่าสนใจและน่าจับตามาก เพราะไทยกำลังอยู่ในสถานะประเทศผู้สมัครสมาชิก OECD อย่างเป็นทางการ หลัง OECD Council เปิดการเจรจากับไทยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2024
ตั้งแต่วันนั้น เส้นทางของไทยเข้าสู่ช่วงที่จริงจังขึ้นมาก คือ Technical review หรือการประเมินเชิงลึกผ่านคณะกรรมการเทคนิคของ OECD ซึ่งสภาพัฒน์ ระบุว่าครอบคลุม 25 คณะ และกินพื้นที่แทบทุกมิติของนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่การลงทุน การค้า การแข่งขัน ธรรมาภิบาล ภาษี แรงงาน การศึกษา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงดิจิทัล
เวที OECD รอบนี้จึงเป็นจังหวะที่ไทยเริ่มสื่อสารว่าอยากยืนตรงไหนในเศรษฐกิจโลก ทั้งในฐานะประเทศที่ต้องยกระดับกติกาให้เข้าใกล้มาตรฐาน OECD และประเทศกำลังพัฒนาที่ยังต้องมีเครื่องมือเชิงนโยบายไว้สร้างขีดความสามารถของตัวเอง

ธีมของ OECD Ministerial Council Meeting 2026 คือ 'Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity' หรือการออกแบบนโยบายอุตสาหกรรมให้ถูกทาง เพื่อให้เศรษฐกิจยังเปิดกว้าง เติบโต และสร้างความมั่งคั่งร่วมกันได้
ธีมนี้สำคัญมาก เพราะโลกวันนี้กลับมาพูดเรื่องนโยบายอุตสาหกรรมอย่างจริงจังอีกครั้ง สหรัฐฯ ใช้เงินอุดหนุนดึงฐานการผลิตเทคโนโลยีกลับประเทศ จีนเร่งขยายฐาน EV, แบตเตอรี่ และเซมิคอนดักเตอร์ ยุโรปวางนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากก็ต้องหาทางสร้างอุตสาหกรรมอนาคตของตัวเอง
คำถามของโลกจึงอยู่ที่การออกแบบนโยบายอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้จริง ลดแรงบิดเบือนตลาด และเปิดพื้นที่ให้ประเทศเล็กหรือประเทศกำลังพัฒนายังมีที่ยืนในห่วงโซ่อุปทานใหม่
ตรงนี้ทำให้ถ้อยแถลงของไทยเรื่อง 'Free and Fair Trade' กับ 'Policy Space' มีความหมายมากขึ้น เพราะไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการเปิดประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD และการเก็บเครื่องมือเชิงนโยบายไว้ใช้ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ
ความหมายคือ ไทยต้องการกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรม แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศยังต้องมีพื้นที่พอสำหรับการพัฒนากำลังคน การดึงเทคโนโลยี การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว
สิ่งที่ทำให้ OECD สำคัญกับไทย คือองค์กรนี้เป็นเวทีที่รวบรวมมาตรฐาน นโยบาย และแนวปฏิบัติของประเทศพัฒนาแล้วในหลายด้าน ต่างจากข้อตกลงการค้าเสรีที่เน้นการเปิดตลาดเป็นหลัก
การเข้าใกล้ OECD จึงเกี่ยวกับเรื่องที่จับต้องได้มากกว่าภาพลักษณ์ เช่น กติกาการแข่งขันที่ชัดขึ้น การลดข้อจำกัดการลงทุนที่ไม่จำเป็น ความโปร่งใสของภาครัฐ การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ การออกแบบภาษี การลดภาระทางกฎระเบียบ และคุณภาพของนโยบายสาธารณะ
รายงาน OECD Economic Surveys Thailand 2025 ประเมินว่า หากไทยลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพตลาด และค่อย ๆ ปิดช่องว่างกับค่าเฉลี่ย OECD ได้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจสูงถึง ราว 5% ของ GDP ใน 10 ปี และ เกือบ 15% ในระยะยาว
ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากติกาและโครงสร้างเศรษฐกิจมีผลต่อศักยภาพการเติบโตมากแค่ไหน หากประเทศมีกฎระเบียบที่คาดเดาได้ ตลาดแข่งขันมากขึ้น และรัฐทำงานมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ต้นทุนของธุรกิจจะลดลง และโอกาสของผู้ประกอบการรายใหม่จะเพิ่มขึ้น
ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ เพราะการลงทุนยุคใหม่ดูทั้งค่าแรง สิทธิประโยชน์ภาษี ทำเลที่ตั้ง คุณภาพของกติกา ความต่อเนื่องของนโยบาย ความโปร่งใส และความสามารถของรัฐในการทำงานข้ามหน่วยงาน
อีกเหตุผลที่ประเด็น Policy Space สำคัญ คือเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
รายงาน OECD Economic Outlook, Volume 2026 Issue 1 คาดว่าเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศจะโต 2.9% ในปี 2026 และ 3.0% ในปี 2027 แต่ OECD เตือนว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เศรษฐกิจโลกอาจโตลดลงเหลือ 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027
ตัวเลขนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศยังอยู่ในโหมดระวังตัว แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางช่วงจะยังดูประคองตัวได้ก็ตาม เพราะแรงกระแทกจากพลังงานแพงส่งต่อไปถึงต้นทุนธุรกิจ ราคาสินค้าเกษตร ค่าครองชีพ ดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงิน และต้นทุนการกู้ยืมของประเทศที่นำเข้าพลังงาน
ในบริบทแบบนี้ Policy Space จึงหมายถึงความสามารถของรัฐในการออกแบบมาตรการให้ตรงจุดพอ ช่วยคนที่เดือดร้อนจริง ลดความเปราะบางทางการคลัง และรักษาแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานหรือเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
อีกข้อมูลสำคัญที่ OECD ใช้ประกอบเวที MCM ปีนี้คือฐานข้อมูล MAGIC หรือ MAnufacturing Groups and Industrial Corporations ซึ่งทำหน้าที่ติดตามเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก

รายงาน OECD MAGIC Database of Industrial Subsidies ระบุว่าเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมใน 15 ภาคอุตสาหกรรมที่ฐานข้อมูลครอบคลุมแตะ 108,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก และคิดเป็น 1.3% ของรายได้จากยอดขายของบริษัท
ข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่า ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งกันด้วยเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งภาษีศุลกากร ค่าแรง เงินอุดหนุน นโยบายอุตสาหกรรม ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน กำลังคน เทคโนโลยี และความสามารถในการจัดการ Supply Chain
สำหรับไทย นี่คือเหตุผลที่การเข้าร่วมเวที OECD มีประโยชน์มากขึ้น เพราะ OECD ให้ทั้งกรอบมาตรฐานและข้อมูลเปรียบเทียบที่ช่วยให้ประเทศขนาดกลางมองเห็นเกมการแข่งขันจริงของโลกได้ชัดขึ้น
ถ้าไทยจะดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่าง EV, Data Center, อากาศยาน, เซมิคอนดักเตอร์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพ ประเทศต้องรู้ว่าโลกกำลังอุดหนุนอุตสาหกรรมไหน แข่งกันด้วยเครื่องมืออะไร และกติกาแบบไหนจะทำให้ไทยยังรักษาความน่าเชื่อถือระยะยาวได้

นอกจากข้อมูลในรายงานและข่าวทางการ โพสต์ Facebook ของคุณสันติธาร เสถียรไทย (Dr Santitarn Sathirathai) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 ช่วยเติมมุมที่น่าสนใจจากการประชุมครั้งนี้ 3 เรื่อง
เรื่องแรกคือ โลกอาจไม่คลี่คลายเร็วอย่างที่ตลาดหวัง โดยเฉพาะแรงกดดันด้านพลังงานและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจยืดเยื้อไปถึงครึ่งหลังของปี หรือยาวกว่านั้น จุดนี้สอดคล้องกับฉากทัศน์ด้านลบของ OECD ที่ชี้ว่าพลังงานแพงสามารถกดการเติบโตโลกได้มากกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน
เรื่องที่สองคือ เพื่อนบ้านสำคัญขึ้น การหารือกับผู้แทนจากสิงคโปร์และอินโดนีเซียสะท้อนว่า ประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญโลกที่คาดการณ์ยากเหมือนกัน การเชื่อมกันให้แน่นขึ้นจึงเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากกว่าพิธีการทางการทูต
อาเซียนมีจุดแข็งที่เสริมกันได้ ไทยมีฐานการผลิตและอาหาร อินโดนีเซียมีตลาดใหญ่และทรัพยากรสำคัญ สิงคโปร์มีเงินทุน เทคโนโลยี และบทบาทศูนย์กลางบริการ เวียดนามมีฐานการผลิตที่โตเร็ว มาเลเซียมีจุดแข็งด้านอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ หากเชื่อมกันได้ดีขึ้น ภูมิภาคนี้จะรับมือแรงกระแทกจากโลกภายนอกได้ดีขึ้น
เรื่องที่สามคือ เพื่อนใหม่ก็สำคัญไม่แพ้เพื่อนบ้าน ตัวอย่างจากการหารือกับลิทัวเนียทำให้เห็นว่า ประเทศขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจเปิดโอกาสใหม่ให้ไทยได้มากกว่าที่คิด
คุณสันติธารยกเนื้อหาการพูดคุยกับลิทัวเนีย ประเทศมีประชากรไม่ถึง 3 ล้านคน แต่สร้างจุดแข็งในอุตสาหกรรม Life Sciences, Biotech, Pharmaceuticals, พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียวได้ชัดเจน
ข้อมูลจาก Invest Lithuania ระบุว่าอุตสาหกรรม Life Sciences ของลิทัวเนียมีบริษัทมากกว่า 300 แห่ง รวมถึง Startup มากกว่า 80 ราย ผลผลิตราว 90% ถูกส่งออกไปมากกว่า 100 ประเทศ และประเทศตั้งเป้าให้ Life Sciences สร้างมูลค่าถึง 5% ของ GDP ภายในปี 2030
สำหรับไทย นี่เป็นสัญญาณว่าการมองหาพันธมิตรควรกว้างกว่าประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่คุ้นเคย เพราะประเทศขนาดกลางและเล็กที่มีจุดแข็งเฉพาะด้านอาจช่วยเปิดประตูสู่เทคโนโลยี ตลาด และ Supply Chain ใหม่ได้เร็วกว่า
เมื่อมองภาพรวม เวที OECD ที่ปารีสกำลังเชื่อมกับอีกเวทีใหญ่ที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพ นั่นคือ IMF World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม 2026 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี หลังจากไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1991
เวทีนี้จะดึงรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ นักลงทุน ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อจากทั่วโลกมาอยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมกัน จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยต่อยอดบทสนทนาที่เริ่มจาก OECD ไปสู่ประเด็นใหญ่กว่านั้น
ไทยสามารถใช้เวทีนี้ชวนโลกคุยเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน การออกแบบนโยบายช่วยเหลือที่ไม่ทำให้ฐานะการคลังเปราะบาง การสร้างภูมิคุ้มกันของอาเซียน การดึงเพื่อนใหม่ที่มีเทคโนโลยีเฉพาะด้าน และการวางตำแหน่งไทยในเศรษฐกิจโลกยุคที่ความแน่นอนลดลง
จะเห็นว่าเส้นทาง OECD ของไทยกำลังขยับจากเรื่องสมาชิกภาพ ไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่า คือการใช้มาตรฐาน เวที และเครือข่ายระหว่างประเทศเพื่ออัปเกรดกติกาเศรษฐกิจ ดึงการลงทุน และสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ให้ประเทศ
โจทย์สำคัญจากนี้จึงอยู่ที่ว่า ไทยจะใช้จังหวะจาก OECD และการเป็นเจ้าภาพ IMF World Bank Annual Meetings สร้างความสามารถใหม่ เพื่อนใหม่ และบทสนทนาใหม่ให้ประเทศได้ไกลแค่ไหน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด