สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดหักเหเสมอ และสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ กำลังทำหน้าที่เป็นแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่โครงสร้างโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากการพยายามฟื้นตัวหลังยุคโรคระบาด

เพียงหนึ่งเดือนหลังจากเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ภาพจำของความมั่นคงแบบเดิม ๆ ก็ถูกฉีกทิ้ง World Economic Forum) ได้รวบรวม 4 นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิจากองค์กรชั้นนำอย่าง

  1. Saad Rahim, Chief Economist ของ Trafigura (ยักษ์ใหญ่ด้านการค้าสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานของโลก)
  2. Razia Khan, Chief Economist ประจำภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลางของ Standard Chartered Bank
  3. Maximo Torero, ตำแหน่ง: Chief Economist ของ FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ)
  4. Ludovic Subran, ตำแหน่ง: Chief Economist ของ Allianz (กลุ่มบริษัทประกันภัยและการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก)

มาฉายภาพฉากทัศน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาเตือนว่า...นี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่มันคือการจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ที่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไปอีกหลายปี

1. วิกฤตเส้นเลือดอุดตันที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ความกังวลแรกที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์มองเห็นตรงกันคือ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะสันดาปภายในพังทลาย เพราะช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนคอขวดของพลังงานโลก 

Saad Rahim จาก Trafigura ยักษ์ใหญ่พลังงาน บอกชัดว่าเราไม่ได้แค่กำลังสู้กับของแพง แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘มีเงินก็ซื้อไม่ได้’ เพราะเมื่อพลังงานไหลผ่านไม่ได้ โรงงานจะไม่มีไฟป้อนเครื่องจักร รถขนส่งจะไม่มีน้ำมันวิ่ง สิ่งที่ตามมาคือภาวะอุปสงค์ล่มสลาย มันคือภาพซ้ำของช่วงล็อกดาวน์โควิดที่ถนนเงียบกริบ โรงงานร้าง แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวโรคระบาด แต่เราหยุดเพราะหัวใจของเครื่องยนต์โลกมันดับลง

"เรากำลังมองไปที่จุดที่โลกอาจเกิดอาการ Shutdown เหมือนช่วงโควิด-19 แต่น่ากลัวกว่า เพราะรอบนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวเชื้อโรค แต่เราหยุดเพราะ 'น้ำมัน' ที่เป็นสายเลือดหลักถูกกักขังอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง"

2. โดมิโนมรณะ จากถังน้ำมันสู่จานข้าวของคนทั้งโลก

หลายคนอาจสงสัยว่า สงครามเกิดอยู่ไกลตัวขนาดนั้น จะกระทบเราได้ยังไง? ซึ่งด้าน Maximo Torero จาก FAO ฉายภาพให้เห็นโดมิโนที่น่ากลัวที่สุดเอาไว้ว่า สิ่งที่จะเกิดมันไม่ได้มาแบบตูมเดียว แต่มันจะค่อย ๆ ล้มตามกันไป และสิ่งที่คนตัวเล็กๆ ต้องแบกรับ เช่น

ขั้นที่ 1: สงครามขวางทางขนส่งปุ๋ย (ซึ่งตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตใหญ่)
ขั้นที่ 2: เมื่อปุ๋ยขาดแคลนหรือราคาพุ่ง เกษตรกรทั่วโลกจะลดการเพาะปลูกลง
ขั้นที่ 3: ข้าว ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารจะน้อยลงในขณะที่คนหิวเท่าเดิม

Razia Khan จาก Standard Chartered เตือนว่า ความน่ากลัวของเศรษฐกิจยุค 2026 คือความเชื่อมโยงที่แยกกันไม่ขาด โลกนาทีนี้เปราะบางจนเหมือนแก้วที่ร้าว ซึ่งพร้อมจะแตกสลายเพียงแค่มีแรงกระทบซ้ำอีกครั้งเดียว และแรงกระทบนั้นกำลังพุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงทางอาหาร

"ความมั่นคงทางอาหาร" นี่คือโดมิโนลูกที่ใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนทั่วโลกจะต้องเจอ และผลของมันอาจลากยาวไปถึงปี 2027 สงครามในตะวันออกกลางวันนี้ อาจกลายเป็นราคาข้าวแกงหน้าปากซอยที่พุ่งสูงขึ้นในวันหน้า โดยที่เราไม่มีทางเลี่ยงได้เลย นั่นหมายความว่า สงครามที่ดูเหมือนไกลตัวในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นต้นทุนอาหารบนโต๊ะของคุณที่แพงขึ้นจนน่าตกใจในวันข้างหน้า

3. ความอ่อนแอคือตั๋วเที่ยวเดียวสู่ความตาย

หนึ่งในคำนิยามที่คมที่สุดมาจาก Ludovic Subran หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Allianz ที่เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นช่วงเวลาของดาร์วิน (A Darwinian Moment) เขาเปรียบเทียบว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีที่ว่างสำหรับธุรกิจที่สายป่านสั้น หรือปรับตัวช้าอีกต่อไป

ใครที่ไม่แกร่งพอหรือปรับตัวช้า... จะถูกกำจัดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจ

พายุลูกนี้จะเข้าซ้ำเติมแผลเก่า ทั้งวิกฤตหนี้สะสมและฟองสบู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่เริ่มสั่นคลอน แม้แต่อุตสาหกรรม High Tech ก็หนีไม่พ้น เพราะก๊าซฮีเลียมที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์และเครื่อง MRI กว่า 30% ของโลก ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ขัดแย้งนี้

"ตั้งแต่เคมีภัณฑ์ การแพทย์ ไปจนถึงก่อสร้าง ทุกภาคส่วนจะเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรง ใครที่สายป่านสั้นหรือพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งเดียว จะเข้าสู่สภาวะล้มละลายได้ง่าย ๆ"

ธุรกิจในยุค 2026 จึงไม่ได้สู้กันที่ความเร็วในการเติบโต แต่สู้กันที่ใครล้มแล้วไม่ตายเท่านั้น

4. กติกาใหม่ของการอยู่รอด

ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังแผดเผาโครงสร้างเดิม นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นโอกาสสำคัญในการล้างไพ่ เพื่อวางรากฐานใหม่ที่นิ่งและมั่นคงกว่าเดิม Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดที่โลกถูกบังคับให้เลือกทางเดินใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิมใน 2 มิติหลัก

1. เลิกพึ่งพาน้ำบ่อหน้า

ในอดีต โลกธุรกิจบูชาความ Efficiency เป็นพระเจ้า เราพยายามรีดเค้นต้นทุนให้ต่ำที่สุด พึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวที่ถูกที่สุด และสต็อกของให้พอดีใช้แบบนาทีต่อนาที แต่สงครามครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าความถูกอาจนำมาซึ่งความตายทางธุรกิจ

ธุรกิจยักษ์ใหญ่กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็น Just-in-Case คือการยอมแบกต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อสร้างระบบสำรอง เช่น การกระจายฐานการผลิตไปหลายประเทศ (China + 1 หรือ Friend-shoring) และการเพิ่มสต็อกสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าต่อให้เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งถูกตัดขาด เครื่องจักรก็ยังเดินหน้าต่อได้

2. พลังงานสะอาด คือ ความมั่นคงของชาติ

ที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มักถูกมองว่าเป็นเรื่องรักษ์โลก หรือการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์องค์กร แต่เมื่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกลายเป็นตัวประกันในสมรภูมิรบ และถูกใช้เป็นอาวุธในการต่อรองทางการเมือง มุมมองนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ทุกประเทศเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากพื้นที่ขัดแย้งคือการเอาคอไปพาดเขียง พลังงานสะอาดอย่าง ลม แสงแดด และไฮโดรเจน จึงถูกยกระดับจากพลังงานทางเลือก ขึ้นเป็นความอยู่รอดของชาติ

วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ในอัตราเร่งที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว ไม่ใช่แค่เพื่อลดโลกร้อน แต่เพื่อสร้างเอกราชทางพลังงานที่ไม่ถูกใครข่มขู่ได้อีกต่อไป

ก้าวต่อไปบนเส้นด้ายที่ขึงตึง

Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ฝากบทสรุปที่เตือนใจเราทุกคนว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ สิ่งเดียวที่รัฐบาลและภาคธุรกิจทำได้คือการบริหารงานด้วยความคล่องตัว เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง

ฐานรากทางเศรษฐกิจที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนมหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองโลกตามความเป็นจริง การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และความสามารถในการลุกขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุดเมื่อถูกแรงกระแทก

อ้างอิง: weforum

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

LINE MAN Wongnai เปิดตัว AI Customer Service ดูแลร้านค้า ได้ใช่แค่ 'ตอบคำถาม' แต่ 'แก้ปัญหาจบครบในที่เดียว

LINE MAN Wongnai เปิดตัว AI Customer Service ร่วมกับ LINE Plus ภายใต้ ActEngine AI ดูแลร้านค้าพาร์ทเนอร์กว่า 700,000 ร้านแบบ End-to-End ลดเวลาจัดการเคส 66% เพิ่มความแม่นยำ 16% จัดก...

Responsive image

9 เรื่องที่ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนลงทุน Agentic AI พร้อมแนวทางปรับใช้ทั้งองค์กร และการวัด ROI อย่างเป็นรูปธรรม

เจาะลึก 9 บทเรียนสำคัญที่ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนลงทุน Agentic AI ตั้งแต่วิธีคิดแบบ End-to-End การวาง Governance จนถึงการวัด ROI ที่จับต้องได้จริงจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ABeam Consult...

Responsive image

CP Group จับมือ NTT Docomo Global ยกระดับ Amaze Super App สู่ Loyalty E-commerce ระดับประเทศ และเปิดตัว Amaze Survey และ Amazing Japan

CP Group และ Ascend Commerce จับมือ NTT DOCOMO Global ยกระดับ Amaze Super App สู่ Loyalty E-commerce ระดับประเทศ เปิดตัว Amaze Survey ร่วมกับ INTAGE, Amazing Japan และ Consumer Eng...