AI diagnostics : การใช้ AI เพิ่มศักยภาพผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจพบที่รวดเร็วขึ้น

ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ดร. ทอม แบกซ์เตอร์ Digital Healthcare Consulting Manager จาก Roche Diagnostics Asia Pacific ได้นำเสนอแนวคิดด้าน AI diagnostics ที่ว่า ผลเลือดและผลตรวจอื่นๆ ทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยบอกล่วงหน้าได้ว่าใครกำลังเสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไตวาย ก่อนที่จะมีอาการใดๆ ผ่านการเปลี่ยนแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบตั้งรับไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก

ปัจจุบันข้อมูลผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ถูกเก็บอยู่ในระบบสาธารณสุขในปริมาณมหาศาล แต่ส่วนใหญ่ยังคงถูกใช้เป็นเพียงรายงานที่ตรวจแล้วก็เก็บเข้าแฟ้ม ดร. แบกซ์เตอร์ เสนอว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ป้องกันโรคได้ก่อนที่จะสายไปได้

เราไม่จำเป็นต้องสร้างข้อมูลใหม่เสมอไป แต่ต้องรู้จักดึงศักยภาพจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์

— ดร. ทอม แบกซ์เตอร์

Dr. Tom Baxter lectures on Medical AI Diagnistics

ข้อจำกัดของการดูแลสุขภาพแบบ “One-size-fits-all”

ปัจจุบันการจัดการประชากรกลุ่มใหญ่มักใช้มาตรฐานเดียวกัน เช่น ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะได้รับการดูแลคล้ายกัน ทั้งที่ความจริงแต่ละคนมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างกันมาก บางคนอาจมีความเสี่ยงสูงที่โรคจะลุกลามไปสู่ความเสียหายของอวัยวะ ขณะที่บางคนสามารถควบคุมได้ด้วยการดูแลตามปกติ แต่เมื่อทุกคนถูกจัดอยู่ในเส้นทางการรักษาเดียวกัน สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือคนไข้บางรายหายไปจากการนัดหมาย ค่อยๆ ทรุดลงโดยไม่มีใครรู้ แล้วกลับมาพบแพทย์อีกครั้งพร้อมภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลนี้เปลี่ยนวิธีการทำงานได้ตั้งแต่ห้องตรวจไปจนถึงระบบสาธารณสุข แพทย์สามารถตัดสินใจได้ว่าคนไข้รายใดควรพบแพทย์เฉพาะทางเร็วขึ้น ควรนัดติดตามทุก 6 เดือนแทนที่จะเป็น 12 เดือน หรือควรทบทวนว่าคนไข้ทานยาตามที่สั่งสม่ำเสมอหรือไม่ ขณะเดียวกันหน่วยงานสาธารณสุขก็สามารถใช้ข้อมูลเดียวกันนี้เพื่อติดต่อคนไข้กลุ่มเสี่ยงเชิงรุก แทนที่จะรอให้พวกเขากลับมาเองเมื่อโรคลุกลามแล้ว

ทำไมต้องเป็น "ข้อมูลจากห้องแล็บ"

ดร. แบกซ์เตอร์ ชี้ให้เห็นว่า Lab Data หรือผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพสูงด้วยเหตุผล 3 ประการ:

  • ความชัดเจนเชิงตัวเลข: ผลลัพธ์มีความชัดเจน เป็นข้อมูลโครงสร้างที่สามารถทำซ้ำและเปรียบเทียบได้ตลอดเวลา และสะท้อนสภาวะทางสรีรวิทยาที่แท้จริง
  • ขยายผลได้ง่าย: ต่อยอดจากกระบวนการทำงานเดิม ไม่ต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์ใหม่หรือใช้วิธีตรวจที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น และจากมุมของคนไข้ก็ไม่ต้องเข้ารับการตรวจแบบรุกรานร่างกายเพิ่มเติม
  • ความครอบคลุม: เป็นการตรวจพื้นฐานที่ทำในสเกลใหญ่และสม่ำเสมอในระบบสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการตรวจการทำงานของไตหรือระดับน้ำตาล ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่แล้วในกลุ่มประชากรส่วนใหญ่

เมื่อ AI เปลี่ยนตัวเลขเป็นผลลัพธ์

การนำเครื่องมือ AI มาใช้ในบริบทนี้จำเป็นต้องผ่านการรับรองโดยหน่วยงานกำกับดูแล มีหลักฐานทางคลินิกอ้างอิง และบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานเดิมได้อย่างราบรื่น

Dr. Tom Baxter lectures on Medical AI Diagnistics

1. การตรวจจับมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มที่ไม่ยอมตรวจคัดกรอง

อัตราการเข้าตรวจคัดกรองมะเร็งในหลายประเทศมักต่ำกว่า 50% และการส่งคำเตือนแบบหว่านแหไปยังคนที่ยังไม่เคยมาตรวจมักไม่ได้ผล แต่หากเราสามารถระบุได้ว่าใน 100 คนที่ไม่ยอมมาตรวจ มี 1-5 คนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 10-30 เท่า เราก็สามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดไปติดต่อคนเหล่านั้นได้ตรงจุดมากขึ้น

นี่คือสิ่งที่อัลกอริทึม LGI Flag ทำได้ โดยใช้เพียงข้อมูลอายุ เพศ และผลตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพียงครั้งเดียว

  • ผลลัพธ์: เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ติดต่อไปพร้อมแจ้งคะแนนความเสี่ยงเฉพาะบุคคล มีถึง 76% ที่ยินยอมเข้ารับการตรวจ (สูงกว่าอัตราปกติที่ 40-50%)
  • ความแม่นยำ: 30% ของผู้ที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูงและเข้ารับการส่องกล้อง พบว่าเป็นมะเร็งหรือเนื้องอกระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งหากไม่มีเครื่องมือนี้ โรคอาจไม่ถูกตรวจพบจนกว่าจะมีอาการ

2. การทำนายการลุกลามของโรคไตเรื้อรัง (CKD)

โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อยแต่มักถูกวินิจฉัยต่ำกว่าความเป็นจริง AI สามารถวิเคราะห์ผลเลือดและปัสสาวะของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่มีโรคไตระยะเริ่มต้น เพื่อทำนายว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ใครคือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่การทำงานของไตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

  • ผลการศึกษา (สหรัฐฯ กลุ่มตัวอย่าง 410,000 คน): 12% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เมื่อติดตามผล 2 ปีถัดมา 18.6% ของกลุ่มนี้มีการทำงานของไตลดลงอย่างน้อย 40% (กลุ่มอื่นมีอัตราเพียง 1.5-3.7%)
  • ผลกระทบ: กลุ่มเสี่ยงสูงมีต้นทุนการรักษาสูงกว่ากลุ่มอื่น 2-3 เท่า โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายจากการนอนโรงพยาบาล ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงเวลาที่คนไข้ต้องเสียไปในโรงพยาบาลและเวลาที่ต้องหยุดงาน หากค้นพบและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ผลกระทบเหล่านี้อาจหลีกเลี่ยงได้

โอกาสในการพลิกฟื้นโรค

หนึ่งในหัวใจของ Healthspan คือการตรวจพบโรคในระยะที่ "ยังย้อนกลับได้" มีโรคหลายชนิดที่ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆ แต่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงอยู่โดยไม่รู้ตัว เช่น ภาวะก่อนเบาหวาน หรือพังผืดในตับ หากตรวจพบได้เร็วเพียงพอผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง เราสามารถย้อนกระบวนการของโรคได้ทั้งหมดผ่านการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการรักษา ก่อนที่ความเสียหายจะกลายเป็นเรื่องถาวร และนี่คือจุดที่ AI ที่วิเคราะห์ผลแล็บเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถชี้ตัวผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ก่อนที่อาการจะปรากฏ

Dr. Tom Baxter lectures on Medical AI Diagnistics

เมื่อข้อมูลชุดเดียวแต่ตอบโจทย์ได้ทั้งระบบ

ดร. แบกซ์เตอร์ ชี้ว่าข้อมูลเชิงลึกด้านความเสี่ยงชุดเดียวกันสามารถสร้างคุณค่าได้หลายมิติ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้อยู่ตรงจุดไหนของระบบ สำหรับสถานพยาบาล เครื่องมือเหล่านี้ช่วยสร้างความแตกต่างในเชิงการดูแลเชิงป้องกัน ใช้ข้อมูลเฉพาะบุคคลเพื่อวางแผนว่าคนไข้รายใดควรพบแพทย์เฉพาะทางเร็วขึ้น หรือควรนัดติดตามถี่ขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ติดตามผลในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง

ในมุมของสาธารณสุข เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้อาศัยเพียงผลตรวจพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว จึงไม่จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมือง แต่สามารถขยายไปสู่พื้นที่ที่มีความต้องการสูงแต่ทรัพยากรจำกัดได้ ส่วนผู้จ่ายค่ารักษาก็ได้ประโยชน์จากการเห็นภาพความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งช่วยสนับสนุนการดูแลเชิงรุกและลดค่าใช้จ่ายจากการนอนโรงพยาบาลที่อาจป้องกันได้

และสำหรับคนไข้ ดร. แบกซ์เตอร์ มองว่านี่คือมิติที่สำคัญที่สุด การได้เห็นตัวเลขความเสี่ยงที่ชัดเจนของตัวเองสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างมาก โดยเฉพาะในโรคที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจของคนไข้เอง ไม่ว่าจะเป็นการทานยาให้สม่ำเสมอ การปรับพฤติกรรม หรือการตัดสินใจลงทุนกับการดูแลสุขภาพเพิ่มเติม

จากคำถามสู่การนำไปใช้จริง

เพื่อให้เครื่องมือเหล่านี้ทำงานได้จริง ดร. แบกซ์เตอร์ ชี้ว่ารากฐานสำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่ง Roche เองก็สนับสนุนแนวคิดนี้ผ่านแพลตฟอร์ม navify ที่ออกแบบให้เปิดรับเครื่องมือจากภายนอกหรือที่โรงพยาบาลพัฒนาขึ้นเองเข้ามาใช้งานร่วมกันได้

แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ดร. แบกซ์เตอร์ ฝากให้ผู้ที่อยู่ในระบบสุขภาพเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า จุดไหนในระบบของเราที่คนไข้ยังตกหล่น ไม่ว่าจะเป็นการมาพบแพทย์ช้าเกินไป การหายไปจากการนัดหมายแล้วกลับมาพร้อมภาวะแทรกซ้อน หรือการขาดการคัดกรองในจุดวิกฤต ข้อมูลที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้อาจมีอยู่แล้วในระบบ ซ่อนอยู่ในผลตรวจสุขภาพประจำปีหรือการติดตามโรคเรื้อรังที่ทำอยู่เป็นปกติ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือรากฐานของเราพร้อมหรือยัง ทั้งในแง่ข้อมูลดิจิทัล การเชื่อมต่อระหว่างระบบ และความปลอดภัยของข้อมูล

Dr. Tom Baxter lectures on Medical AI Diagnistics

ท้ายที่สุด การเพิ่ม Healthspan ไม่ใช่การพยายามสร้างข้อมูลใหม่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการใช้เครื่องมือที่ช่วยให้เรา "ลงมือทำ" ได้ทันเวลาจากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อรักษาช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด


บทความนี้สรุปเนื้อหาจากหัวข้อ Session: "Earlier Action Against Silent Disease: How AI unlocks more from routine diagnostic data" โดย Dr. Tom Baxter ภายในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เผยแนวคิดและวิธีพัฒนาธุรกิจ 'ตอบโจทย์สุขภาพชีวิตที่ยืนยาว' เพื่อทุกคน

อายุมนุษย์ที่ยืนยาวขึ้นทุกปี อุตสาหกรรมจะออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ SIlver Economy ในอนาคตได้อย่างไร คำตอบอบู่ในบทความสรุปหลังรับฟัง Seesion ในงาน Techsauce Heathl span ...

Responsive image

เข้าใจการแพทย์ 3 ยุค จาก ‘ป่วยค่อยรักษา’ สู่ ‘Biotech’ ออกแบบชีวิตไม่ให้แก่

สรุปประเด็น BioTech และ Healthspan จากหมอแอ้ว นพ.ชัชพล และ นพ.ยุทธนา เจาะลึกการแพทย์ 3 ยุค จาก 'ป่วยแล้วค่อยรักษา' สู่การออกแบบชีวิตระดับโมเลกุล เพื่อชะลอความเสื่อมและยืดอายุขัย...

Responsive image

บีไอจีแนะใช้ Low-carbon Oxygen ยกระดับบริการทางการแพทย์สู่ความยั่งยืน เสริมการเป็น Medical Hub ของประเทศไทย

Bangkok Industrial Gas (BIG) หรือ บีไอจี ธุรกิจบริการก๊าซอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นโอกาสในตลาด Wellness โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาลที่ต้องใช้ออกซิเจนในการรักษาผู้ป่วย ให้มาใช้ Low-carbon Ox...