คุยกับ ดร. ภากร ปีตธวัชชัย การพัฒนาอย่างยั่งยืน กับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นมากกว่าแหล่งระดมทุน | Techsauce

คุยกับ ดร. ภากร ปีตธวัชชัย การพัฒนาอย่างยั่งยืน กับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นมากกว่าแหล่งระดมทุน

ท่ามกลางการเติบโตของโลกทุนนิยม สิ่งที่พัฒนาไปควบคู่กับการเติบโตดังกล่าวก็คือ การพัฒนาของเทคโนโลยี เพราะถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ภาคธุรกิจนำมาใช้ในการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดการ Disrupt กันอย่างรุนแรงในหลายธุรกิจ โดยต่างฝ่ายต่างก็มุ่งพัฒนาสิ่งเหล่านี้เพื่อนำไปสู่การครองตลาด โดยมุ่งเน้นการเติบโตในเชิงปริมาณ ในรูปแบบของความสามารถในการทำกำไร หรือ การรับผลตอบแทนในแนวตรงเป็นหลัก ไม่ได้มองถึงมุมกว้างโดยรอบ ซึ่งหลายครั้งอาจจะนำมาซึ่งการละเลยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ที่อยู่ในระบบนิเวศน์ของการดำเนินธุรกิจ 

จากประเด็นดังกล่าว ในระยะแรกจึงได้มีการสนับสนุนให้บริษัทมีการทำโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) เพื่อเป็นการคืนกำไรให้สังคมโดยให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ขาดโอกาส แต่แล้วด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของโลก ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยวิธีการดังกล่าวไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นแนวคิด ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ (Sustainability) จึงได้เข้ามามีบทบาท และได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนผลักดันให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

บทความนี้ Techsauce มีโอกาสได้สัมภาษณ์ ดร. ภากร ปีตธวัชชัย  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (SET)  ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดความยั่งยืน และนโยบาย  ESG ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบหลักทั้ง 3 ด้านที่บริษัทจดทะเบียนจะต้องมี ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ด้านสังคม (Social) และด้านบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งเป็นประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและ การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท 

ตลาดหลักทรัพย์-การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่องของ Disruption เข้ามาค่อนข้างมาก ทำให้หลายองค์กรต้องมีการ Transform เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯเองมีการรับมืออย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงคำว่า Disruption คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่ามาจาก Digital แต่ความจริงแล้ว Disruption เป็นสิ่งที่มีความหลากหลายกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการทำงาน เรื่องของ Business Model ภาวะการแข่งขันต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิด Disruption ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น Digital จึงเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น

ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตามต้องมีการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจให้เหมาะกับแต่ละช่วงเวลา และภาวะการแข่งขัน เพราะหลังจากนี้ Disruption ไม่ได้เป็นสิ่งที่เข้ามาเป็นคลื่นใหญ่แล้วจบ แต่จะเป็นสิ่งที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นองค์กรจะต้องหาวิธีการที่จทำอย่างไรให้มีความสามารถในการแข่งขันได้ ไม่ว่าจะเป็น ทำให้การบริการมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การลดต้นทุน หรือจะคงต้นทุนไว้เท่าเดิมแต่สามารถทำงานได้มากขึ้น รวมถึงการทำให้บริการและผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากการถูก Disrupt ในบางส่วน และที่สำคัญสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่าง คือ จะทำอย่างไรให้คนที่ทำธุรกิจกับเราสามารถปรับตัวจาก Disruption ได้ด้วย...

เราต้องทำให้คนที่เกี่ยวข้องใน value chain และ supply chain ของเราสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะจะทำให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่เฉพาะเราคนเดียว ซึ่งการทำเช่นนี้จะส่งผลให้ในอนาคตเราจะได้ผลตอบแทนกลับมามากขึ้นและกว้างขึ้น และรับผลกระทบจากสิ่งที่จะมา Disrupt น้อยลง

ตลาดหลักทรัพย์ฯมีการวางกลยุทธ์อย่างไร สำหรับการเติบโตในระยะหลังจากนี้

สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯเอง ได้มีการวางกลยุทธ์การดำเนินงานในระยะหลังจากนี้ โดยมุ่งเน้นการเติบโต 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ (1) การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับรูปแบบการทำงานโดยคำนึงถึงความร่วมมือที่จะทำให้สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ รวมถึงมองไปที่การทำธุรกิจในอนาคตของลูกค้าจะสามารถทำได้เร็วขึ้นและถูกลงได้อย่างไรบ้าง (2) การสร้างโอกาสใหม่ มุ่งขยายการระดมทุน ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีความกว้างขวาง และหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้ไปพึ่งกับผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว และ (3) การเติบโตไปพร้อมกับผู้ร่วมตลาดและสังคมอย่างยั่งยืน โดยเราต้องลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะทำให้ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ของเราสามารถปรับตัว สร้างธุรกิจใหม่ ๆ ได้  ทั้งสามส่วนนี้จะเห็นได้ Business plan ของเราที่จะดำเนินการในอนาคต (Strategic Direction 2020-2022)

ระยะหลังทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับ 'การพัฒนาอย่างยั่งยืน' ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาคธุรกิจ สำหรับ ดร.ภากร มองว่าต้องเป็นอย่างไร

ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า ณ ตอนนี้องค์กรของเรามีความยั่งยืนแล้วหรือยัง ก็ต้องย้อนมองและตอบให้ได้ก่อนว่า ในอีก 5 ปี หรือ 10 ข้างหน้า Business Model ของเรายังอยู่ได้ไหม จึงจะตอบได้ว่าองค์กรยั่งยืนหรือยัง ดังนั้นโจทย์หลักที่แต่ละองค์กรจะต้องทำ คือ ทำอย่างไรให้องค์กรของเราสามารถแข่งขันได้ เจริญเติบโตได้ โดยที่เราไม่ได้หายไป ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามาก็ตาม สิ่งนี้คือ ‘ความยั่งยืน’ 

ขณะที่สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯเอง สิ่งที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้มี 3 อย่าง ได้แก่ การที่องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสิ่งที่ทำ การทำสิ่งใหม่ และการสร้างธุรกิจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในวงจรธุรกิจที่ทำ  ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เราโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

ตลาดหลักทรัพย์-การพัฒนาอย่างยั่งยืนขอบคุณภาพจาก Freepik

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียนอย่างไรบ้าง

เรามีนโยบายในการสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนในหลากหลายวิธีการด้วยกัน อย่างเช่น เราพยายามทำให้เขาเปิดเผยข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยการทำ Template มีการให้คำแนะนำให้เขาว่าควรจะมีการเปิดเผยข้อมูลอะไรอย่างไรบ้าง หลังจากนั้น เราก็จะมีการนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ และทำให้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากคนภายนอก โดยเรามีการประเมินให้คะแนน ESG กับบริษัทที่ดำเนินงานในส่วนนี้ได้ดี และสุดท้ายเราเองก็จะต้องทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการที่เขาทำเรื่อง ESG ได้ดี ยกตัวอย่างเช่น การขอสิทธิประโยชน์  Green Project จากเรื่อง Carbon Credit ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งที่เราสามารถสนับสนุนได้ คือ การทำให้กระบวนการตรงนี้ของบริษัทจดทะเบียนมีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำลง ทำให้ทุกคนสามารถทำเรื่องเกี่ยวกับ ESG ได้ง่ายขึ้น และตรงกับความต้องการของคนมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายโดยตรงของเราที่จะต้องทำกับทั้ง Ecosystem ที่ไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงนักลงทุนด้วย มิเช่นนั้นแล้วจะไม่เกิดการรับรู้ซึ่งกันและกันได้เลยว่า ประโยชน์ของความยั่งยืน (Sustainability) ที่ทุกคนเห็นจะต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สามา่รถจับต้องได้จริง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม

การกรอกข้อมูลใน Template ทำแบบประเมิน ให้เป็นเอกสารถือเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ถ้านับกันเป็นกระบวนการทำงานจริง ๆ จะทำอย่างไร ที่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจเป็นแค่การทำ CSR ที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ

ต้องบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ทำจริงได้ยากมาก อย่างที่บอกว่า การทำ ESG ที่เป็นการปรากฎในรูปแบบของการกรอบแบบฟอร์ม สามารถทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ใส่ข้อมูลในโครงการที่คิดว่าได้คะแนน ESG  สูง แต่ที่ยากไปกว่านั้น คือ จะทำอย่างไรให้ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่อยู่ใน Business Plan หรือสามารถทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้จริง ดังนั้นจึงย้อนกลับไปที่แผนการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 3 อย่าง ที่มุ่งสร้างประสิทธิภาพ สร้างความหลากหลายที่ทำให้มีความสามาถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง และสุดท้าย สร้างองค์ประกอบของ Ecosystem  ของคนที่เกี่ยวข้องกับเราให้ได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจ เพราะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับการทำ ESG และ Sustainability เพราะว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด มันได้ประโยชน์กับทั้งเราเอง และคู่ค้าที่เกิดขึ้นร่วมกัน

เป็นไปได้หรือไม่ ? ถ้าหากจะมองว่าเรื่องของการสร้างความยั่งยืนกับการดำเนินธุรกิจ คือ การที่บริษัทจดทะเบียนอาจจะต้องยอดลดเรื่องของผลตอบแทนในรูปแบบของกำไร

สำหรับเรื่องนี้ต้องมาดูกันว่า สิ่งที่จะต้องทำกับสิ่งที่จะตอบแทนกลับมาชดเชยกันได้หรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้นอะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกัน (mutual benefit) จากสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบหลัก ESG ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม หรือสิ่งแวดล้อม ผมเชื่อว่าประโยชน์ที่จะกลับคืนสู่ผู้ประกอบการจะมากกว่าสิ่งที่กำลังจะใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่า การทำให้ความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินธุรกิจเป็นสิ่งที่ยาก จากการที่ต้องคิดว่า สิ่งที่ทำจะต้องเกิดประโยชน์หรือส่งผลต่อสังคม (social impact)  เป็นอย่างมาก คือ Output จะต้องมากกว่า Input

จากการที่หลายคนมองว่า...บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งระดมทุน แต่เป็นที่แห่งการสร้างความยั่งยืนด้วย ดร.ภากรมีมุมมองตรงนี้อย่างไร

จริง ๆ แล้ว เรื่องของการวัดความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่สำหรับตลาดทุนเรามีหน้าที่ที่จะวัดว่าข้อมูลที่แต่ละองค์กรให้มา เมื่อนำมาวิเคราะห์ดูแล้ว องค์กรนั้นมีความสามารถในการสร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ สิ่งนี้เป็นส่งที่ตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญมากกว่า จะทำอย่างไรที่จะมีข้อมูลประเภทนี้ออกมาให้กับผู้ที่สนใจจะลงทุน สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง

ตลาดหลักทรัพย์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนให้มีข้อมูล และการวิเคราะห์แบบนี้ เพื่อที่จะทำให้ทุกคนใช้หลักของความยั่งยืนในการทำธุรกิจ

ดังนั้นบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่จะทำให้เราสามารถวัดได้ว่าบริษัมมีความยั่งยืนหรือไม่ เพราะความเห็นของคนเราไม่เหมือนกัน อย่างน้อยถ้ามีการสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูล ก็จะทำให้คนเอาข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ได้ดีขึ้น 

โลกในอนาคต เป็นโลกที่มีความไม่แน่นอน มีความผันผวน  มีความซับซ้อน และมีความไม่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นยากมากที่จะบอกได้ว่า ผลลัพธ์จากการที่เราตัดสินใจว่าจะทำอะไรจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงตลอด คือ การตัดสินใจทำอะไรก็ตามจะต้องคำนึงถึง สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียร่วมกันมากขึ้น ดังนั้นแนวคิดของความยั่งยืนที่จะมาใช้ในการดำเนินธุรกิจถือเป็นสิ่งสำคัญ...


RELATED ARTICLE

Responsive image

แท้จริงแล้วผู้บริหารต้องการอะไรจาก HR ? ที่จะทำให้องค์กรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

HR เปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง (Backbone) ขององค์กร ที่คอยเชื่อมโยงองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แท้จริงแล้วหน้าที่สำคัญของ HR ที่ผู้บริหารองค์กรต้องการจริง ๆ ค...

Responsive image

คุยเรื่อง 'การบริหารคน' ในยุค Digital Transformation กับ 'วริศร เผ่าวนิช' ผู้บริหารรุ่นใหม่แห่ง Techsauce

'ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะปรับ แต่องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลอง' คุยเรื่อง 'การบริหารคน' ในยุค Digital Transformation กับ 'วริศร เผ่าวนิช' ผู้บริหารรุ่นใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังความส...

Responsive image

SCB จับมือ VISTEC สานภารกิจ MISSION X รุ่นที่ 3 เจาะกลุ่มอุตสาหกรรม F&B มุ่งยกระดับสู่ศูนย์กลางอาหารโลก

SCB ร่วมมือกับ VISTEC เปิดโครงการ “MISSION X” The Boot Camp of Advanced Corporate Transformation รุ่นที่ 3...