ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดหักเหเสมอ และสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ กำลังทำหน้าที่เป็นแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่โครงสร้างโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากการพยายามฟื้นตัวหลังยุคโรคระบาด

เพียงหนึ่งเดือนหลังจากเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ภาพจำของความมั่นคงแบบเดิม ๆ ก็ถูกฉีกทิ้ง World Economic Forum) ได้รวบรวม 4 นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิจากองค์กรชั้นนำอย่าง
มาฉายภาพฉากทัศน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาเตือนว่า...นี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่มันคือการจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ที่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไปอีกหลายปี

ความกังวลแรกที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์มองเห็นตรงกันคือ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะสันดาปภายในพังทลาย เพราะช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนคอขวดของพลังงานโลก
Saad Rahim จาก Trafigura ยักษ์ใหญ่พลังงาน บอกชัดว่าเราไม่ได้แค่กำลังสู้กับของแพง แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘มีเงินก็ซื้อไม่ได้’ เพราะเมื่อพลังงานไหลผ่านไม่ได้ โรงงานจะไม่มีไฟป้อนเครื่องจักร รถขนส่งจะไม่มีน้ำมันวิ่ง สิ่งที่ตามมาคือภาวะอุปสงค์ล่มสลาย มันคือภาพซ้ำของช่วงล็อกดาวน์โควิดที่ถนนเงียบกริบ โรงงานร้าง แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวโรคระบาด แต่เราหยุดเพราะหัวใจของเครื่องยนต์โลกมันดับลง
"เรากำลังมองไปที่จุดที่โลกอาจเกิดอาการ Shutdown เหมือนช่วงโควิด-19 แต่น่ากลัวกว่า เพราะรอบนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวเชื้อโรค แต่เราหยุดเพราะ 'น้ำมัน' ที่เป็นสายเลือดหลักถูกกักขังอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง"
หลายคนอาจสงสัยว่า สงครามเกิดอยู่ไกลตัวขนาดนั้น จะกระทบเราได้ยังไง? ซึ่งด้าน Maximo Torero จาก FAO ฉายภาพให้เห็นโดมิโนที่น่ากลัวที่สุดเอาไว้ว่า สิ่งที่จะเกิดมันไม่ได้มาแบบตูมเดียว แต่มันจะค่อย ๆ ล้มตามกันไป และสิ่งที่คนตัวเล็กๆ ต้องแบกรับ เช่น
ขั้นที่ 1: สงครามขวางทางขนส่งปุ๋ย (ซึ่งตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตใหญ่)
ขั้นที่ 2: เมื่อปุ๋ยขาดแคลนหรือราคาพุ่ง เกษตรกรทั่วโลกจะลดการเพาะปลูกลง
ขั้นที่ 3: ข้าว ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารจะน้อยลงในขณะที่คนหิวเท่าเดิม
Razia Khan จาก Standard Chartered เตือนว่า ความน่ากลัวของเศรษฐกิจยุค 2026 คือความเชื่อมโยงที่แยกกันไม่ขาด โลกนาทีนี้เปราะบางจนเหมือนแก้วที่ร้าว ซึ่งพร้อมจะแตกสลายเพียงแค่มีแรงกระทบซ้ำอีกครั้งเดียว และแรงกระทบนั้นกำลังพุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงทางอาหาร
"ความมั่นคงทางอาหาร" นี่คือโดมิโนลูกที่ใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนทั่วโลกจะต้องเจอ และผลของมันอาจลากยาวไปถึงปี 2027 สงครามในตะวันออกกลางวันนี้ อาจกลายเป็นราคาข้าวแกงหน้าปากซอยที่พุ่งสูงขึ้นในวันหน้า โดยที่เราไม่มีทางเลี่ยงได้เลย นั่นหมายความว่า สงครามที่ดูเหมือนไกลตัวในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นต้นทุนอาหารบนโต๊ะของคุณที่แพงขึ้นจนน่าตกใจในวันข้างหน้า
หนึ่งในคำนิยามที่คมที่สุดมาจาก Ludovic Subran หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Allianz ที่เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นช่วงเวลาของดาร์วิน (A Darwinian Moment) เขาเปรียบเทียบว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีที่ว่างสำหรับธุรกิจที่สายป่านสั้น หรือปรับตัวช้าอีกต่อไป
ใครที่ไม่แกร่งพอหรือปรับตัวช้า... จะถูกกำจัดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจ
พายุลูกนี้จะเข้าซ้ำเติมแผลเก่า ทั้งวิกฤตหนี้สะสมและฟองสบู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่เริ่มสั่นคลอน แม้แต่อุตสาหกรรม High Tech ก็หนีไม่พ้น เพราะก๊าซฮีเลียมที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์และเครื่อง MRI กว่า 30% ของโลก ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ขัดแย้งนี้
"ตั้งแต่เคมีภัณฑ์ การแพทย์ ไปจนถึงก่อสร้าง ทุกภาคส่วนจะเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรง ใครที่สายป่านสั้นหรือพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งเดียว จะเข้าสู่สภาวะล้มละลายได้ง่าย ๆ"
ธุรกิจในยุค 2026 จึงไม่ได้สู้กันที่ความเร็วในการเติบโต แต่สู้กันที่ใครล้มแล้วไม่ตายเท่านั้น
ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังแผดเผาโครงสร้างเดิม นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นโอกาสสำคัญในการล้างไพ่ เพื่อวางรากฐานใหม่ที่นิ่งและมั่นคงกว่าเดิม Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดที่โลกถูกบังคับให้เลือกทางเดินใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิมใน 2 มิติหลัก
ในอดีต โลกธุรกิจบูชาความ Efficiency เป็นพระเจ้า เราพยายามรีดเค้นต้นทุนให้ต่ำที่สุด พึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวที่ถูกที่สุด และสต็อกของให้พอดีใช้แบบนาทีต่อนาที แต่สงครามครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าความถูกอาจนำมาซึ่งความตายทางธุรกิจ
ธุรกิจยักษ์ใหญ่กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็น Just-in-Case คือการยอมแบกต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อสร้างระบบสำรอง เช่น การกระจายฐานการผลิตไปหลายประเทศ (China + 1 หรือ Friend-shoring) และการเพิ่มสต็อกสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าต่อให้เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งถูกตัดขาด เครื่องจักรก็ยังเดินหน้าต่อได้
ที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มักถูกมองว่าเป็นเรื่องรักษ์โลก หรือการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์องค์กร แต่เมื่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกลายเป็นตัวประกันในสมรภูมิรบ และถูกใช้เป็นอาวุธในการต่อรองทางการเมือง มุมมองนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกประเทศเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากพื้นที่ขัดแย้งคือการเอาคอไปพาดเขียง พลังงานสะอาดอย่าง ลม แสงแดด และไฮโดรเจน จึงถูกยกระดับจากพลังงานทางเลือก ขึ้นเป็นความอยู่รอดของชาติ
วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ในอัตราเร่งที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว ไม่ใช่แค่เพื่อลดโลกร้อน แต่เพื่อสร้างเอกราชทางพลังงานที่ไม่ถูกใครข่มขู่ได้อีกต่อไป
Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ฝากบทสรุปที่เตือนใจเราทุกคนว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ สิ่งเดียวที่รัฐบาลและภาคธุรกิจทำได้คือการบริหารงานด้วยความคล่องตัว เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง
ฐานรากทางเศรษฐกิจที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนมหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองโลกตามความเป็นจริง การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และความสามารถในการลุกขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุดเมื่อถูกแรงกระแทก
อ้างอิง: weforum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด