Digital Content ของเครือไทยรัฐทั้งไทยรัฐออนไลน์ (Thairath Online) และสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ที่ต่างขึ้นมาอยู่แถวหน้าของแวดวงสื่อยุคปัจจุบันจากการแจ้งเกิดของผู้บริหารรุ่นใหม่อย่าง วัชร วัชรพล ด้วยกลยุทธ์ customer centric ที่ล่าสุดนำ AI และ Machine Learning มาใช้เพื่อช่วยนำเสนอ content ให้โดนใจประชากรโลกออนไลน์ พร้อมเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ MIRROR และ PEEPZ ขยายฐานแฟนให้กว้างกว่าเดิม

วัชร วัชรพล

ปัจจุบันวัชร วัชรพล ในฐานะทายาทรุ่นสามที่มารับภารกิจดูแลธุรกิจ Digital Content ที่แตกแขนงออกจากหนังสือพิมพ์รายวันของบริษัท วัชรพล จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ก่อตั้งโดยคุณปู่ผู้ล่วงลับของเขาคือ กำพล วัชรพล ด้วยบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจ ไทยรัฐออนไลน์ (บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด) และสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 (บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด) ตลอดจนเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานสนับสนุนธุรกิจ บริษัท วัชรพล จำกัด กระทั่งผ่านมาราว 10 ปี ในวันนี้ทั้งช่อง 32 และไทยรัฐออนไลน์ต่างได้พัฒนาไปไลกกว่าเดิมอย่างมาก และจะยังคงยืนหยัดที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยังเป็นธุรกิจสื่อชั้นนำดังเป้าหมายที่วางไว้

จุดเริ่มต้นที่เข้ามาดูแลกิจการของครอบครัวเป็นมาเช่นไร

ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วว่าต้องมารับช่วงบริหารกิจการต่อ เมื่อ 10 ปีก่อนจึงเริ่มมาดูแลไทยรัฐออนไลน์ (ผู้ผลิตข่าวบนเว็บไซต์ www.thairath.co.th และสื่อออนไลน์อื่น ๆ ที่ริเริ่มตั้งแต่เมื่อปี 2551) ซึ่งเดิมแม้ว้าตัวเว็บไซต์จะมีมาก่อนตั้งแต่ปี 2538 แล้วแต่ยังไม่ได้มีการดูแลอย่างจริงจัง ทางผู้ใหญ่ก็เลยมอบหมายให้มาดูแลเพื่อปรับโฉมใหม่

จนเมื่อ 5 ปีก่อนที่กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เปิดให้ประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล หรือ Digital TV ซึ่งทางไทยรัฐก็มองว่าเป็นอีกโอกาสที่จะขยายธุรกิจสื่อและธุรกิจใหม่ ๆ จึงกระโดดเข้ามาร่วมประมูลใบอนุญาตด้วย

เมื่อได้มาดูแลไทยรัฐออนไลน์จริง ๆ แล้วเป็นอย่างที่คาดหวังหรือไม่

ตอนแรกเริ่มจากการส่งข่าวทาง SMS เพราะยุคนั้นยังไม่มี social media และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยังไม่ได้ใช้ระบบ 3G เราเริ่มจากสร้างทีมใหม่ขึ้นมาทั้งหมดเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ก่อน

สำหรับที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นไปอย่างคาดหวังไว้ เพราะจากที่เว็บไซต์เคยอยู่อันดับ 20 กว่า ตอนนี้ขึ้นมาถึงอันดับ 1-2 ของประเทศ (ด้านเว็บไซต์ข่าว) แล้ว แต่ก็คงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมองว่าสื่อออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ออนไลน์หยุด (พัฒนา) ไม่ได้เลยจริง ๆ ถ้าหยุดสักพักก็เหมือนตก trend แล้ว

แล้วอะไรคือ key success ที่ทำให้ไทยรัฐออนไลน์ประสบความสำเร็จ

น่าจะมาจากพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพด้านข่าวที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคหนังสือพิมพ์ที่นำมาปรับใช้ในการนำเสนอข่าวให้ถูกกับจริตของผู้อ่าน/ผู้ชมในแต่ละแพลตฟอร์ม

“ผมคิดว่าการเข้าใจผู้อ่านและคนดูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”

ทั้งนี้จริตของผู้อ่านข่าวทางออนไลน์และทางหนังสือพิมพ์จะไม่เหมือนกันหรือแม้แต่คนที่ดูทีวีก็ตาม เพราะจะมีความสนใจที่ต่างกันออกไป เช่นจากเดิมที่ผู้อ่านทางออนไลน์จะชอบอ่านข่าวสั้น ๆ พอมาวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอีกคือชอบดูวิดิโอมากขึ้น

จุดเด่นของไทยรัฐออนไลน์คืออะไร

ด้วย branding ของไทยรัฐเองที่มีมายาวนานก็น่าจะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ความเร็วแต่ถูกต้อง นอกจากนี้จะเป็นเรื่องการนำเสนอที่เข้าใจผู้อ่าน/ผู้ชมว่าต้องการรับข้อมูลในรูปแบบไหน

digital content-thairath

 

ภาพลักษณ์ของ Digital Content ในเครือไทยรัฐที่ดูทันสมัยมีรากฐานแนวคิดมาอย่างไร

ทั้งตัวผมเองและน้อง ๆ ชอบอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากประเทศฝั่งตะวันตกและสหรัฐฯ ว่ามีอะไรใหม่ ๆ บ้าง แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้เลย ต้องเข้าใจและดูด้วยว่าจะไปกันได้กับความชอบของคนไทยหรือลูกค้าของเราหรือไม่ด้วย อาจต้องมาปรับให้เข้ากับผู้บริโภคไทยด้วย

ได้นำวัตกรรมอะไรมาใช้บ้าง

นอกจากปรับ branding ครั้งใหญ่แล้ว เรายังปรับเปลี่ยนการนำเสนอข่าวในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การนำ data visualization มาใช้ประกอบข่าวหรือรายงานข่าว เพื่อทำให้ข่าวที่ซับซ้อนสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเป็น trend ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ในส่วนของไทยรัฐออนไลน์ยังมีการนำ AI และ Machine Learning มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เพื่อให้สามารถนำเสนอ content ที่ตรงกับความสนใจของผู้อ่านแต่ละกลุ่ม โดยสามารถเพิ่มยอด Click Through Rate (CTR) ให้สูงขึ้น อยู่ในช่วง 10% - 18%

ไม่เพียงเท่านั้นยังเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่คือ PEEPZ และ MIRROR เพื่อขยายฐานผู้อ่านให้กว้างขึ้น โดย PEEPZ (พีพซ์) จะเริ่มอย่างเป็นทางการก่อนในเดือนมิถุนายนนี้ โดยเป็น brand ที่เน้นกลุ่มวัยรุ่นที่พร้อมจะร่วมค้นหาตัวเองไปกับเพื่อน และทำทุกเรื่องไปให้สุดในทางของตัวเอง โดยนำเสนอวิดีโอที่สนุก ๆ ในรูปแบบของ Short-Form Mobile VDO ที่เนื้อหาเจาะไปที่ความสนใจของวัยรุ่น เช่น เกม เรื่องตลก เพลง เต้น ความสัมพันธ์กับเพื่อน แฟน ครอบครัว และ LGBT

"PEEPZ เน้นเจาะกลุ่มคนวัย Gen Z ที่เดิมไทยรัฐอาจจะยังเข้าไม่ถึง"

ส่วน MIRROR (มิร์เรอร์) ที่จะเริ่มอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนั้นเป็น brand ที่จะเป็นเพื่อนกับผู้หญิงยุคใหม่ นำเสนอเนื้อหาที่ช่วยให้ผู้หญิงได้ค้นพบและเป็นตัวเอง ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน นั่นคือ Style Beauty และ Life

รวมถึงนำ AI Technology ของ Google cloud ที่ชื่อว่า Vision API และ Auto ML มาใช้ในการวิเคราะห์รูปภาพ เพื่อหาข้อมูลที่สำคัญ ในรูป และใช้ข้อมูลนั้นในการทำ keyword แบบอัตโนมัติเพื่อช่วยจัดระเบียบคลังข้อมูลและภาพทั้งหมดของเครือไทยรัฐกว่า 10 ล้านรูป จากเดิมที่ต้องใช้บุคคลากรและเวลานานในการทำงาน อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กองบรรณาธิการ สามารถค้นหาภาพ ข่าว เนื้อหาและเอกสารต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ผ่าน Google cloud search และต่อไปยังมีแผนจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้กับการค้นหาข่าวในเว็บไซต์อีกด้วย

ตอนนี้ยังไม่สำเร็จ 100% แต่ข้อมูลชุดแรกน่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในต้นไตรมาส 4 ของปีนี้

อีกทั้งมีโครงการ “ThaiStringers.com” ซึ่งเป็น แพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก YouTube Innovation Funding หนึ่งในโครงการของ Google News Initiative เพื่อสร้าง Local News Marketplace ของประเทศไทยให้นักข่าวอิสระ และสำนักข่าวทั่วประเทศ สามารถซื้อขายลิขสิทธิ์ข่าวได้สะดวกขึ้น

digital content-thairath

การบริหารงานในส่วนสถานีไทยรัฐทีวีเป็นอย่างไรบ้าง

ในส่วนของไทยรัฐทีวีต้องยอมรับว่าเราผ่านการลองผิดลองถูกมามากตั้งแต่เริ่มเปิดสถานีเมื่อ 5 ปีก่อน จนวันนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าสามารถพบส่วนผสมลงตัวที่เป็น character ของเราและที่เป็นภาพจำของผู้ชม นั่นคือวาง positioning ว่าเป็นช่องข่าวและกีฬา ซึ่งจะเลือกนำเสนอเนื้อหารอบตัวที่ผู้คนให้ความสนใจมารายงานด้วยการเล่าข่าวในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ซับซ้อน หรือสามารถอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่ายได้ ด้วยผู้ประกาศที่เป็นคนข่าวตัวจริง

พร้อมกับที่ใช้เทคโนโลยี Immersive Graphic ช่วยอธิบายเรื่องต่าง ๆ อีกทั้งมีความยืนหยุดในการปรับผังรายการเพื่อรายงานข่าวอย่างเข้มข้น เช่น ข่าวภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวง หรือแม้แต่การเลือกตั้ง 2562 เป็นต้น ที่สามารถสร้างภาพจำให้กับผู้ชมได้ ซึ่งทำให้เวลามีข่าวใหญ่หรือเหตุการณ์สำคัญก็จะนึกถึงไทยรัฐทีวีก่อน

ตัวแปรที่ชี้วัดความสำเร็จของไทยรัฐทีวีคืออะไร

น่าจะเป็นความไว้วางใจจากผู้ชมที่แน่นอนว่าต้องสะท้อนมาที่ตัว rating และการเป็น talk of the town ก็จะทำให้ได้รับการเหลียวแลจาก agency มากขึ้น

เร็ว ๆ นี้ไทยรัฐทีวีจะมีอะไรที่แปลกใหม่กว่าเดิมหรือไม่

ตลอดเวลาเราพยายามคัดสรรรายการดี ๆ เช่น กีฬา วาไรตี้ เพื่อให้โดนใจผู้ชมมากขึ้น เช่นเดียวกับปรับปรุงรายการข่าวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

เป้าหมายเชิงธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างไร

เราหวังว่าจะทำให้ไทยรัฐอยู่คู่คนไทยตลอดไปทั้งในแง่ content provider และในแง่การนำเสนอข่าวอันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่พยายามครอบคลุมให้ครบสื่อทุกแขนง

มุมมองต่อช่วงขาลงของวงการสื่อ

เป็นเรื่องที่พูดยากมาก เป็นยุคที่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าเป็นสื่อแขนงใดก็เหนื่อยเหมือนกันหมด เพราะ social media ก็ดึง audience ไป (จากสื่อกระแสหลัก) เป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกับในส่วนของธุกิจทีวีดิจิทัลที่เมื่อมีจำนวนช่องน้อยลงไป ก็หวังว่า ecosystem จะมีการปรับสมดุลได้มากขึ้น เพราะด้วยจำนวน 24 ช่องในตอนแรกก็คือว่ามีจำนวนมากเกินไป

จากแนวโน้มที่สื่อกระแสหลักหลายรายมาเน้นออนไลน์มากขึ้น จะมีผลต่อไทยรัฐออนไลน์หรือไม่

ผมคิดว่าไม่มีครับ เพราะแข่งกันมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้หนักใจอะไร ก็ยังคงทำในสิ่งที่วางแผนไว้ตามกลยุทธ์ของเราต่อไป

มีหลักการบริหารคนอย่างไรบ้างท่ามกลางทีมงานที่มีหลากหลายวัยในองค์กร

ไทยรัฐมีคนหลากหลาย generation มาก สิ่งสำคัญคือต้องให้คนทุกรุ่นต่างเคารพและเข้าใจในบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกัน นั่นคือคนรุ่นก่อนต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานของคนรุ่นใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ให้ความเคารพในประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนที่สามารถขอคำแนะนำและคำปรึกษาได้

วาง corporate culture อย่างไร

ในส่วนของไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ที่ผมดูแลโดยตรง ก็พยายามวาง corporate culture ให้เกิดการทำงานเชื่อมโยงกัน แต่ก็มีวัฒนธรรมองค์กรบางส่วนที่แตกต่างกันในแต่ละ business unit ที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น ในส่วนของไทยรัฐออนไลน์ที่ต้องให้มีการทำงานในแบบ digital lifestyle มากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่ที่ทีมงานแต่ละคนสามารถทำงานหลาย ๆ หน้าที่จบได้ด้วยตัวเอง หรือการทำงานจากนอกออฟฟิศได้โดยเฉพาะทีมงานที่ดูแลแบรนด์ใหม่ทั้ง PEEPZ และ MIRROR

หัวใจหลักของการทำธุรกิจสื่อในปัจจุบันคืออะไร

คือความเข้าใจต่อ audience ของเราหรือ customer centric (การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง) เพราะเป็นแก่นของทุกธุรกิจ

ในฐานะทายาทมีแรงกดดันหรือความท้าทายอย่างไรบ้าง

ช่วงแรก ๆ ก็กดดัน แต่พอเริ่มมาทำงานแล้วได้รับมอบหมายให้ทำออนไลน์ที่เราชอบจึงรู้สึกสนุกกับงาน ซึ่งพอ success ก็ลดแรงกดดันลงไปบ้าง อย่างไรก็ตามช่วง 2-3 ปีหลังที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมากก็ทำให้เรากดดันมากกว่าตอนแรก

ที่รับแรงกดดันได้ ต้องบอกว่าผมโชคดีที่มีทีมงานดีมีน้อง ๆ ที่เก่งและมีความสามารถมาช่วยกันอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับต้องมี work-life balance ด้วย



RELATED ARTICLE

Responsive image

LINE TV ดึงคนดังสู่ Startup ร่วมมือกับ TV Thunder และ RISE ปั้นเรียลลิตี้ 'Startup Star (ดารา 4.0)'

นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเมื่อ LINE TV กับ TV Thunder และ RISE ที่จับมือร่วมกันสร้างสรรค์รายการเรียลลิตี้แนวใหม่ สไตล์ Edutainment ในชื่อรายการ 'Startup Star (ดารา 4.0)'  ซึ่งเป็...

Responsive image

คลุกในวงถึง “วงใน" บทสัมภาษณ์สุด Exclusive กับคุณยอด Wongnai

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มนุษย์เราขาดไปไม่ได้ในการดำรงชีวิต แต่รสชาติที่อร่อยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน ใครล่ะที่จะไม่ชอบของอร่อย แต่ใครล่ะที่จะรู้ว่ามีร้านไหนอร่อยบ้า...

Responsive image

ถ้า Facebook ไม่ Decentralize ตัวเอง อนาคตอาจจะอยู่ไม่ได้

ปีนี้หลายคนคิดว่า Facebook สะบักสะบอมจากกรณี Cambridge Analytica ไปหนักพอสมควร แต่เอาเข้าจริง จากผลประกอบการของ Facebook ในไตรมาสแรก (Q1) ของปี 2018 สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังไม...